Ten Years Thailand ตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง สิงสู่

‘เรารู้จักกันเพราะความจั*ไร’ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง X ตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส

Home / bioscope / ‘เรารู้จักกันเพราะความจั*ไร’ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง X ตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส

แม้ว่าคนทั่วไปจะรู้จัก วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ในฐานะคนทำหนังไทยที่ปะทะคารมเรื่องการมุ้งการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งภาพลักษณ์นี้ยิ่งถูกตอกย้ำเมื่อหนังที่เขากำกับกำลังเข้าโรงฉายในเวลาไล่ๆ กันถึงสองเรื่องอย่าง ‘สิงสู่’ และ ‘Ten Years Thailand’

แต่สำหรับใครก็ตามที่เล่นเฟซบุ๊คทันช่วงเวลาทองของแอคเคาท์ “สม วารีพักตร์” โดยเฉพาะในวงศ์วานเครือข่ายนักทำหนังและการเมือง เป็นอันรู้กันกับความเกรียนของเขาเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นคืออีกด้านหนึ่งของวิศิษฏ์นั่นเอง

ความตลกตกเก้าอี้ของ สม วารีพักตร์ เปิดประตูให้ใครต่อใครทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักกันเข้าไปลับสมองและฝีปากกับเขาอย่างคึกคัก หนึ่งในนั้นก็คือ บอย – นครินทร์ กาขันธ์ ซึ่งไม่เคยรู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัวกับวิศิษฏ์มาก่อน และการสร้างปฏิสัมพันธ์กันบนโลกออนไลน์นั่นเองที่สร้างมิตรภาพของทั้งคู่ขึ้นมา ก่อนจะพัฒนาเป็นเพจหนังที่มียอดคนติดตามสูงถึง 352,000 ยอดไลค์ในเวลาต่อมา

แต่อะไรก็คงไม่สำคัญเท่ามิตรภาพของทั้งคู่ที่ก่อร่างขึ้นในชีวิตจริง แม้แอคเคาท์ “สม วารีพักตร์” จะไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวมาแรมปีแล้วก็ตาม…

 

รู้จักกันได้ยังไง

บอย – ทางเฟซบุ๊ค ผมติดตามผลงานเขามาตลอด ตั้งแต่หนัง ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ (1997) แล้วเพราะผมชอบอ่านนิตยสาร ดูเรื่องเบื้องหลัง เรื่องคนเขียนบท ชื่อของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก็ทำให้เราสงสัยว่าคนคนนี้ทำไมสร้างวลีฮิตๆ ในหนังไทยมาตลอด อย่าง “แล้วแต่ปุ๊”, “เป็นเมียเราต้องอดทน” มีอยู่ช่วงหนึ่ง ‘อินทรีแดง’ (2010) เข้า ผมเลยลองเสิร์ชหาชื่อเขาเป็นภาษาอังกฤษแล้วเจอ เลยเข้าไปแซวแก หลังจากนั้นก็เข้าไปวิ่งเล่นในเฟซบุ๊คเขาทุกวัน

วิศิษฏ์ – มาทุกวันน่ะ ‘จารย์ ‘จารย์ อะไรของมันไม่รู้ (หัวเราะ)

 

นึกยังไงไปแซวเขา

วิศิษฏ์ – มันทำงี้กับทุกคนแหละ

บอย – เมื่อก่อนค่อนข้างว่าง ทำงานในครัวอยู่ร้านอาหาร แล้วกินแรงเพื่อน นั่งเล่นเฟซบุ๊คให้เด็กๆ ทำงานไป แล้วรู้จักกับพี่วิศิษฏ์และทำให้รู้จักกับอีกหลายๆ คนในสายหนัง สายการเมืองต่างๆ ตาสว่างเลย

วิศิษฏ์ – สายคำผวนด้วย มันเล่นไม่เลิกเลย พวกลามกจกเปรตนี่มันถนัดมาก แนวจัญไรเนี่ย

 

เห็นพี่วิศิษฏ์เป็นแบบไหนในเฟซบุ๊ค

บอย – (คิด) ขำๆ ครับ ผมได้ยินข่าวมาว่าเวลาเขาอยู่ในกองถ่ายโหดมาก (วิศิษฏ์หัวเราะ) เลยคิดว่าเขาคงมีเฟซบุ๊คไว้ระบายอะไรสักอย่างของเขาแหละวะ คิดว่าเขาจะโหดเหมือนในกองถ่ายไหมแม้เราไม่เคยเห็นเขาทำงานก็ตาม แต่เห็นเขาในเฟซบุ๊คแล้วสนุกดี มันสร้างแรงบันดาลใจด้วยเพราะเมื่อก่อนผมไม่ได้ทำเพจ…

