Avengers Avengers: Endgame Captain America : The First Avenger Chris Evans Chris Hemsworth Chris Pine Chris Pratt Outlaw King Wanted

รวมบทหนัง #อิหยังวะ สุดเซอร์ ของเหล่า ‘สี่จตุรคริส’ ที่เรารัก

Home / bioscope / รวมบทหนัง #อิหยังวะ สุดเซอร์ ของเหล่า ‘สี่จตุรคริส’ ที่เรารัก

ท่ามกลางบรรยากาศตื่นเต้น (ไปจนถึงเอ่อ… ตื่นตระหนก) หลังค่ายมาร์เวลปล่อย Avengers: Endgame (2019, พี่น้องรุสโซ) เราจึงได้เห็นเหล่านักแสดงขาประจำของค่ายนี้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง รวมถึงสามคริสจากมาร์เวลที่รับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่อย่าง คริส อีแวนส์ (กัปตันอเมริกา), คริส เฮมสเวิร์ธ (ธอร์) และ คริส แพร็ตต์ (สตาร์ลอร์ด) ที่ทำให้เราหวนกลับไปดูบทอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นฮีโร่ที่ทั้งสามเคยแสดง ซึ่งด้านหนึ่งมันพิสูจน์ว่าพวกเขาคือนักแสดงมืออาชีพและพร้อมจะรับบทที่หลากหลาย บางครั้งบางคราวยังเป็นบทที่ชวนเหวออีกด้วย

และเพื่อจะให้ครบสี่จตุรคริส เราจึงนำเอาบทเหวอแตกของ คริส ไพน์ คริสหนึ่งเดียวจากจักรวาลดีซีมาร่วมด้วยในลิสต์ ส่วนบทใครจะป่วงมากน้อยแค่ไหน มาร่วมดูรายชื่อบทในหนังเซอร์ๆ ที่เราเห็นแล้วอาจต้องอุทานว่า “นี่มันบทอิหยังวะ” กัน!

คริส อีแวนส์

ชายผู้รับบทเป็น สตีฟ โรเจอร์ส หรือกัปตันอเมริกาผู้สุขุมของเราอย่างอีแวนส์นั้นรับบทชวนเหวอมาแล้วหลายครั้ง แม้ว่าแรกๆ เขาจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหนุ่มผิวขาวรูปหล่อที่อยู่ในหนังวัยรุ่นอเมริกันอย่าง Not Another Teen Movie (2001, โจเอล เกลเลน), The Perfect Score (2004, ไบรอัน ร็อบบินส์), Fantastic Four (2005, ทิม สตอรี) และ Sunshine (2007, แดนนี บอยล์)

อย่างไรก็ดี ปี 2011 คือปีที่อีแวนส์มีหนังออกมาให้เราได้ดูถึงสองเรื่อง และเป็นสองบทที่แตกต่างกันสุดขีดอย่างบทโรเจอร์สใน Captain America: The First Avenger (2011, โจ จอห์นสตัน) และอีกบทคือ ไมค์ ทนายห่ามจาก Puncture (2011, พี่น้องคาสเซ็น) ลบภาพทนายเนี้ยบเรียบร้อยด้วยการเป็นหนุ่มนักกฎหมายที่ใช้เวลาครึ่งวันดูดปุ๊น ส่วนอีกครึ่งวันหากินกับคดีฟ้องร้องเล็กน้อยที่แทบไม่เหนือบ่ากว่าแรง (และค่าจ้างไม่ได้เยอะ -แต่ก็พอเอามาใช้ซื้อของจุกจิกได้) ความเซอร์แตกเกิดขึ้นเมื่อเขาดันไปรับคดีที่เกี่ยวจ้องกับบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ที่ทำให้ทนายท่าทางไม่เอาอ่าวอย่างเขาต้องงัดทุกกลเม็ดขึ้นมาเอาชนะอีกฝ่าย

