Donald Trump Fahrenheit 11/9 Michael Moore

Fahrenheit 11/9 : เมื่อผู้กำกับสารคดีเล่าเรื่องจริงอันโหดร้ายด้วยโทนขบขัน

Home / bioscope / Fahrenheit 11/9 : เมื่อผู้กำกับสารคดีเล่าเรื่องจริงอันโหดร้ายด้วยโทนขบขัน

โดย นภัทร มะลิกุล

 

ประเด็นก็คือ “เรื่องเชี่ยนี่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร” (How the fuck did this happen?)

ประโยคข้างต้นหมายถึงการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 9 เดือน 11 ซึ่ง ไมเคิล มัวร์ -หนึ่งในผู้กำกับหนังสารคดีสุดเก๋าผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล- ได้ใช้เป็นประโยคเปิดสารคดี Fahrenheit 11/9 (ชื่อล้อกับ Fahrenheit 9/11 หนังสารคดีรางวัลปาล์มทองของเขาเองที่เล่าเรื่องการโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์) เขาเริ่มเล่าว่าสาเหตุทั้งหมดนั้นมาจากนักร้องสาวนามว่า เกว็น สเตฟานี

ใช่แล้ว, คุณอ่านไม่ผิดหรอก เกวน สเตฟานี หนึ่งในกรรมการรายการเรียลิตี้โชว์ The Voice นั่นแหละ ที่ทำให้ทรัมป์ได้ไอเดียในการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี สาเหตุก็เพราะเขารู้ว่าเธอได้ค่าจ้างจาก The Voice มากกว่าที่เขาได้จากรายการ The Apprentice เขาก็เลยจัดการปราศรัยในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีขึ้นมาเล่นๆ แต่ปรากฏว่ามีคนเอาด้วยกับเขามากกว่าที่คิด (แม้ว่านั่นจะทำให้เขาโดนแบนจาก The Apprentice ไปเลย)

ทรัมป์กลายเป็นเป้าของมัวร์ในหนังสารคดีเรื่องนี้ (แม้ว่าเขาจะเคยเอ่ยปากตอนไปออกรายการทีวีกับมัวร์ว่า ขออย่าให้มัวร์ทำหนังเกี่ยวกับตัวเองเลย แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้) มัวร์เริ่มต้นเรื่องด้วยการล้อเลียนทรัมป์ และก็ทำซ้ำๆ กับคนที่เป็นเป้าหมายของเขาตลอดทั้งสารคดี คนที่ว่านี้ยังรวมผู้ว่าฯ ริค ซไนเดอร์ ที่มัวร์นำน้ำปนเปื้อนสารพิษจากเมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน ไปรดน้ำให้หญ้าเขาถึงบ้าน – ไม่แปลกใจเลยที่ผลงานของเขาจะโดดเด่นกว่าสารคดีเรื่องอื่นๆ ด้วยอารมณ์ขันที่ผสมผสานเข้ามาอย่างจิกกัด

เป็นที่น่าแปลกใจว่า เมื่อเราดูประเภท (genre) ของหนังแล้ว ‘สารคดี’ กับ ‘เรื่องตลก’ ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ เพราะสารคดีมักจะนำเสนอเรื่องจริง เรื่องที่เป็นการเมือง ส่วนเรื่องตลกขบขันนั้นนำเสนอการหลีกหนี หรือเรื่องผ่อนคลายเบาสมอง แต่ด้วยฝีไม้ลายมือของมัวร์ เขาทำสารคดีที่ขำออกมาแล้วมันเวิร์ค! …มันทำให้เราตื่นเต้นและคิดไปไกลกว่ากรอบเดิมๆ ที่จำกัดเราไว้ ความขบขันมีความสำคัญอย่างไรกับสารคดีของมัวร์ เราจะไปค้นหากันในบทความนี้

1) ความขบขันทำให้คนดูเปิดรับสารยากๆ

“เมื่อคุณเริ่มหัวเราะ คุณก็ลดกำแพงที่กั้นไว้ลงมา …และเมื่อคุณลดกำแพงลงมา-ก็เหมือนกลไกการป้องกันตัวทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ตัวเรา(ที่ถูกทำลายลง) ซึ่งโดยที่ไม่แม้แต่จะรู้ตัว เราจะพร้อมเปิดรับข้อมูล และวิธีการคิดที่เราไม่เคยมีมาก่อน” [1]

สารคดีเป็นหนึ่งในสื่อที่สร้างแรงจูงใจมากที่สุด และเป็นที่ชัดเจนว่ามัวร์ออกหนังเรื่องนี้มาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ เพียงไม่นาน สารสำคัญอย่างหนึ่งของเขาก็คือ หากจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ทุกคนจะต้องไปเลือกตั้ง และเขาก็นำเสนอให้เห็นในหนังของเขาแล้วว่าจำนวนคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์นั้นคิดเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเลยทีเดียว

