Ben Foster Debra Granik Down to the Bone Jennifer Lawrence Leave No Trace Thomasin McKenzie Vera Farmiga Winter's Bone

คนนอกในพันธนาการของรัฐในหนังของ เดบรา กรานิค

Home / bioscope / คนนอกในพันธนาการของรัฐในหนังของ เดบรา กรานิค

หนังของเธอมักมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกัน ข้อแรก มันมักขับเคลื่อนไปด้วยความเงียบเป็นหลัก, เล่าถึงผู้คนที่ดิ้นรนจะมีชีวิตอยู่ในสังคมที่บีบคั้นเอาเป็นเอาตาย และมีแกนกลางอยู่ที่หญิงสาวผู้บอบช้ำจากรัฐ ทั้งแม่ลูกสองติดยาที่ต้องหาทางบำบัดตัวเองให้หายขาดก่อนครอบครัวจะพินาศใน Down to the Bone (2004), เด็กสาวที่ต้องใช้กรรมจากพ่อซึ่งหายหัวไปก่อหนี้ร้ายแรงจาก Winter’s Bone (2010) และเด็กหญิงที่เติบโตในป่ากว้างของโอเรกอนใน Leave No Trace (2018)

แน่ล่ะ เรากำลังพูดถึงหนังของเธอ –เดบรา กรานิค

น่าสนใจที่ตลอดร่วมสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ กรานิคมีหนังที่เธอกำกับเพียง 6 เรื่องเท่านั้นหากเรานับรวมสารคดีที่เธอกำกับด้วย เริ่มจากหนังสั้นเรื่องแรกในชีวิตความยาว 23 นาทีอย่าง Snake Feed (1997) ที่พูดถึงคู่ผัวเมียที่อยู่กินกันมาอย่างยาวนานและเผชิญปัญหาปากท้อง ซึ่งส่งให้กรานิคคว้ารางวัลคนทำหนังสั้นยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซันแดนซ์มาครอง และหลังจากนั้น กรานิคก็ไม่ทำหนังออกมาอีกเลยจนกระทั่ง Down to the Bone หนังหม่นเศร้าที่นำแสดงโดย เวรา ฟาร์มิกา ในบทของ ไอรีน แม่ลูกสองที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นพนักงานคิดเงินของห้างสรรพสินค้า ตัวเธอและสามีติดยาอย่างหนักเสียจนไอรีนตระหนักได้ว่า หากปล่อยไปอย่างนี้ครอบครัวคงพังแน่นอน มากไปกว่านั้นลูกๆ ของเธออาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐพรากไปในฐานะที่เธอทำหน้าที่แม่ไม่ได้ หรือได้ไม่ดีพอในสายตาของรัฐ ไอรีนจึงมุ่งมั่นเข้ารับการบำบัดที่นำพาเธอไปพบความจริงที่ชวนใจสลาย หนังส่งให้กรานิคคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และฟาร์มิกา -ซึ่งแสดงอย่างถวายชีวิต- คว้ารางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซันแดนซ์มาครอง ทั้งยังเป็นการแจ้งเกิดกรานิคในวงกว้างกว่าเดิม

หากแต่กรานิคก็หายเงียบไปนาน และกลับมาอีกครั้งในปี 2010 กับ Winter’s Bone ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหนังแจ้งเกิดของนักแสดงสาวที่่ในเวลาต่อมาจะติดอันดับนักแสดงที่ได้รับค่าตัวสูงที่สุดอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ โดยเธอรับบทเป็น รี เด็กสาววัย 17 ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลแสงสี เธอลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาดูแลน้องที่ยังเล็กและแม่ป่วยไข้ผู้เงียบขรึมเย็นชา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เย็นชาเสียยิ่งกว่า การณ์กลับโหดร้ายยิ่งกว่าเก่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกมาหาเธอและบอกว่าพ่อซึ่งติดยาของเธอไปก่อคดีไว้ รีจึงต้องตามเก็บกวาดเรื่องราวสารพันของพ่อ ที่สุดแล้ว บทนี้ส่งให้ลอว์เรนซ์เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก (ก่อนจะมาคว้ารางวัลนี้ได้จาก Silver Linings Playbook ในอีกสองปีถัดมา)

“รีเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากนะคะ เธอมีวิธีที่น่าสนใจมากๆ เวลาตอบคำถามอะไรใคร” กรานิคว่า “เธอแค่รู้ว่าต้องจัดการมันยังไง และนั่นแหละที่ทำให้ฉันสงสัยนักหนา ว่าอะไรที่ทำให้เธอยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปขนาดนั้นนะ เธอทำให้ฉันตั้งคำถามมากมายว่า -ถ้าฉันเป็นเด็กสาวคนนี้จะทำยังไงต่อ”

ตัวกรานิคเองเติบโตที่เมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่กับชายฝั่งและชานเมืองห่างไกลจากแสงสีเช่นเดียวกับเมืองเล็กๆ ใน Winter’s Bone หากแต่ชีวิตวัยเด็กของเธอไม่ได้ยากเย็นและเต็มไปด้วยบาดแผลเท่ากันกับรี กรานิคเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตเธอและตัวละครอย่างรีจึงเชื่อมโยงกันติดก็เพียงแค่การเติบโตมาในเมืองชั้นนอกเท่านั้น แต่นั่นกลับยิ่งจุดชนวนให้กรานิคกระหายใคร่รู้ในตัวละครนี้มากยิ่งขึ้น

“ฉันอยากเข้าใจว่าเธอคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เธออยากทำจริงๆ และสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทำ มันช่างน่าจับใจ” กรานิคว่า “มันมีความลึกลับดำมืดที่ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มันน่าสนใจเวลาอยู่บนจอภาพยนตร์ แทนที่จะเล่าเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือแค่จับภาพไปยังเด็กสาวคนหนึ่ง มันมีบางอย่างอยู่ในเรื่องราวเหล่านี้ที่คนดูวงกว้างสัมผัส เชื่อมโยงกับมันได้ ซึ่งนี่แหละที่จะทำให้คนดูสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ครอบครัวของเธอเป็นอะไรไป คุณเห็นบ้านเธอ เห็นญาติพี่น้องเธอ เห็นชีวิตประจำวันของเธอ”

ใกล้เคียงกันกับ Down to the Bone ที่ตัวละครหลักอย่างไอรีนและรีต้องเผชิญกับมาตรฐานของรัฐอันเข้มงวด จนพวกเธอต้องเฆี่ยนตีตัวเองเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษของข้อกฎหมาย หากไอรีนหมายถึงการเข้ารับการบำบัด สำหรับรี อาจจะเป็นการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องปะทะกับรัฐ

“(ใน Winter’s Bone) มันก็มีการบังคับใช้กฎหมายสมัยใหม่” กรานิคอธิบาย “แต่สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกคือ ชาวบ้านนิยมใช้จารีตและธรรมเนียมท้องถิ่นตัดสินกันไปก่อนแล้ว เพราะพวกเขาไม่เคยไว้วางใจรัฐบาลเลย เหมือนกันกับชาวอเมริกันที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ นั่นแหละ พวกเขาถูกรัฐทำลายมากบ่อย บ่อยเกินไป คนสุดท้ายที่พวกเขาอยากให้มาตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวคือพวกคนนอกเหล่านี้นี่แหละ”