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่อีแวนส์รับบทแบบไม่ห่วงหล่อ (แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี) สุดๆ เรื่องหนึ่ง เพราะไม่เพียงแต่ต้องเป็นคนติดยา แต่งเนื้อแต่งตัวเพี้ยนระห่ำ ตัวละครของเขายังต้องเผชิญหน้ากับอาการอยากยาและความเครียดขั้นสุดเมื่อพฤติกรรมเสพยาของตัวเองอาจทำให้แพ้คดีได้


The Iceman (2012, แอเรียล โวรเม็น) หนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ ริชาร์ด คูคลินสกี มือสังหารชาวอเมริกัน (รับบทโดย ไมเคิล แชนนอน) ที่มักจะแช่แข็งเหยื่อที่เขาฆ่าเพื่ออำพรางเวลาเสียชีวิตที่แท้จริง โดยอีแวนส์รับบทเป็น โรเบิร์ต คู่หูจำเป็นของคูคลินสกีที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้ว โรเบิร์ตนั้นจะไว้ใจได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว… เราก็ไม่ควรไว้ใจใครในตลาดมืดทั้งนั้น ตามมาติดๆ ด้วยบท เคอร์ติส นักปฏิวัติหนุ่มแห่งขบวนรถไฟสายนรก Snowpiercer (2013, บอง จุนโฮ)

แถมเขายังมีหนังที่กำลังถ่ายทำอยู่และน่าจับตาไม่น้อยอย่าง Jekyll หนังของ รูเบน เฟลสเชอร์ (กำกับ Zombieland, Venom) ว่าด้วยชายหนุ่มที่สืบทอดเชื้อสายของดร.แจ็คคิลล์กับมร.ไฮด์ ที่ต้องต่อสู้กับด้านมืดของตัวเอง และ The Devil All the Time (2020) โปรเจ็กต์ยักษ์ของ อันโธนี แคมโพส (กำกับ Afterschool, Simon Killer) เล่าเรื่องของผู้คนที่ใช้ชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงในโอไฮโอและรัฐเวอร์จิเนียตะวันตก ที่นอกจากอีแวนส์แล้วยังที ทอม ฮอลแลนด์, โรเบิร์ต แพ็ตตินสัน และ มีอา วาซิโควสกา ร่วมแสดงด้วย

คริส เฮมสเวิร์ธ

นักแสดงหนุ่มสัญชาติออสเตรเลียที่เคยปรากฏตัวในบทเล็กๆ จาก Star Trek (2009, เจ เจ แอบรัมส์) เคยรับบทเป็นชายเถื่อนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ใน A Perfect Getaway (2009, เดวิด โธฮี) มาแล้ว ประกบกับนักแสดงเบอร์ใหญ่อย่าง มิลลา โจโววิช ในหนังที่ว่าด้วยกลุ่มคนที่ออกไปเที่ยวพักร้อนในเกาะสวรรค์แห่งหนึ่ง และบังเอิญพบเจอกับกลุ่มคนแปลกหน้าที่มีเป้าหมายเพี้ยนพิกลอย่างสังหารนักท่องเที่ยวบนเกาะอย่างเลือดเย็นโดยปราศจากเหตุผล (กรี๊ด) และเฮมสเวิร์ธรับบทเป็น เคล ชายปริศนาที่มาพร้อมรังสีคุกคามสุดขีดจนคาดเดาไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว เขาและพรรคพวกต้องการอะไรกันแน่