หนึ่งในเทคนิคที่มัวร์ใช้ในการทำให้ผู้ชมขบขัน ก็คือการเบนความสนใจมาที่ตัวผู้พูด ซึ่งคือตัวเขาเอง วิธีนี้ไม่ต่างจากการเล่นมายากล ที่เมื่อผู้แสดงบอกว่าไพ่หายไปจากมือแล้ว เขาอาจไม่ได้บอกข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ขึ้นอยู่กับความเห็นของผู้แสดง (เป็น subjective) แต่ไม่ว่ามันจะจริงแบบไหน มันก็ทำให้ผู้ชมบันเทิงได้อยู่ดี มัวร์เองก็ไม่แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นส่วนตัว และพากย์เสียงลงในหนังด้วยวาทะจิกกัดเป้าหมายของเขา ไม่เพียงแค่นั้นเขายังปรากฏตัวหน้ากล้องด้วยการถือกุญแจมือเข้าไปยังที่ว่าการเมือง เพื่อจะใช้สิทธิ์ของราษฎรในการจับกุมผู้ว่าซไนเดอร์ ที่ทำให้น้ำในเมืองฟลินต์ปนเปื้อนสารตะกั่วอีกด้วย

2) ความขบขันทำให้คนดูแยกตัวออกมาจากเรื่องเครียดๆ แล้วจัดการกับปัญหาชีวิตต่อไปได้

“ยิ่งเรื่องเครียดมากเท่าไหร่ ยิ่งง่ายต่อการทำให้มันตลกขบขันมากเท่านั้น”

“เสียงหัวเราะมาจากการปลดปล่อย ‘ความจริง’ ที่ถูกเก็บกดไว้…หรือพลังงาน เพื่อให้เราสามารถจัดการกับโลกต่อไปได้…ข้อเท็จจริงนี้มักถูกโยงเข้ากับอารมณ์เชิงลบ เช่น ความรู้สึกผิด ความกลัว หรือความวิตกกังวล …จุดแข็งของความตลกขบขันคือมันเป็นการรุกล้ำข้อเท็จจริงและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม” [2]

ประเด็นที่มัวร์นำเสนอล้วนเป็นเรื่องจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนสารพิษในเมืองฟลินต์ เหตุกราดยิงที่โรงเรียน ค่าแรงที่ตกต่ำ หรือที่เลวร้ายที่สุดก็คือความเสี่ยงที่อเมริกาจะกลายเป็นรัฐเผด็จการสมัยนาซี แบบที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ซึ่งมัวร์นำมาเปรียบเทียบกับทรัมป์) เคยทำให้เกิดขึ้น และกลายเป็นรัฐที่มีค่านิยมเหยียดเชื้อชาติ (แบบที่มัวร์แสดงให้เห็นว่าทรัมป์กำลังทำกับคนผิวสีและแรงงานอพยพอยู่) ประเด็นเหล่านี้คงทำให้คนดูสุดจะทานทนหากไม่มีการใส่อารมณ์ขันเข้ามาช่วย เพราะมันคือความเป็นจริงอันโหดร้ายที่อเมริกากำลงเผชิญอยู่ในความคิดของมัวร์ การเล่าเรื่องด้วยท่าทีขบขันทำให้ผู้ชมมีโอกาสแยกตัวเองออกมาจากเหตุการณ์เหล่านั้น มีช่องว่างให้พักหายใจและขบคิดต่อไปว่าจะจัดการอย่างไรกับประเด็นทางสังคมที่มัวร์นำเสนอต่อไปดี

3) ความขบขันทำให้คนดูรู้สึกเหนือกว่า

หนึ่งในหมัดเด็ดของมัวร์ที่ทำให้สารคดีเรื่องนี้เวิร์ค ก็คือ ‘การทำอะไรเกินจริง’ (Exaggeration) อย่างเช่นการฉายภาพฮิตเลอร์แล้วใส่เสียงทรัมป์เข้าไป เขาทำให้ทรัมป์กลายเป็นตัวตลกหรือคนด้อยค่าในสายตาคนดู และเป็นการชักชวนให้คนดูสถาปนาค่านิยมแบบเดียวกับเขาไปในตัวว่าชายผู้นี้ไม่น่าพึงปรารถนา ประเด็นก็คือ เมื่อคนดูหัวเราะออกมา สารของเขาก็ทำงานสำเร็จ หรือในกรณีของคนดูไทยที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียแบบเดียวกับคนอเมริกัน เราก็คิดว่าโชคดีที่ไม่ได้มีผู้นำแบบนั้น ความรู้สึกเหนือกว่าทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นกลุ่มก้อนเดียวกับมัวร์ ในขณะเดียวกันก็ลดทอนความสำคัญของเป้าหมายของเขาลงไป