วิศิษฏ์ – นึกว่าจะบอกว่าเมื่อก่อนไม่จัญไร

คือเมื่อก่อนเขาไม่ใช่อย่างนี้ ผอมเพรียว ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า นครินทร์ หล่อจนโดมอาย เราจำได้แม่นเลยว่าชื่อนี้นี่แม่ง (หัวเราะ) ไหนดูหน้าหน่อยเด๊ะ ทำไมมึงกล้าตั้งขนาดนี้ คือผมเริ่มเล่นเฟซบุ๊คตอน ‘อินทรีแดง’ แหละ ระหว่างรอตัดต่อก็ว่าง

บอย – ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้จะรับแอดไหม

วิศิษฏ์ – (หัวเราะ) กูจะบล็อก รีพอร์ตแม่งด้วย แต่มันกล้าตั้งชื่องั้นกูก็กล้ารับนะ ผมว่าเขาขำๆ ดี อยู่ๆ เข้ามาเล่นกับเราหน้าตาเฉยทั้งที่ไม่รู้จัก เราก็ชอบเล่นกับเขาด้วย เขาหัวไว บางคนเล่นไปเขาไม่เก็ตนะ แต่ไอ้นี่มันเก็ตทุกเม็ด จัญไรจริงๆ มีหัวทางด้านนี้ หลังจากนั้นเราก็ดูๆ เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับหนังได้ดีด้วย เลยแนะนำไปกับ ธิดา (ผลิตผลการพิมพ์) ว่าสนใจไหม ใช้ได้นะเอาไปลง BIOSCOPE ได้

บอย – ตอนนั้นภาษาเขียนผมมันเวิ่นเว้อเลยให้ไปทำ Red Carpet Bulletin แจกหน้าโรงหนัง เป็นหนังสือฟรีก็ดีวะ ถือว่าเป็นนักเขียน แต่สุดท้ายโปรเจ็กต์ล่ม

วิศิษฏ์ – ล่มเพราะมึง (หัวเราะ)

บอย – ตัวซวยฉิบหาย ตอนนั้นเป็นช่วงที่พี่วิศิษฏ์หยุดเฟซบุ๊คไง เราก็ไม่มีเพื่อนเล่น (หัวเราะ) ตอนแรกเราก็เขียนอะไรไปเรื่อย แล้วเลยลองทำเพจ เขียนไปเขียนมา แรกๆ นี่เขียนแบบจริงจัง ต่อมาก็เลยคิดว่า เมื่อก่อนกูเล่นกับพี่วิศิษฏ์ยังไง ก็น่าจะเล่นกับแฟนเพจแบบนั้นได้หรือเปล่าวะ เอาความจัญไร เรื่องคำผวน ทำเหมือนพี่วิศิษฏ์ทำกับคนอื่นๆ เลย สรุปแม่งโอเคเว้ย ยอดไลค์เริ่มมา

 

นี่แปลว่าเริ่มทำเพจตั๋วร้อนฯ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากพี่วิศิษฏ์?

บอย – ใช่ นี่จนตอนนี้เขายังไม่รู้เลย

วิศิษฏ์ – เออ ไม่รู้

 

หลังจากรู้จักกันในเฟซบุ๊คแล้วนานไหมกว่าจะมาเจอตัวจริงกัน

วิศิษฏ์ – โอ้โห เมื่อเร็วๆ นี้เอง เจอกันในงานหนังสือ

บอย – ผมไม่รู้เลยว่าพี่วิศิษฏ์ไป มาถามน้องๆ ในเฟซบุ๊คที่เขาติดต่อไลน์กับพี่วิศิษฏ์บอกว่าพี่เขาไปงานหนังสือนะ ออกหนังสือ ‘เปนชู้กับผี’ เราเลยคิดว่าไปดีกว่าว่ะ ว่างพอดี ไปเซอร์ไพรซ์เลยเพราะเพิ่งเจอกันครั้งแรก ตอนเจอนี่เขาฮ็อตมาก ยุ่งอยู่ เขาแจกลายเซ็นไง เราก็ไปต่อคิว พอถึงคิวเราเขาก็ร้อง อ้อ! เจอกันแล้ว

