Chungking Express Fallen Angels House of Flying Daggers Takeshi Kaneshiro Wong Kar-wai

‘เมื่อเวลามาถึง ก็ลืมผมเสียเถอะ’ เส้นทางการแสดงอันน่าจดจำของ ทาเคชิ คาเนชิโระ

Home / bioscope / ‘เมื่อเวลามาถึง ก็ลืมผมเสียเถอะ’ เส้นทางการแสดงอันน่าจดจำของ ทาเคชิ คาเนชิโระ

นายตำรวจหนุ่มนัยน์ตาเศร้า โหยหารักเดียวจากหญิงสาวที่บอกเลิกเขาในวันที่ 1 เมษายน หมกมุ่นกับการไล่กินสัปปะรดกระป๋องใกล้หมดอายุเพื่อรำลึกถึงหญิงสาว หากเสียใจก็จะออกวิ่งจนกว่าจะไม่มีน้ำตาให้ไหล ก่อนจะตกหลุมรักผู้หญิงผมทองลึกลับที่เขาเจอในผับในวันที่สัปปะรดกระป๋องถูกกว้านซื้อไปหมดแล้ว

และนั่นคือบทนายตำรวจ 223 จาก Chungking Express (1994, หว่อง กาไว) ที่แจ้งเกิดนักแสดงหนุ่มสายเลือดไต้หวัน-ญี่ปุ่น ทาเคชิ คาเนชิโระ สู่แวดวงหนังตะวันออก ที่ในเวลาต่อมาขยับขยายไปไกลถึงตะวันตก

นายตำรวจผู้งงชีวิต ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงลูกครึ่งหน้าตาซื่อสะอาด ผ่านการกำกับของคนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยลวดลายและเทคนิคอย่างหว่องกาไว ไม่แปลกที่มันจะดังระเบิดไปทั่วทั้งเกาะฮ่องกง เข้าชิงรางวัลหลายเวที และเป็นหนังที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี คาเนชิโระก็จะพูดถึงอย่างเขินๆ และนอบน้อมถึงหว่องเสมอว่า หากไม่ได้หว่องเรียกตัวไปแสดงหนังในวันนั้น เป็นไปได้ว่าตัวเขาเองอาจจะไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้อีกแล้วก็ได้

และจากเด็กหนุ่มในวันนั้น คาเนชิโระเพิ่งอายุครบ 45 ปีในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาค่อนข้างเก็บตัวและไม่ออกสื่อ แสดงหนังเฉลี่ยปีละหนึ่งเรื่องเท่านั้น หากแต่ดูเป็นชีวิตที่เขาพออกพอใจไม่น้อย คล้ายว่าชื่อเสียงที่เคยถาโถมเข้ามาในวันที่เขายังเยาว์วัยกว่านี้คือเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตที่เขาอนุญาตให้มันผ่านคล้อยลอยไปและไม่มีท่าทีอยากเหนี่ยวรั้งความรุ่งโรจน์นั้นไว้แม้แต่นิด เขาเคยเล่าติดตลกว่าในวันที่อายุครบ 40 ปี ผู้จัดการเพิ่งเห็นว่าคาเนชิโระมีผมหงอกและสั่งให้เขาไปย้อมเป็นสีดำโดยด่วน แต่ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างเรียบง่ายด้วยเหตุผลว่า “ทุกอย่างมีเวลาของมันน่ะ”

และราวกับประโยคนั้นจะใช้อธิบายกับหลายเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขาเช่นกัน ย้อนกลับไปในปี 1994 เมื่อหว่องกาไวสะดุดตาเจ้าหนุ่มลูกครึ่งหน้าหล่อและทาบทามให้มาแสดงในหนังของเขา อย่างที่หลายๆ คนรู้ การทำงานสไตล์หว่องกาไวนั้นไม่ง่ายและไม่เคยง่าย เงื่อนไขแรกคือเขาไม่มีสคริปต์ เงื่อนไขต่อมาคือ อะไรๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปตามใจหว่องได้ทั้งนั้น และคาเนชิโระในวัย 21 ปี เรียนรู้ประสบการณ์การถ่ายทำหนังยาวลำดับที่สามในชีวิตของเขา (สองเรื่องแรกคือ Executioners และ No, Sir!) ผ่านการกำกับของหว่องนี่เอง

“การได้ทำงานกับหว่องทำให้ผมรู้สึกว่า หนังมันสนุกแบบนี้นี่เอง มันไม่มีสคริปต์ก็ได้นี่! หว่องจะให้กำหนดการคุณมาทีละวัน แล้วบอกว่า ‘เดี๋ยวเราจะถ่ายฉากนี้ซ้ำอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ แล้วไอ้ที่ถ่ายๆ ไปแล้ว เราจะไม่ใช่นะ’ ซึ่งตอนนั้นผมยังเด็กน่ะ ถ้าคุณมาบอกผมในตอนนี้ว่าจะทำแบบที่หว่องทำผมคงถามกลับว่า ‘อะไรนะ ถ่ายซ้ำเหรอ คุณช่วยไปเขียนบทมาก่อนไม่ได้รึไงฮึ'” เขาเล่าติดตลก หากแต่การทำงานกับหว่อง ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักก็ทำให้คาเนชิโระเจิดจรัสทั้งในอุตสาหกรรมหนังฮ่องกงและรอบนอก เขากลายเป็นขวัญใจหนุ่มสาววัย 90 บวกรวมกับความสำเร็จของหนังเรื่องต่อมาของหว่องอย่าง Fallen Angels (1995) ที่คาเนชิโระผลัดเปลี่ยนบทบาทจากตำรวจคนซื่อไปเป็นชายหนุ่มจอมขบถใต้แสงไฟนีออนบาดตาและม่านควันบุหรี่เศร้า

