A Good Year big fish Christopher Nolan Edith Piaf Inception La Vie En Rose Marion Cotillard

‘พวกหล่อนหลงทางและบาดเจ็บ’ ตัวละครที่ผุพังของ มาริยง โกติญาด์

Home / bioscope / ‘พวกหล่อนหลงทางและบาดเจ็บ’ ตัวละครที่ผุพังของ มาริยง โกติญาด์

หากไม่นับฝั่งคนดูหนังฮอลลีวูด ชื่อของ มาริยง โกติญาด์ นั้นโดดเด่นในอุตสาหกรรมหนังฝรั่งเศสมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ Taxi (1998) หนังอาชญากรรมชวนเหวอของผู้กำกับ เคราร์ด เพียร์ ที่ได้ ลุก เบซง มาเขียนบทให้ ว่าด้วยคนขับแท็กซี่สติแตกรายหนึ่งที่ทำทุกทางไม่ให้ตัวเองมีประวัติการขับขี่ที่ไม่ดีติดตัว และโกติญาด์รับบทเป็นแฟนสาวจิตป่วนของชายหนุ่ม ตัวหนังประสบความสำเร็จถึงขั้นงอกภาคต่อมาอีกสองภาคในปี 2000 และ 2003 พร้อมๆ กันนั้น เธอก็เริ่มสร้างชื่อด้วยบทเล็กๆ ในหนังสัญชาติอเมริกันอย่าง Big Fish (2003, ทิม เบอร์ตัน), A Good Year (2006, ริดลีย์ สก็อตต์)

อย่างไรก็ตาม บทที่ทำให้โกติญาด์กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากจริงๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ เกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อหนังกึ่งความจริงกึ่งความฝัน  Inception ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ออกฉายและทำรายได้กับคำวิจารณ์ถล่มทลาย โกติญาด์รับบทเป็น มอล เมียสาวของ ค็อบบ์ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ที่แยกความจริงและความฝันไม่ออกจนใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เธอสร้างขึ้นเองเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในโลกของความจริง ซึ่งนอกเหนือไปจากบทหนังที่ซับซ้อนจนคนแห่ตีความกันอยู่นานแล้ว การแสดงของโกติญาด์โดดเด่นสุดขีด เพราะเราไม่อาจแยกได้เลยว่า ตัวละครของเธอนั้นพูดจริงหรือเพียงแต่ป่วยไข้จนเพ้อพก และโกติญาด์ก็คานน้ำหนักความจริงที่เกิดขึ้นในหนังด้วยการถ่ายทอดผ่านตัวละครของเธออย่างละเอียดจนเราไม่อาจปันใจเชื่อเธอได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจปฏิเสธ ‘ความจริง’ ในแบบของเธอด้วย

ตัวละครที่อวลไปด้วยความเปราะบางผสมกับความเฮี้ยนคลั่งนั้นดูจะเป็นบทบาทที่โกติญาด์สนใจเสมอมา ย้อนกลับไปในปี 2004 เมื่อเธอรับบทเป็น ทีนา เด็กสาวที่อารมณ์ล่มสลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใน A Very Long Engagement ของผู้กำกับ ฌ็อง-ปิแอร์ จูเนต์ และมอบการแสดงอันแสนทรงพลังที่เราลืมไม่ลงเมื่อเธอประจัญหน้ากับหญิงสาวผู้มาเยือน น้ำตาหยดเผาะเมื่อบอกเล่าความจริงจากมุมของเธอ

“ฉันชอบตัวละครหลุดโลกมาตลอดแหละค่ะ” โกติญาด์เล่า “ฉันว่าที่พวกเขาเป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความหลงใหลในอะไรบางอย่าง อย่างทีนาก็เป็นตัวละครที่งดงามนะคะ ฉันชอบที่เธอไม่ได้เป็นตัวละครสาวแสบแบบที่เราเห็นกันดาษดื่น เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่ตกหลุมรักชายคนหนึ่งและปวดร้าวที่ต้องสูญเสียเขาไป มันไม่ได้ว่าด้วยการแก้แค้นเอาคืน เธอเพียงแต่ค้นหาอะไรสักอย่าง หลงทางและพังทลายอยู่ภายใน”

เช่นเดียวกันกับการสวมบทบาทเป็น เอดิธ เพียฟ นักร้องสาวชาวฝรั่งเศสใน La Vie en Rose (2007, โอลีเวียร์ ดาฮาน) ถ่ายทอดชีวิตหนักหนาสาหัสของปียัฟก่อนที่เธอจะโด่งดังได้อย่างถึงพริกถึงขิง พอกันกับที่ตัวหนังเองชำแหละเอาความว้าเหว่และเปราะบางของเธอมาตีแผ่ โกติญาด์ก็สนองตอบอย่างดีด้วยการแสดงแบบถวายชีวิตจนเธอคว้ารางวัลนำหญิงจากเวทีออสการ์มาครองได้ในปีนั้น