วิศิษฏ์ – เรารู้ว่าเป็นเขาแหละ รู้ด้วยว่าเป็นเจ้าของเพจอันดับหนึ่งของจักรวาล

บอย – ตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส

 

พี่วิศิษฏ์เลิกเล่นเฟซบุ๊คไปทำไม

วิศิษฏ์ – เรื่องการเมืองน่ะ เราเริ่มเล่นเฟซบุ๊คนี่ไม่ใช่เพราะการเมืองหรอก อยากใช้โปรโมตหนัง แต่พอดีช่วงนั้นการเมืองมันเริ่มเข้ามาพอดี เราก็แสดงทัศนคติหลายอย่างแล้วดันมีอิทธิพลต่อชีวิต คือเพื่อนๆ เลิกคบหมด

บอย – (หัวเราะ) อันนี้จริงนะ ทุกคนเลย

วิศิษฏ์ – เราก็ไม่รู้ไง นึกว่าเฟซบุ๊คเป็นที่ที่แสดงทัศนคติได้ คือฝั่งเพื่อนเราเขาก็แสดงออกของเขา เราก็ไม่เคยไปยุ่งนะ แต่พอเราแสดงทัศนคติบ้าง ทำไมมายุ่งกับกูล่ะ เพื่อนที่มหาวิทยาลัยเลิกคบ มองเราด้วยสายตาแปลกๆ เป็นกิ้งกือไส้เดือน เราเลยเริ่มคิดว่ากูเล่นไปทำไมวะเนี่ย เฟซบุ๊คมันควรเล่นเพื่อมีเพื่อน แต่นี่เสือกเสียเพื่อนอีก แล้วเป็นช่วงงานยุ่งเลยหยุดดีกว่า ไม่รู้จะเล่นไปทำไม ไอ้บอยมันเล่นแล้วได้ตังค์ไง แต่เราไม่ได้อะไร เลยเลิกดีกว่า แล้วเราเบื่อด้วยพอดี

 

ก็เลยไปท็อปฟอร์มในทวิตเตอร์แทน?

วิศิษฏ์ – (หัวเราะลั่น) กะจะมาโปรโมตหนัง แต่นั่นแหละ อดไม่ได้หรอก แต่ในเฟซบุ๊คนี่มันมีช่วงนึงที่คนรอบตัวเราแนะนำว่าให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดนะ เราก็เชื่อ เปลี่ยนแม่งจนลืม พอเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เราก็เข้าไม่ได้ละ มีอันนึงลอยอยู่ในจักรวาล ไม่มีใครเข้าไปได้เพราะกูยังไม่รู้เลยว่าพาสเวิร์ดคืออะไร (หัวเราะ)

บอย – เก่งนะเลิกเล่นได้เนี่ย นี่ติดเลย ไม่ไหว แต่ตอนนี้ผมเลิกไม่ได้แล้ว ต้องทำ รายได้ดีนะครับ (ยิ้ม)

หนังพี่วิศิษฏ์ที่ได้ตังค์เยอะสุดนี่คือเรื่องอะไร

วิศิษฏ์ – ‘รุ่นพี่’ (2015) นี่แหละเพราะ ‘อินทรีแดง’ เจ๊ง ส่วน ‘เปนชู้กับผี’ (2006) ก็ไม่ทำเงิน ตอนฉายเงียบมาก แต่คนมาตื่นเต้นกันเมื่อ 2-3 ปีหลังที่มันฉายช่อง 7 ตอนฉายในโรงน่ากลัวมาก มีอยู่สองคน วังเวงได้บรรยากาศมาก

บอย – ทุกวันนี้ยังมีคนถามหาภาคต่อของ ‘อินทรีแดง’ อยู่เลยนะ

วิศิษฏ์ – ตอนฉายคนถามหามันไปไหนกันหมดวะ (หัวเราะ) เป็นหนังภาคต่อเรื่องแรกที่ไม่มีภาคต่อ คนชอบมาถามว่าเมื่อไหร่จะทำ รับผิดชอบบ้างสิวะ อ้าวไอ้เหี้ย… มันเจ๊งอะ เขาก็ไม่ยอมให้ทำต่อ แหม ถ้ามันทำเงินนายทุนเขาก็ให้ทำต่อแน่ๆ ไม่ต้องห่วง เราก็อยากทำต่อให้มันจบเหมือนกัน ก็ต้องขออภัยเนอะ (หัวเราะ)