ตามด้วยหนังดราม่า-โรแมนติกที่ฉีกกรอบมาจากเรื่องก่อนๆ ที่เขาเคยแสดงอย่าง Tempting Heart (1999, ซิลเวีย จาง) และ Turn Left, Turn Right (2003, ตู้ฉีฟง, ไวกาเฟย) หากแต่ที่ส่งเขาสู่สายตาคนดูหนังจากทั่วโลกมากที่สุดคือ House of Flying Daggers (2004, จางอี้โหมว) จากบท จิน นายทหารหนุ่มที่ถูกส่งมาจับตาดูนางรำรูปงามตาบอดที่ต้องสงสัยว่าเป็นกบฏแฝงตัวเข้ามาในวัง ความโดดเด่นของหนังคือการที่มันถ่ายทอดความงดงามและศิลปะแบบโลกตะวันออกไปสู่โลกตะวันตก โดยยังไม่ทิ้งกลิ่นอายของการเมืองในแบบจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้, กลียุค และรักต้องห้ามของคนหนุ่มสาวในสังคมที่ทำให้รักของพวกเขากลายเป็นเรื่องต้องห้าม

“ผมต้องไปเรียนการใช้ดาบอยู่เป็นเดือนๆ แล้วก็เรียนพวกการต่อสู้พื้นฐาน ปัญหาคือ เราไม่รู้เลยว่าไอ้ฉากแอ็กชั่นที่เรากำลังแสดงอยู่มันเป็นหนังแบบไหนเพราะแต่ละฉากถูกออกแบบสดๆ ที่หน้าเซ็ตเลย” เขาเล่า “เพราะงั้น ทุกวัน พวกเราเลยไปออกกองแล้วรอให้ผู้กำกับบอกว่าอยากได้อะไรจากเรา แล้วเราค่อยซักซ้อมกัน และถ่ายทำจริงอีกที

“ฉากที่ยากที่สุดคือฉากที่ผมต้องสู้กันกับหลิวเต๋อหัวและจางจื่ออี้ คือถ้าแสดงฉากแอ็กชั่นกับสตั้นต์แมนมันก็ง่ายกว่านี้น่ะนะเพราะพวกเขาเป็นมืออาชีพแบบที่ถ้าคุณพลาดสาวหมัดใส่หน้าเขา เขาก็จะไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องเข้าฉากกับนักแสดงด้วยกันมันก็จะน่ากลัวนิดหน่อยเพราะคุณมีโอกาสจะทำเขาเจ็บตัวได้จริงๆ น่ะ”

หากแต่ความสำเร็จของหนังดูเหมือนจะไม่สะเทือนการใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบและเก็บเนื้อเก็บตัวของคาเนชิโระ เขายังคงออกสื่อน้อยและให้สัมภาษณ์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ยังไม่นับรวมว่าเฉลี่ยแล้วปรากฏตัวในหนังปีละเรื่องหรือน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ

“ใครต่อใครก็ชอบถามผมว่า ‘ทำไมนายทำตัวลึกลับนัก’ ผมมักจะย้อนถามทุกทีแหละว่าไม่ใช่ว่าพวกนายอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปหรือไงกัน” เขาเย้าทีเล่นทีจริง “พวกคุณช่างสงสัยกันมากไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผมลึกลับเกินไปหรืออะไรแบบนั้น ก็จริงอยู่ว่าผมค่อนข้างเก็บตัว แต่มันเพราะคนอื่นๆ เปิดเผยเรื่องของตัวเองมากไปต่างหากล่ะ” เขาหัวเราะ และนี่อาจจะเป็นคำตอบที่เชื่อมโยงกันกับการที่เขาไม่เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวต่อสาธารณะ ไปจนถึงการที่เขายินยอมให้เจ้าผมหงอกสีขาวนั้นดำรงอยู่ต่อไปเพื่อเป็นหลักฐานของวัยที่มากขึ้น

“การเติบโตก็เป็นการเดินทางของเวลารูปแบบหนึ่งเหมือนกัน อายุของคุณ ความคิดของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อเวลาผลัดเปลี่ยน คุณต้องเผชิญหน้ากับอะไรหลายอย่าง คนอายุเท่าผมต้องเจอกับญาติพี่น้องที่ค่อยๆ จากไปทีละคน” คาเนชิโระในวัย 40 -ซึ่งเป็นปีแรกๆ ที่เขาพบว่ามีผมหงอก- กล่าวไว้เช่นนั้น “แต่เราก็ต้องใช้ชีวิต ข้ามผ่านเรื่องเหล่านั้นไปเพื่อจะได้กำซาบความรู้สึก(ของชีวิต)ที่ผ่านมา

“เพื่อจะเติบโต คุณต้องพ่ายแพ้เสียบ้าง คุณต้องล้มลงเพื่อจะประสบความสำเร็จอย่างแข็งแกร่ง อันที่จริง ผมแทบไม่ได้สำเร็จอะไรกับใครเลยเหมือนกัน แต่ชีวิตไม่ได้เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จหรือไม่สักหน่อย ความสำเร็จนั้นเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการ(ของชีวิต)เท่านั้น พวกเราก็ใช้ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ กันทั้งนั้นไม่ใช่หรือครับ”

และความเรียบง่ายเช่นนี้เอง ที่หลายคนไม่แปลกใจเมื่อนานๆ ทีเขาจะปรากฏตัวในหนังสักเรื่อง และหากใครสักคนถามเขาว่า หากถูกลืมเลือนไปจะเป็นอย่างไร คาเนชิโระก็ตอบอย่างเรียบง่ายและชัดเจนว่า “เมื่อเวลามาถึง ก็ลืมผมเสียเถอะ”