Alien: Covenant frank Hunger Inglourious Basterds Michael Fassbender Prometheus Steve McQueen x-men X: First Class

ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ คลุ้มคลั่งไปในโลกเร้นลับของตัวละครเฮี้ยน

Home / bioscope / ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ คลุ้มคลั่งไปในโลกเร้นลับของตัวละครเฮี้ยน

“ผมเคยเจอเขายืนอยู่กลางแดด แต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมเข้าฉากเรียบร้อยแล้ว ยิ้มกว้างอย่างเคย… เลยถามเขาว่า ‘ทำไมนายยิ้มอย่างนั้นน่ะ’ หมอนั้นบอกว่า ‘ไม่รู้สิ… ชีวิตก็งี้’ ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘มันน่าหงุดหงิดจริงๆ นะที่เห็นนายอารมณ์ดีตลอดเวลา’”

จะมีสักกี่คนที่ทำให้ป๋า เดวิด โครเนนเบิร์ก คุณปู่คนทำหนังที่เรารักถึงกับออกปากหยิกแกมหยอกถึงบุคลิกชวนข้องใจและรอยยิ้มกว้างอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น

แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง ‘ฟาสซี’ หรือ ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ นักแสดงสายเลือดเยอรมัน-ไอริชที่มีบุคลิกเฉพาะตัว บวกรวมกับการที่เขามักจะสรรหาสารพัดบทแปลกๆ ในหนังฟอร์มเล็กฟอร์มใหญ่อยู่เสมอ บทที่ส่งให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ เม็กนีโต หรือ อีริค เลนเชอร์ มนุษย์กลายพันธุ์หนุ่มผู้มีพลังในการเคลื่อนย้ายโลหะอย่างอิสระ และฝังใจต่อมนุษย์ที่ไม่กลายพันธุ์ซึ่งเขาจัดไว้ว่าเป็นมนุษย์อีกชนชั้นหนึ่งและต้องกวาดล้าง (หรือปราบปราม) ให้สิ้นใน X: First Class (2011, แมตธิว วอห์น) ซึ่งฟาสส์เบนเดอร์ถ่ายทอดอีริคในแบบของเขาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการต่อต้านเมื่อถูกกดดัน, ความเป็นเด็กหนุ่มหัวรั้นจอมทะเยอทะยานอันสะท้อนถึงบาดแผลในจิตใจลึกๆ และดูเหมือนว่า นี่จะไม่ใช่ตัวละครเดียวที่ฟาสส์เบนเดอร์ถ่ายทอดความคลั่งและเปราะบางในฐานะมนุษย์ออกมา

เริ่มต้นจากการเป็นเด็กลูกครึ่ง (“ผมเป็นเหมือนส่วนผสมของฝั่งเยอรมันที่อยากจะคุมทุกอย่างให้เนี้ยบ กับฝั่งไอริชที่อยากถล่มทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองอะ”) หัดเล่นดนตรีแต่ก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ (ฟาสส์เบนเดอร์เล่าว่าเขาอยากเป็นมือกีตาร์มาตลอด แต่ความสามารถไม่มากพอจะฟอร์มวงได้เป็นเรื่องเป็นราว หนำซ้ำ “ในเมืองเล็กๆ แบบนั้นก็หามือกลองและมือเบสยากมากเลยครับ”) เข้าเรียนที่โรงเรียนการละครก่อนจะลาออกมาดื้อๆ “ที่โรงเรียนสอนการแสดงเขาไม่คิดว่าศาสตร์ภาพยนตร์มันบริสุทธิ์เท่ากับละครเวที แต่ตัวผมเองใกล้ชิดกับทางภาพยนตร์มากกว่า” เขาเล่า ก่อนที่ในเวลาต่อมาไม่นาน เขาจะกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงแถวหน้าของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดที่น่าจับตาด้วยการรับบทตัวละครที่ผุพังทางความรู้สึกและจิตวิญญาณเสมอ

“เวลาเลือกบทอะนะ ผมเลือกจากสัญชาติญาณล้วนๆ เลย” เขาให้เหตุผลสั้นๆ ถึงเหตุผลของการปรากฏตัวในหนังแต่ละเรื่อง Hunger (2008) คือหนังเรื่องแรกที่เขาประเดิมการทำงานกับผู้กำกับ -ซึ่งในเวลาต่อมาจะได้ร่วมงานกันอีกหลายเรื่อง- สตีฟ แม็กควีน ซึ่งแจ้งเกิดตัวเองในฐานะผู้กำกับด้วยหนังเรื่องนี้เช่นกัน โดยสร้างจากเรื่องจริงของการอดอาหารประท้วงของนักโทษทางการเมืองชาวไอริช ในยุคที่ไอร์แลนด์เหนือลุกเป็นไฟ ฟาสส์เบนเดอร์รับบทเป็น บ็อบบี แซนด์ ผู้นำการประท้วงที่อดอาหารจนร่างกายผ่ายผอม เขายอมลดน้ำหนัก 19 กิโลกรัมเพื่อรับบทผู้นำประท้วงอดอาหาร (จนสุดท้ายเหลือน้ำหนักเพียง 57 กิโลกรัม กับส่วนสูงถึง 183 เซนติเมตร) ขณะที่ด้านจิตใจนั้น ฟาสส์เบนเดอร์ถ่ายทอดความสับสนและเปราะบางจนเกือบจะสิ้นหวังของบ็อบบีได้ดีอย่างน่าประทับใจจนคว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากเวที British Independent Film มาครอง