แต่บทที่ #อิหยังวะ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนคือบท แชด เซลล์แมนเด๋อใน Ollie Klublershturf vs. the Nazis (2010, สก็อต ไบรต์) หนังสั้นความยาว 11 นาที ว่าด้วย ‘การรับประทานอาหารมื้อเย็น’ ของครอบครัวหนึ่งที่ดันถูกขัดจังหวะโดยสองเซลล์แมนขายคัมภีร์ไบเบิล ที่เหวอกว่านั้นคือพวกเขาร่วมวงดินเนอร์กับครอบครัวนี้โดยไม่เอะใจสักนิดว่าสมาชิกแต่ละคนของครอบครัวนั้นเพี้ยนสุดกู่ขนาดไหน แต่ไม่เป็นไร เพราะเซลล์แมนของเราเองก็ดูจะเพี้ยนไม่แพ้กัน! ตามมาด้วยบท เคิร์ต หนุ่มผมบลอนด์หน้าตาหล่อเหลาแห่งหนังเหวอ The Cabin in the Woods (2012, ดรูว ก็อดดาร์ด) และ สโตน หนุ่มเจ้าเสน่ห์ (?) ใน Vacation (2015, จอห์น ฟรานซิส ดาลีย์ กับ โจนาธาน โกลด์สตีน) ที่ทำให้ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่ตั้งใจจะมาโร้ดทริปเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ต้องวายป่วงขนานใหญ่ ซึ่งเป็นบทที่เฮมสเวิร์ธเล่นเป็นคนฮ็อตที่ดูไม่ฮ็อตและโปกฮาเอามากๆ

คริส แพร็ตต์

“ตอนมาลอสแองเจลิสใหม่ๆ เนี่ย ผมงี้เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ หุ่นก็ดี แต่ไม่มีใครยื่นบทเจ๋งๆ ให้ผมเลยสักกะราย คนชอบติดสินผมจากภายนอกอะว่าผมมีลุคแบบไอ้คนถ่อยอะไรแบบนั้น” แพร็ตต์เคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น “พวกเขาไม่ยอมให้ผมได้ลองแสดงบทอื่นๆ หรือบทคอมิดี้ดูบ้างจนผมต้องไปเพิ่มน้ำหนักให้อ้วนตุ้บขึ้นมาอะ คนถึงจะยื่นบทอื่นๆ ให้ผมบ้าง”

เหตุที่แพร็ตต์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นเพราะหนังเรื่องแรกๆ ที่เขาได้แสดงนั้นมักจะเป็นบทประเภทหนุ่มหล่อล่ำดาดๆ ที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพด้านการแสดงมากนัก ซึ่งด้านกลับของการเป็นหนุ่มหน้าตาดีของแพร็ตต์นั้นทำให้เขาได้บท เช ในซีรีส์คอมิดี้-ดราม่าเรื่อง The O.C. โดยฉากจำ -ที่ก็คงฝังอยู่ในความประทับใจของหลายๆ คน- คือฉากที่เขาเปลือยกายนั่งเล่นกีตาร์โป๊งเป๊งอยู่ในห้องเล็กๆ ต่อหน้าเพื่อน (ที่ก็มีสีหน้างุนงงแบบอิหยังวะไม่แพ้กัน)

และความเซอร์ขั้นสุดก็มาถึงเมื่อแพร็ตต์รับบทเป็น แบร์รี พนักงานออฟฟิศปากคอเราะร้ายแห่ง Wanted (2008, ทิเมอร์ เบคแมมเบตอฟ) และสร้างภาพจำให้คนดูครั้งใหม่ด้วยการถูก เจมส์ แม็กอะวอย ฟาดด้วยคีย์บอร์ดพิมพ์งานจนฟันหลุดออกมาปนกันกับแป้นพิมพ์ (อย่างไรก็ตาม เขารีดหุ่นมารับบทเป็นนักกีฬาเบสบอลได้อย่างน่าประทับใจใน Moneyball, 2011) และบท โอบี วัน เคโนบี เวอร์ชั่นสุดจะเกรียนในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ที่สร้างจากวิดีโอเกม Kinect Star Wars อย่าง Kinect Star Wars: Duel (2012, ฌอน แอนดรูว ฟาเดน กับ พอล เจ มอร์รา) ที่เราได้เห็นแพร็ตต์ออกมาวาดดาบไลต์เซเบอร์ในชุดคลุมอาบน้ำสีน้ำตาลตุ่นๆ แถมยังไปรับเล่นเป็นตัวเองใน Jem and the Holograms (2015, จอน เอ็ม ชู) หนังแฟนตาซีที่ว่าด้วยแก๊งสาวๆ ออกเดินทางเล่นดนตรีและพบเรื่องชวนกรี๊ดมากมาย รวมถึงการได้เจอนักร้องและนักแสดงที่รักตัวเป็นๆ ด้วย!