ความสนใจในเนื้อตัวของเหล่าคนนอกของกรานิคยิ่งถูกย้ำชัดใน Leave No Trace เรื่องราวของสองพ่อลูก วิลล์ (เบน ฟอสเตอร์) และ ทอม -โทมาซิน- (โทมาซิน แม็กเคนซี) ลูกสาววัยกำลังโตที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่ากว้างชานเมืองโอเรกอน พวกเขาตั้งแคมป์ ก่อไฟ และนอนในเต๊นต์เล็กแคบ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกจับ ลากพวกเขากลับเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองตามแบบที่รัฐเห็นว่าดีและถูกระเบียบ ขณะที่ทอมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมสังคมกับเพื่อนใหม่ คนพ่อกลับดิ้นรนจะกลับเข้าไปในป่าอีกหนเพราะไม่อาจทนกับความกดดันของกฎระเบียบและกลิ่นอายของรัฐได้อีกต่อไป

หนังฉายปูมหลังของวิลล์ให้เราพอเข้าใจว่าเขาคืออดีตทหารผ่านศึกที่พยายามกลับมามีชีวิตในสหรัฐฯ อีกครั้ง หากแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังถูกรัฐส่งไปทำสงครามกับต่างชาติ การกลับมายัง ‘บ้านเกิด’ ของเขาก็กลายเป็นนรก ทั้งชีวิตของเขาจึงพังเพราะรัฐ ทั้งการถูกทิ้งขว้างหลังการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรัฐจนจิตใจพัง การต้องพยายามกลับไปใช้ชีวิตในสังคมที่มีส่วนในการทำลายตัวเองคงไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย และหนทางเดียวที่จะดั้นด้นมีชีวิตต่อไปได้คือหลบไปอยู่ในป่า แม้ว่านั่นหมายถึงการต้องหอบหิ้วเอาลูกสาวไปลำบากด้วยก็ตาม ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องของคนนอกที่ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากันกับรัฐได้

“ฉันสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากๆ แม้จะไม่เคยตกอยู่ในสถานะคนนอกของสังคมด้วยตัวเองก็ตามที” กรานิคว่า “ฉันชื่นชมคนที่อยู่กับเรื่องพวกนี้ได้นะและสงสัยอยู่เสมอว่าพวกเขาทำได้ได้ยังไง ฉันอยากรู้เงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจแยกตัวออกมาแบบนั้น แล้วคำตอบที่พวกเขาพยายามอธิบายเรื่องเหล่านี้ก็น่าสนใจมากๆ คือฉันบอกไม่ได้หรอกนะว่าสิ่งที่เขา (วิลล์) ทำมันเป็นเรื่องที่ดีน่ะ แต่ทุกอย่างมันยากเย็นสำหรับเขาไปหมด ต้องอยู่ในที่ชื้นแฉะ ต้องไปก่อค่ายอยู่ในที่สาธารณะแบบนั้น เขาจะถูกไล่ออกจากสวนนั่นเมื่อไหร่ก็ได้ และนี่แหละที่ทำให้ฉันสงสัยว่า การเลือกจะใช้ชีวิตแบบทางเลือก คุณต้องมีตั๋วพิเศษที่จะทำแบบนั้นได้ ต้องมีเงินมากพอจะเลือกไลฟ์สไตล์ตัวเอง คุณต้องมีทรัพยากรในมือมากพอจะบอกว่าอยากใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งทรัพยากรเหล่านี้

และหากเรามองภาพรวมของหนังยาวทั้งสามเรื่องของเธอ อย่างที่เรากล่าวไปในตอนแรก มันว่าด้วยผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับกฎระเบียบต่างๆ อย่างเด็ดเดี่ยว “มันคือเรื่องของเด็กสาวที่ค่อยๆ แสดงให้เห็นว่าเธอฉลาดเฉลียวพอจะเอาตัวรอดได้โดยไม่มีเรื่องทางเพศหรือแรงดึงดูดของผู้หญิงเข้ามาข้องเกี่ยว

“สิ่งสำคัญไม่ใช่เรือนร่างของพวกเธอ แต่เป็นหัวใจต่างหาก”

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 8 ธันวาคม
Winter’s Bone (2010)

รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 1 person, text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ธันวาคม 2018