ตามมาด้วยตัวละครจิตป่วยหนักกว่าเก่า ด้วยการรับบทเป็น คอนเนอร์ ชายหนุ่มที่คบหากับแม่ม่ายลูกติดอายุมากกว่าตัวเองเท่าหนึ่ง แต่แล้วดันไปลอบมีสัมพันธ์ซับซ้อนกับลูกสาวของแม่ม่ายเข้าอีกต่อหนึ่งใน Fish Tank (2009, แอนเดรีย อาร์โนล์ด) หนังร่วมสองสัญชาติเนเธอร์แลนด์ – สหราชอาณาจักร และเป็นบทที่หลายคนออกอาการ ‘ยี้’ ไปกับบุคลิกของคอนเนอร์และฉากจับปลาอันเต็มไปด้วยคาวเมือกนั้น “คุณเผชิญหน้ากับสิ่งอัปลักษณ์ และรู้ดีว่าเราทุกคนต่างมีไอ้สิ่งอัปลักษณ์นี้อยู่ในตัวกันทั้งนั้น ฉะนั้น ด้านหนึ่ง เราทุกคนล้วนแล้วแต่คือผลลัพธ์ของสิ่งน่าเกลียดนั้น ใน Fish Tank ตัวละครคอนเนอร์ล้ำเส้นไปแล้วก็จริง หากแต่มุมกลับเขาคือตัวเร่งที่ทำให้ตัวละครหลักได้เป็นตัวของตัวเองเร็วยิ่งขึ้น เขาคือคนเดียวที่ผลักให้เธอออกไปค้นหาความฝันด้วยซ้ำไป”

กระทั่งการมาถึงของ Inglourious Basterds (2009, เควนติน ทารันติโน) ที่เขาปรากฏตัวในฐานะสายลับตัวแสบที่ทำให้บาร์ในเยอรมนีลุกเป็นไฟด้วยการกราดกระสุนยิงไข่ศัตรู และ Shame (2011) ที่เขากลับมาร่วมงานกับแม็กควีนอีกหน พร้อมบทบาทที่เดือดถึงพริกถึงขิงสุดๆ ด้วยการรับบทเป็น แบรนดอน หนุ่มออฟฟิศรูปหล่อที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและเป็นคนติดเซ็กซ์จนส่งผลในชีวิตประจำวัน เรื่องยิ่งวุ่นเมื่อ ซิซซี (แครี มุลลิแกน) น้องสาวต้องมาพักอาศัยในชายคาเดียวกันจนสังเกตเห็นพฤติกรรมติดเซ็กซ์ของพี่ชาย ไม่เพียงแต่มันจะแสนอื้อฉาวเพราะฉากเปลือยกายโทงๆ ของฟาสส์เบนเดอร์ (ที่ จอร์จ คลูนีย์ เอาไปแซวในงานลูกโลกทองคำว่า “ด้วยความสัตย์นะไมเคิล, นายเอามือไขว้หลังแล้วตีกอล์ฟยังได้เลยถ้ามีไอ้นั่นแบบนั้น” กรี๊ด!) จนกรรมการออสการ์ไม่เปิดโอกาสให้มันเข้าชิงรางวัลสักสาขาเพราะมันมีฉากล่อแหลมมากเกินไป การแสดงของฟาสส์เบนเดอร์เองต้องไต่ระดับจากคนชอบมีเซ็กซ์ไปสู่คนเสพติดเซ็กซ์และเริ่มรังเกียจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุมตัวเองไม่ได้นั้น-บอกว่าเขาต้องอ่านสคริปต์กลับไปมาอยู่ราวๆ 300-350 เที่ยวเพื่อทำความเข้าใจตัวละครอย่างแบรนดอนให้ได้มากที่สุด

“ด้วยความสัตย์จริงนะครับ ผมนึกถึงการที่ผู้ชายสามารถเปลือยกายได้เต็มๆ ทั้งตัวมานานแล้ว” เขาเล่าติดตลก “คือเวลามีการประท้วงทีไร ผู้หญิงจะเปลือยทั้งเนื้อทั้งตัว ส่วนผู้ชายน่ะยังไงก็ต้องใส่กางเกงในเดินประท้วงใช่ไหม แม่ผมบ่นประจำอะว่า ‘นี่มันเลอะเทอะชะมัด ทำไมผู้หญิงถึงต้องเปลือยอยู่ฝ่ายเดียวฮึ’ เพราะงั้น คุณแม่ครับ หนนี้ผมทำเพื่อแม่แล้วนะ”

