Christopher Nolan Heath Ledger punk punk rock sex pistols sid vicious The Dark Knight The Joker

ท่วงทำนองยุ่งเหยิงของ ซิด วิเชียส แห่ง Sex Pistols: ที่มาโจ๊คเกอร์ของ ฮีธ เล็ดเจอร์

Home / bioscope / ท่วงทำนองยุ่งเหยิงของ ซิด วิเชียส แห่ง Sex Pistols: ที่มาโจ๊คเกอร์ของ ฮีธ เล็ดเจอร์

ครบรอบสิบปีแล้วที่ The Dark Knight (2008, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ออกฉาย ตัวหนังสร้างปรากฏการณ์มากมายทั้งการเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ไตรภาคที่วิพากษ์การเมืองและสังคมได้ดุเดือดที่สุดเรื่องหนึ่ง, เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขา และคว้ากลับมาได้สองสาขาคือสมทบชายยอดเยี่ยม (ฮีธ เล็ดเจอร์) และสาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม (ริชาร์ด คิง) ไปจนถึงการที่ตัวละคร โจ๊คเกอร์ (รับบทโดยเล็ดเจอร์) ติดอันดับวายร้ายยอดเยี่ยมตลอดกาลจากหลายสำนักจนถึงทุกวันนี้

“Why so serious?” ประโยคอมตะที่โจ๊คเกอร์กล่าวอย่างเยือกเย็นถึงที่มาของแผลเป็นบนใบหน้าที่แทนค่าเป็นรอยยิ้มวิปลาส ขณะที่มือยังถือมีดจ่อหน้าคู่สนทนา ซึ่งการประกอบร่างสร้างความบิดเบี้ยวของตัวละครโจ๊คเกอร์นี้ พ้นไปจากการเขียนบทฝีมือสองพี่น้องโนแลน -คริสโตเฟอร์และโจนาธาน- แล้ว มันยังมาจากการทำความเข้าใจและออกแบบตัวละครของเล็ดเจอร์เองด้วย

เล็ดเจอร์สร้างโจ๊คเกอร์ขึ้นมาจากต้นแบบสองอย่าง อย่างแรกคือเหล่าตัวละคร anarchy เปี่ยมรสนิยมแห่ง A Clockwork Orange (1971, สแตนลีย์ คูบริค) และอย่างที่สองคือ ซิด วิเชียส มือเบสตัวกลั่นของ Sex Pistols

“ในเนื้อตัวของซิด วิเชียส มันมีสิ่งละพันอันละน้อยประกอบอยู่ ดูราวกับเขาไม่มีอะไรเลยที่แน่นอนหรือมั่นคง” เล็ดเจอร์กล่าวไว้เช่นนั้น

สำหรับคนฟังเพลง ชื่อของวิเชียสและ Sex Pistols ไม่ใช่ชื่อที่ห่างไกลจากความรู้จักนัก วงพั้งค์ร็อคจากเกาะอังกฤษที่ฟอร์มวงขึ้นในลอนดอนปี 1975 กับเพลงฮิตอย่าง Anarchy in the U.K. กับเนื้อเพลงเสียดเย้ยการเมืองสุดขั้วและ God Save the Queen -เพลงที่จงใจเขียนขึ้นเพื่อล้อเลียนเพลงสรรเสริญพระบารมีของสหราชอาณาจักร- ซึ่งปล่อยออกมาในวันพระราชพิธีภิเษก (jubilee) ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองในปี 1977 กับเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยหลังจากมันถูกปล่อยออกมาตามคลื่นวิทยุ (ซึ่งไม่รู้ว่าวิจารณ์กันเดือดแค่ไหน แต่มันส่งให้เพลงติดชาร์ตอันดับที่สองของชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักรหรือ UK Singles Chart ไปแล้วเรียบร้อย)

และแม้ว่า Sex Pistols จะไม่ได้มีอายุวงที่ยืนยาวหรือมีอัลบั้มออกมามากมายนัก กล่าวคือนับจากวันที่ฟอร์มวง ออกอัลบั้มและทัวร์นั้นตัววงมีอายุเพียงสามปีเท่านั้นก่อนจะแยกตัว และมีอัลบั้มจากสตูดิโอออกมาเพียงอัลบั้มเดียวคือ Never Mind the Bollocks, Here’s the Sex Pistols (1977) ที่กระโดดขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งของสหราชอาณาจักร และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มพั้งค์ร็อคที่ดีที่สุดตลอดกาล (แถมเป็นอัลบั้มที่ เคิร์ต โคเบน ฟร้อนต์แมนจาก Nirvana บอกว่าเป็นหนึ่งใน 50 อัลบั้มเพลงโปรดของเขาด้วย)

วิเชียส หรือชื่อจริงๆ คือ ไซมอน จอห์น ริตชี คือมือเบสของวงที่จับพลัดจับผลูได้เข้ามาแทนที่มือเบสคนเก่า เกล็น แม็ตล็อค ที่ดันมีปัญหากับวงจนลาออกกลางทางทั้งที่กำลังบันทึกอัลบั้มแรก และคนที่ดึงเขาเข้ามาคือ มัลคอล์ม แม็คลาเร็น “ก็ถ้า จอห์นนี ร็อตเท็น (ฟร้อนต์แมน หรืออีกชื่อคือ จอห์น ไลดอน) คือสุ้มเสียงของพั้งค์ งั้นวิเชียสก็คือท่าทีของมันล่ะ” เขาว่า