โกติญาด์ยอมรับว่าบทนี้ ‘เปลี่ยน’ เธอไปตลอดกาล ซึ่งไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงและความสำเร็จหลังเธอคว้ารางวัล หากแต่ตัวบทเองต่างหากที่ซึมลึกเข้าไปในตัวตนเธอ “อันที่จริงแล้วฉันแทบจะออกมาจากการเป็นตัวละครนี้ไม่ได้เลย ซึ่งมันบ้ามากเพราะที่ผ่านมาฉันเป็นพวกที่เที่ยวไปตัดสินนักแสดงคนอื่นๆ ที่บอกว่าออกจากบทบาทได้ยาก ฉันมักจะคิดว่า ‘เข้าใจจ้ะว่ามันเป็นส่วนสำคัญในชีวิต แต่ก็นะ มันก็แค่งาน กลับบ้านแล้วกลับเป็นตัวเองซะที’ แต่พอถึงตาตัวเองเข้ามันก็ไม่ง่าย ฉันเป็นตัวละครนี้แทบจะตลอดทั้งการถ่ายทำ แม้กระทั่งเมื่อกลับบ้านก็สัมผัสได้ว่า มีบางส่วนของฉันก็ยังไม่ได้กลับมาด้วย

“บทนี้เป็นบทที่เปลี่ยนฉันไปอย่างสิ้นเชิง มันทำให้ฉันก้าวเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง ให้โอกาสฉันได้ค้นพบสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ฉันยังไม่ใช่คนดังที่ต้องเจอกับปาปารัซซี่ 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงยังใช้ชีวิตในฝรั่งเศสอยู่”

หากแต่นั่นยังไม่ใช่จุดขีดสุดของชื่อเสียงที่เธอต้องเจอ เมื่อในเวลาต่อมา ความสำเร็จของ Inception ส่งให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงที่ฮอลลีวูดต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนโกติญาด์จะยังเปี่ยมสุขกับการแสดงหนังในฝรั่งเศส และรับงานแสดงหนังอเมริกาน้อยมากหากเทียบกับชื่อเสียงของเธอ และ Midnight in Paris (2011, วูดี อัลเลน) หนังรวมสามสัญชาติ (สเปน-สหรัฐฯ-ฝรั่งเศส) คือหนังที่เธอเลือกในเวลาต่อมา และยังไม่วายรับบทเป็นสาวแสนเปราะบาง อารมณ์อ่อนไหวที่เรารักนักหนา

Rust and Bone (2012, ฌาคส์ ออดิอาร์ด) คือหนังลำดับถัดมาที่ท้าทายโกติญาด์อย่างใหญ่หลวง (ก่อนจะส่งเธอชิงนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมของลูกโลกทองคำ) เพราะเธอต้องรับบทเป็นหญิงสาวที่ประสบเหตุร้ายแรงจนสูญเสียขาทั้งสองข้าง โดยได้รับการดูแลจากนักมวยเถื่อนรูปหล่อขณะที่สภาพจิตใจของเธอพังทลายยับเยิน โกติญาด์อธิบายความซับซ้อนของบทนี้ว่า การไต่ระดับเพื่อเข้าอกเข้าใจตัวละครนี้ไม่ง่ายเลยเพราะตัวละครของเธอไม่เพียงแต่บอบช้ำจากอุบัติเหตุ หากแต่ยังถลำลึกเข้าไปอยู่ในโลกของเหล้ายาและความรุนแรง

“ตอนที่หนังเริ่มเรื่อง เธอว่างเปล่า ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำไมยังมีชีวิตอยู่ ด้านชาไปทั้งตัวและสุดท้ายก็ติดเหล้าติดยา ฉันเองไม่เคยมีประสบการณ์ติดยามาก่อนนะคะ แต่มีบ้าง บางจังหวะในชีวิตฉันที่เฉียดเข้าใกล้ความตื่นตระหนกของการสูญเสียเท้า ซึ่งคือความเป็นจริง ฉันคิดว่ามันคือพรสวรรค์ของการเป็นนักแสดงนะ คือการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งได้น่ะ”

และ The Dark Knight Rises (2012) คือหนังที่ทำให้เธอได้กลับมาร่วมงานกับโนแลนอีกหน พร้อมกันกับการรับบทเป็นวายร้ายสาวที่เรารักไม่ได้ หากก็เกลียดไม่ลง เป็นเลดี้แม็กเบ็ธผู้ซับซ้อนอ่อนหวานใน Macbeth (2015, จัสติน เคอร์เซล) หรือกระทั่งเป็นสายลับจากฝรั่งเศส และสงสัย -พร้อมกันนั้นก็ถูกต้องสงสัยจากรอบข้าง- ว่าสามี (แบรด พิตต์) ที่เธอรักนั้นเป็นสายลับจากอีกฝั่งใน Allied (2016, โรเบิร์ต เซเม็กคิส) และโกติญาด์ล้วนสวมบทบาทเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยห้วงอารมณ์อันซับซ้อนหนักหนาเป็นอย่างยิ่ง จะมีก็เพียง Rock’n Roll (2017) ของผู้กำกับ -ซึ่งเป็นสามีในชีวิตจริงของเธอด้วย- กีโยม กาเนต์ หนังตลกบ๊องบวมที่โกติญาก์รับบทเป็นตัวละครชื่อเดียวกับตัวเองที่ต้องเผชิญสถานการณ์น่าเวียนหัวเมื่อสามีจอมเบ๊อะของเธอยืนยันว่า เขาน่ะยังเป็นร็อคสตาร์อยู่!

“ฉันชอบชีวิตตัวเองนะคะ ยิ่งได้เป็นตัวเองก็ยิ่งชอบ” โกตีญาด์กล่าวปิดท้าย “แต่ฉันก็ชอบที่จะได้ทำงานที่เปลี่ยนบุคลิกตัวเองไปเรื่อยๆ สร้างอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากตัวเอง อยากเข้าถึงบทบาทของตัวเองให้ถึงที่สุด ถ้าทำแบบนั้นไม่ได้จะแสดงหนังไปทำไมกัน”