ความน่าสนใจคือถึงเวลานี้ ฟาสส์เบนเดอร์ก็อยู่ในระดับนักแสดงชื่อดังน่าจับตาแล้ว แต่เขาก็ยังไปปรากฏตัวใน Pitch Black Heist (2011) หนังสั้นความยาว 13 นาทีของ จอห์น แม็กลีน ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำ จับจ้องไปยังเรื่องของสองหัวขโมยรุ่นใหญ่รุ่นเล็กอย่างไมเคิล (ฟาสส์เบนเดอร์) กับ เลียม (เลียม คันนิงแฮม) ที่การโจรกรรมของเขานำไปสู่บทสรุปแสนสะเทือนใจ ในปีเดียวกันนี้เขายังแสดงหนังของโครเนนเบิร์ก A Dangerous Method (2011) ในบทนักจิตวิทยา คาร์ล จุง (และเป็นสาเหตุที่ป๋าโครเนนเบิร์กถึงกับออกปากว่ารอยยิ้มแบบฟาสส์เบนเดอร์มันช่างกวนอารมณ์เสียจริง) ตามมาด้วยการรับบทเป็นหุ่นยนต์เดวิดใน Prometheus (2012, ริดลีย์ สก็อตต์) “เราหยิบจับแรงบันดาลใจมาจาก เดวิด โบวี นิดหน่อย ผมชอบไอเดียที่ว่าให้ตัวละครมีความเป็นผู้หญิง (feminine) นิดๆ ในตัวเองเหมือนกัน” เขาว่า หากแต่การแสดงของเขาพาเราไปไกลกว่านั้น เมื่อเขาทำให้หุ่นยนต์ที่ควรปราศจากความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง กลับมีความน่าขยะแขยงและคุกคาม ‘มนุษย์’ คนอื่นๆ ระหว่างการเดินทางท่องอวกาศ ซึ่งลักษณะการแสดงเช่นนี้จะไปปรากฏให้เห็นอีกทีใน Alien: Covenant (2017, สก็อตต์) ที่ฟาสส์เบนเดอร์ผลักขอบเขตของการแสดงให้ไปไกลกว่าเดิมด้วยการรับบทเป็นหุ่นยนต์ที่เหมือนกันทุกระเบียดนิ้วอย่างเดวิดและวอลเตอร์ กับความซับซ้อนถึงขีดสุดเมื่อพวกเขาเริ่มสอนกันและกันเป่าขลุ่ย (และยังเป็นฉากที่สะเทือนความรู้สึกของหลายๆ คนด้วย)

Frank (2014, เลนนี แอบราฮัมสัน) หนังอินดี้ทุนสร้างหนึ่งล้านปอนด์ ฟาสส์เบนเดอร์รับบทเป็น แฟรงค์ นักดนตรีหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่ในกล่องกระดาษใบยักษ์ไม่ให้ใครเห็นหน้าค่าตา แน่นอนว่ามันเป็นบทที่หลายคนตั้งคำถามว่า… นี่มันอะไรยังไงถึงได้เอาไอ้เจ้ากล่องยักษ์นี่มาสวมหัวฟาสส์เบนเดอร์ทั้งเรื่อง “ตอนผมอ่านสคริปต์นี่คิดขึ้นมาเลยว่า ‘นี่มันโคตรเพี้ยนชะมัด แม่งบ้าชะมัด กูต้องร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ให้ได้'” ฟาสส์เบนเดอร์ให้สัมภาษณ์ หัวเราะร่วน “โคตรสนุกเลยครับ ตอนอ่านบทก็หัวเราะออกมาตั้งหลายรอบ มันเป็นหนังที่อ่อนไหวและสั่นสะเทือนเราได้นะ ตัวละครนี้เป็นตัวละครที่บอบบางและพิลึกพิลั่น ผมต้องขยับเขยื้อนร่างกายมากกว่าเวลาเล่นหนังเรื่องอื่นๆ สักเท่านึงได้เพราะอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมันอยู่ต่ำจากคอลงมาหมดเลย”

มองย้อนไปแล้ว ภาพรวมการแสดงของฟาสส์เบนเดอร์นั้นน่าจับตาตรงที่เขามักจะรับบทเป็นตัวละครที่มีปมเขื่องในใจอยู่เสมอ (ตามที่เขาบอกว่า “รับบทโดยสัญชาติญาณ”) และตัวเขาเองยังหาวิธีชำแหละบาดแผลเหล่านี้ของตัวละครได้อย่างชาญฉลาดและน่าจับตาอยู่เสมออีกด้วย “ผมชอบตัวละครที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดนะเพราะพวกเราก็เป็นแบบนั้นกันทั้งนั้น มนุษย์นั้นซับซ้อน พฤติกรรมของพวกเราแปลกประหลาด ผมเลยชอบเวลาที่มีโอกาสได้สำรวจเรื่องพวกนี้ไงล่ะ

“ผมพยายามเข้าใจเรื่องพวกนี้แต่ไม่ได้ไปตัดสิน ผมว่าพวกเราล้วนคล้ายๆ กัน เราต้องการอะไรบางอย่างเหมือนกัน ต้องการการยอมรับ ต้องการถูกรัก แค่นั้นเอง”