คริส ไพน์

พ่อหนุ่มไพน์หวานขวัญใจหลายๆ คนที่ล่าสุดรับบทโคตรเดือดในหนังอิงประวัติศาสตร์ Outlaw King (2018, เดวิด แม็กเคนซีย์) ซึ่งหลังจากเขาแจ้งเกิดจากบทหนุ่มหล่อใสกิ๊งใน The Princess Diaries 2: Royal Engagement (2004, แกร์รี มาร์แชลล์) แล้วก็ดูเหมือนจะไปได้สวยกับบทตัวละครหลักในหนังโรแมนติก-คอมิดี้หลายต่อหลายเรื่อง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจพลิกบทบาทด้วยการรับบทเป็น ดาร์วิน นักฆ่าลายพร้อยที่มาพร้อมกลิ่นอายความเพี้ยนสุดกู่ใน Smokin’ Aces (2006, โจ คาร์นาฮาน) หนังว่าด้วยการดวลกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตูของเอฟบีไอกับเหล่านักฆ่าที่ทั้งน่ากลัว น่าสยอง ไปจนถึงเซอร์สุดขีด และบทดาร์วินที่ไพน์แสดงนั้นดูเหมือนจะรวมเอาทุกความเหวอเข้าไว้ด้วยกัน ตามมาด้วยบทหนุ่มฮิปปี้ผมยาวที่แทบไม่อินังขังขอบกับเรื่องอะไรใน Bottle Shock (2008, แรนดัลล์ มิลเลอร์) ก่อนจะมาเปรี้ยงสุดๆ ในฐานะ กัปตันเคิร์ค แห่ง Star Trek (2009, แอบรัมส์)

แถมยังมารับบทเป็นชายที่ชื่อคล้ายตัวเองใน Celeste & Jesse Forever (2012, ลี โทแลนด์ ไคร์เกอร์) หนังที่ว่าด้วยอดีตคู่รักที่พยายามเป็นเพื่อนกันหลังเลิกกันไปแล้ว โดยไพน์รับบทเป็น คริส ไพโนะ (Kris Pino) ชายปริศนาที่มานั่งสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ให้เราสะดุดตาเล่นในหนังเฉยๆ (เอ่อ…)

แถมเขายังกลับมารับบทเพี้ยนระเบิดในหนังของคาร์นาฮานอีกหนใน Stretch (2014) หนังทุนต่ำว่าด้วยคนขับแท็กซี่่ที่ดันไปรับงานเสี่ยงอันตรายจากมหาเศรษฐี (ไพน์) จนชีวิตแทบจะหาไม่ และแม้ไพน์จะรับบทเป็นคนรวยล้นฟ้า หากแต่เขาปรากฏตัวในหนังด้วยสภาพรุงรัง ผมยาวยุ่งเหยิงกับแว่นกันลมที่เห็นแล้วต้องขยี้ตาว่านี่ใช่พี่ไพน์จริงๆ หรือเปล่าคะ และปีเดียวกันนี้เขาแสดงในหนังสั้นเพี้ยนสุดกู่ถึงสองเรื่องอย่าง Pa-gents with Chris Pine (2014, ซูสค์ บราเธอร์ส) รับบทเป็นนักแสดงละครเวทีบ๊องๆ และ Vampire Lawyer with Chris Pine (2014, นิค โคริรอสซี กับ ชาร์ส อินแกรม) เป็นแวมไพร์ฟันเต็มปากที่ฮามากกว่าน่ากลัว!