แม็คลาเร็นให้เหตุผลว่า วิเชียสมีบุคลิกบางอย่างที่เปี่ยมเสน่ห์และดึงดูดในแบบที่ยากจะมีใครลอกเลียนแบบได้ ไอ้หนุ่มผิวขาวซีด รูปร่างผอมบางจากอีบิซ่า เด็กชายที่เกิดจากพ่อ -ซึ่งทอดทิ้งเขาไปตั้งแต่เขาอายุเพียงหกเดือน- อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพระราชวังบักกิ้งแฮม และเป็นนักเล่นทรอมโบนมือฉกาจของวงแจ๊ซซ์ในลอนดอน และใช้ชีวิตผูกพันกับสารเสพติดอย่างแนบแน่นมาตลอดเมื่อย่างเข้าวัยรุ่น วิเชียสรู้จักกับไลดอนในปี 1973 หลังเข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชนแฮ็คนีย์ด้วยกัน และไลดอนนี่เองที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อไอ้หนุ่มผมดำในชั้นเรียนจากไซมอน ริตชี เป็นซิด วิเชียสหลังจากฝ่ายหลังถูกหนูแฮมสเตอร์ของเขานามเจ้าซิด (ตั้งตามชื่อ ซิด บาร์เร็ตต์ แห่งวง Pink Floyd) กัดเข้าให้ และวิเชียส -ซึ่งตอนนั้นยังถูกเรียกว่าริตชีอยู่- บอกไลดอนว่า “ไอ้ซิดนี่มันโคตรร้าย (vicious) เลยโว้ย!” (ในทางกลับกัน ไลดอนบอกว่าเจ้าหนูแฮมสเตอร์ของเขาน่ะอ่อนโยนที่สุดในโลกแล้วจ้า) และนั่นก็กลายเป็นชื่อที่ไลดอนเรียกเพื่อนใหม่ ผู้กลายมาเป็นมือเบสของวงไปโดยปริยาย

 

และวิเชียสไม่ได้เป็นแต่เพียงมือเบสเท่านั้น แต่เขาได้กลายเป็นไอคอนของคนหนุ่มสาวในยุค 70 บุคลิกขวางโลก ยืนโดดเดี่ยวกับเบสหนึ่งตัวบนเวที สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์ของ วิเวียน เวสต์วูด เจ้าแม่แฟชั่นพั้งค์แห่งยุค บวกรวมกับท่าทีไม่แยแสและต่อต้านสังคมซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งแรงขับเคลื่อนของคนหนุ่มสาวในเกาะอังกฤษยุค 70 ซึ่งสังคมและการเมืองยังผันผวนจากแรงสะเทือนของสงครามโลกครั้งที่สอง อัตราการว่างงานพุ่งทะลุขีดจำกัดพร้อมกันกับผู้คนที่เคว้งคว้าง หาตำแหน่งแห่งที่ตัวเองไม่เจอ ท่าทีต่อต้าน ขบถของวิเชียสและ Sex Pistols จึงเป็นเสมือนภาพแทนที่คนหนุ่มสาวในยุคนั้นอยากจะเป็น

ประกอบกันกับชีวิตส่วนตัวของวิเชียสที่ยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน เขาแทบไม่เคยเลิกขาดจากยาเสพติดได้ ความก้าวร้าวของเขาไม่เพียงแต่ปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่บนเวทีผ่านการเดินเบส หากแต่ยังงอกเงยกลายเป็นการปะทะกันกับสื่อมวลชนและคนรอบตัว รวมถึง แนนซี สปันเจน หญิงสาวคนรักของวิเชียสซึ่งเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงในต้นเดือนตุลาคมปี 1978 และนี่กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่หนังสือพิมพ์ทุกหัวในอังกฤษพากันพูดถึง ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีให้หลัง วิเชียสจะเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดหลังเข้ารับการบำบัดอยู่ห้าเดือน

และความเป็นวิเชียสต่างๆ เหล่านี้ บวกรวมกับท่าทีต่อต้านสังคมและความขบถอันเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นพั้งค์ คือสิ่งที่เล็ดเจอร์หยิบมาเป็นส่วนประกอบตัวตนของโจ๊คเกอร์ ตัวละครผู้ต่อต้านทุนนิยมและแผ้วทางหนทางสู่โลกอนาธิปไตยด้วยระเบิดและความรุนแรง แบบเดียวกับที่ คริสเตียน เบล ซึ่งรับบทเป็นแบตแมนในเรื่องบอกว่า “ฮีธสร้างตัวละครที่เชื่อมั่นในอนาธิปไตยอย่างโจ๊คเกอร์ได้แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เขาสร้างตัวละครขึ้นมาจากซิด วิเชียสกับลุคพั้งค์ๆ ซึ่งผมว่ามันโคตรจะคลาสสิกเลย เขาชอบที่จะทุ่มเทอย่างสุดตัว มันเหมือนกับเรากำลังดูนักแสดงอีกคนที่บ้าระห่ำไปกับบทบาทที่เขาได้รับและสร้างตัวละครของเขามีกลิ่นอายของความพั้งค์นิดๆ กับความขบถนอกกรอบ”

เล็ดเจอร์ปิดประเด็นการพูดคุยสำหรับบทบาทวายร้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลไว้ว่า “นี่เป็นการเข้าถึงตัวละครที่ผมสนุกสนานที่สุด เขาอยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง เป็นพวกต่อต้านสังคม บ้าระห่ำ เป็นฆาตกรในคราบตัวตลก และผมเพลิดเพลินในการได้เป็นเขาเหลือเกินครับ”