batman Christopher Nolan francis bacon Heath Ledger The Dark Knight

ฟรานซิส เบคอน งานหลอนที่บันดาลสีหน้าชั่วร้ายของโจ๊คเกอร์ให้ คริสโตเฟอร์ โนแลน

Home / bioscope / ฟรานซิส เบคอน งานหลอนที่บันดาลสีหน้าชั่วร้ายของโจ๊คเกอร์ให้ คริสโตเฟอร์ โนแลน

“ผมชอบความลักลั่นย้อนแย้งที่อยู่ในงานของเขา ยิ่งงานของเขาพูดน้อยเท่าไหร่มันกลับยิ่งทำให้ผมครุ่นคิดถึงความดำมืดที่เป็นพื้นที่ข้างหลังในงานของเขาเสมอ…”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุผลที่ทำให้โจ๊คเกอร์ของ ฮีธ เล็ดเจอร์ ใน The Dark Knight (2008, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ยังคงเปล่งประกายและเป็นที่จดจำในหมู่คนดูหนังเสมอมา คือฝีมือการแสดงหมดจดราวกับถวายชีวิตให้ตัวละครของเล็ดเจอร์ บวกรวมกับการกำกับหนังอย่างละเมียดของโนแลน จนส่งให้เล็ดเจอร์เป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากออสการ์เพียงคนเดียวที่มาจากหนังตระกูลซูเปอร์ฮีโร่

บรรยากาศคุกคามและเฮี้ยนสุดขีดที่มีแหล่งพลังงานมาจากตัวละครโจ๊คเกอร์นั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งการเก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อเข้าถึงจิตใจวิปลาสของตัวละครของเล็ดเจอร์ และการออกแบบโจ๊คเกอร์ให้เป็นวายร้ายที่ซับซ้อนสุดขีดของโนแลนที่ครอบคลุมความหมายไปถึงการแต่งหน้าของตัวละครด้วย ‘ใบหนาเปื้อนยิ้ม’ อันบิดเบี้ยวและเย้ยหยันมนุษย์ของโจ๊คเกอร์นั้น โนแลนกล่าวว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากงานภาพของศิลปินชาวอังกฤษอย่าง ฟรานซิส เบคอน

เป็นไปได้ที่หลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตากับงานของเบคอน ภาพวาดของเขาปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปรวมถึงภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ทั้ง Alien (1979, ริดลีย์ สก็อตต์) กับฉากที่เอเลี่ยนฟักตัวออกมาจากหน้าอกของมนุษย์ ออกแบบโดย เอช อาร์ กีเกอร์ ที่จินตนาการฉากแหกหน้าอกอันโด่งดังหลังเห็นภาพ Three Studies for Figures at the Base of a Crucifixion ของเบคอน หรือ I Come with the Rain (2009, ตรัน อาห์น ฮุง) ที่ใช้ประติมากรรมที่สร้างจากภาพวาดของเบคอนเพื่ออธิบายจิตใจบิดเบี้ยวสุดกู่ของตัวละคร

Three Studies for Figures at the Base of a Crucifixion
I Come with the Rain

 

โนแลนเองก็เช่นกัน ก่อนหน้ากระบวนการถ่ายทำของ The Dark Knight จะเริ่ม เขาออกเดินทางไปดูงานนิทรรศการมากมายเพื่อหาแรงบันดาลใจและไอเดียสำหรับตกแต่ง ‘สีหน้า’ ของโจ๊คเกอร์

“เราจำเป็นต้องดูงานศิลปะเพื่อให้มันชี้นำเวลาเราต้องการจะอธิบายอะไรที่อยู่นอกเหนือจากไดอะล็อกและการเล่าบรรยายเรื่อง” เขาให้เหตุผลเช่นนั้น “ผมเองจำไม่ได้ว่าเคยดูงานของฟรานซิส เบคอนครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่เหมือนว่าจะยังเด็กมากๆ เขาเป็นศิลปินคนโปรดของผมเสมอมา ความยิ่งใหญ่อลังการจากงานเขามันทำให้ผมนึกถึงความบิดเบือนที่เกิดขึ้นในความทรงจำของเรา

“ผมมักจะดิ่งลึกลงในความเปล่าเปลี่ยวสุดขีด ท่ามกลางมวลความรู้สึกน่าอึดอัดในงานของเขาเสมอ มันทำให้นึกถึงข้อจำกัดต่างๆ ของประสบการณ์ของมนุษย์ วิธีที่เราพยายามทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ…”

Study for Three Heads

 

เบคอนเป็นศิลปินชื่อดังในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง งานของเขาโดดเด่นที่อารมณ์อันทะลักทลายและรุนแรงตามแบบ expressionism ภายใต้สภาพแวดล้อมและแรงกดดันทางการเมือง สังคมที่พังทลายในยุคสงคราม งานของเบคอนยังเต็มไปด้วยความรุนแรงและการกระชากเอาหน้ากากและศีลธรรมอันเปราะบางของมนุษย์ออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่งานชิ้นแรกๆ ของเขาอย่าง Crucifixion ในปี 1933 อันหมายความตรงตัวถึงการถูกตรึวกางเขนของพระเยซูคริสต์ หากแต่ในภาพของเบคอนนั้นกลับให้ความรู้สึกเยือกหลอนและว่างเปล่าด้วยการใช้สีขาวตัดกันกับพื้นดำด้านหลัง ซึ่งในเวลาต่อมา ‘พื้นสีดำ’ นี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของงานเขา

อันที่จริงก็อีกนับสิบปีทีเดียวกว่าที่เบคอนจะแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการต่อสายตาของชาวโลก ด้วยภาพวาดชุด Heads ในปี 1949 ด้วยการจัดนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งแรกที่นำเสนอภาพวาดชุดนี้ โดยมันยังคงวนเวียนอยู่กับความเจ็บปวด บิดเบี้ยวของมนุษย์ภายใต้กรอบกรงของศาสนา -ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่เขาเกลียดเหลือแสนในฐานะเกย์ที่ไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากครอบครัวและสังคมในวัยเด็ก- โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาดของ สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 10 และ Battleship Potemkin (1925) หนังเงียบของ เซียร์เกย์ ไอเซนสไตน์ กับฉากขึ้นชื่ออย่างการกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของตัวละครหลังได้รับบาดเจ็บจากการปฏิวัติและการต่อสู้ งานของเบคอนจึงมักพูดถึงความเกลียดชัง ความบาดเจ็บอย่างถึงเลือดถึงวิญญาณของมนุษย์ซึ่งสอดรับกันดีกับสภาพสังคมที่ล่มสลายภายหลังสงครามโลก และนี่เองที่ดูจะเป็นแก่นแกนที่โนแลนประทับใจจนนำมันมาเป็นสีหน้าของโจ๊คเกอร์ -ตัวละครที่ตั้งคำถามถึงศีลธรรมของมนุษย์- ในหนังของเขา

Study after Velázquez’s Portrait of Pope Innocent X

จอห์น แคจลิโอน เป็นช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายของเรา พวกเขากับผมพยายามคิดกันว่าโจ๊กเกอร์ควรจะมีรูปลักษณ์แบบไหนกันนะ” โนแลนเล่า “เราอยากให้มันออกมาน่าพรั่นพรึงและสมจริง ผมเลยไปหยิบหนังสืองานอาร์ตของเบคอนมาแล้วให้พวกเขาดูถึงสีหน้าบิดเบี้ยวที่แตกต่างกันไปของแต่ละภาพซึ่งใช้สีแตกต่างกันด้วย

“ผมคิดว่าฮีธเองก็ใช้ใบหน้าของเขาเป็นเสมือนผ้าใบให้ช่างแต่งหน้าได้แต่งสีลงบนนั้นนะ และทำให้เรารู้สึกพรั่นพรึงไปกับการปรากฎตัวของเขาได้”

แคจลิโอนเดินทางไปยังลอนดอนเพื่อคุยงานกับโนแลน นอกเหนือจากจะได้รับหนังสือตั้งใหญ่ที่ว่าด้วยงานอาร์ตของเบคอน เขายังต้องเข้าอกเข้าใจตัวละครโจ๊คเกอร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโนแลนและเล็ดเจอร์ “ทุกอย่างในหนังต้องน่าเชื่อถือมากๆ” แคจลิโอนว่า “โจ๊คเกอร์นี่เขาเปลี่ยนชุดไหม นอนกับเครื่องสำอางบนหน้าเลยหรือเปล่า หรือเขาสระผมรึไม่

“ฮีธกับผมเลยพยายามออกแบบเรื่องพวกนี้ด้วยกัน แล้วในฐานะช่างแต่งหน้าเนี่ย เราถูกฝึกมาให้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่เอาเข้าจริงผมพบว่ามันสะอาดเกินไป” แคจลิโอนเล่าถึงปัญหาแรกที่พุ่งเข้ามาปะทะหลังลองแต่งหน้าให้เล็ดเจอร์ “ผมถึงกับต้องบังคับตัวเองให้เข้าใจว่า ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละมันคือความสมบูรณ์แบบเหมือนกันในงานออกแบบ เลยลองระบายใบหน้านั้นใหม่ ซึ่งทั้งไม่ชัดและหยาบมากๆ อย่างที่เห็น”

Portrait of George Dyer Talking

นอกจากนี้ งานของเบคอนยังไปปรากฏตัวอยู่ในหนังลำดับถัดมาของโนแลนด้วย นั่นคือ Inception (2010) ตัวหนังเล่าถึงการโจรกรรมผ่านความฝัน ซึ่งโนแลนนำเอาภาพวาด Study for Head of George Dyer ของเบคอนมาประกอบฉาก โดยนี่เป็นงานเขียนชิ้นแรกๆ ของเบคอนในช่วงปี 60 คนในภาพคือ จอร์จ ไดเออร์ เพื่อนสนิทและคนรักของเบคอน ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเขาในการสร้างงานศิลปะ ไดเออร์เสียชีวิตก่อนหน้าที่เบคอนจะเปิดนิทรรศการ Francis Bacon Retrospective ในปารีสเมื่อปี 1971 เพียงสองวันด้วยเหตุเสพยาเกินขนาด

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเบคอนถูกนำมาสร้างเป็นหนังในชื่อ Love Is the Devil: Study for a Portrait of Francis Bacon (1998, จอห์น เมย์บูรี) ซึ่งมุ่งตีแผ่ความสัมพันธ์ระหว่างเบคอนและไดเออร์ (รับบทโดย ดีเร็ค จาโคบี และ แดเนียล เคร็ก ตามลำดับ) ในช่วงระยะเวลาอันรุ่งโรจน์ของเบคอน ก่อนจะแตกดับในเวลาต่อมานั่นเอง