 

แล้วพี่วิศิษฏ์ล่ะ เรื่อง สิงสู่นี่ก็อยู่ในช่วงคนทำหนังไทยลำบากเหมือนกัน

วิศิษฏ์ – เราเอาตัวเข้าแลก คือไม่เอาค่าตัวน่ะ ตลาดหนังไทยตอนนี้มันยากมาก มันไม่ได้แข่งกับหนังต่างประเทศอย่างเดียว มีสตรีมมิ่ง มีแพล็ตฟอร์มอื่นๆ อีก สถานการณ์ของโรงหนังมันก็แย่ลง ทุกคนเลือกดูหนัง สมัยก่อนถ้าหนังชนกันเขาจะบอกว่าคนละกลุ่มเป้าหมาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันเลยจ่อเจ๊งทุกโปรเจ็กต์ สิ่งที่ทำให้เราสามารถทำคอนเทนต์ได้ตามใจคือต้องเอาตัวเข้าแลก ให้เสี่ยงน้อยที่สุด

บอย – ดูลำบากกว่า ‘2499’ อีก

วิศิษฏ์ – ลำบากกว่าสิ เมื่อก่อนหนังอย่าง ‘หมานคร’ (2004) ยังได้สร้าง นั่นคือเจ๊งสุดนะ ได้ 6 ล้านบาท สมัยนี้เจ๊งสุดคือหลักหมื่นหลักพัน สมัยก่อนหนังอาร์ตยังไงก็หลักล้านนะ สมัยนี้สถานการณ์มันยากกว่า สำหรับคนทำคอนเทนต์เรายังมีความหวังเพราะแพล็ตฟอร์มอื่นๆ ก็ยังต้องการคอนเทนต์ถ้าเราไม่เกี่ยงเวที เราว่าคอนเทนต์มันยังมีที่ไป เปลี่ยนแต่เวทีเท่านั้น สตรีมมิ่งนี่แหละยิ่งต้องการคอนเทนต์เยอะ แล้วเชื่อไหมว่าคนเขียนบทที่ใช้การได้ในบ้านเราน่ะน้อยมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้งานได้เลย บางคนเราก็ต้องเลี้ยงเขาไว้ ดูแลไว้ ไม่ใช่การจ้างแต่มันคือการดูแลกัน ซึ่งยุคก่อน นายทุนยังจับตลาดไม่ค่อยถูก เราเสนออะไรไปก็ได้ทำ

บอย – มีโอกาสหลอกเอาตังค์เขามากกว่า (หัวเราะ)

วิศิษฏ์ – จริงๆ ตอนนั้นตลาดหนังไทยตกต่ำจนนายทุนรู้สึกว่าอะไรก็ได้แล้ว ‘2499’ นี่คือไม่มีคนดูหนังไทยแล้ว แย่ยิ่งกว่าตอนนี้อีก ‘2499’ ไม่ได้ดีอะไรมากแต่มันเป็นมาตรฐานเท่านั้นเอง ทำให้นายทุนกล้าที่จะเสี่ยงเพราะไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ดีกว่าทิ้งโรงไว้เปล่าๆ เพราะหนังไทยเหลือประมาณ 9 เรื่องต่อปี ซึ่งดันกลายเป็นข้อดีในมุมกลับเท่านั้นเอง

บอย – ผมชอบเย้ากับแฟนเพจบ่อยๆ ว่า ‘2499’ เป็นการฟื้นหนังไทยขึ้นมาเลย คนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้สมควรได้เครดิตและถูกยกย่อง ผมเขียนถึงเรื่อง ‘2499’, ‘นางนาก’ (1999, นนทรีย์ นิมิบุตร) บ่อยมากเพราะมันดึงหนังไทยขึ้นมา

 

ถึงที่สุดแล้ว หนึ่งคนทำหนัง หนึ่งคนทำเพจ รวมเป็นสองคนทำคอนเทนต์ที่ล้วนหลงใหลและหมกมุ่นกับสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์ เราคงพอจะเรียกได้ว่ามิตรภาพของพวกเขางอกเงยขึ้นมาจากการลุ่มหลงในสิ่งเดียวกัน หากแต่ในสถานการณ์ที่การทำคอนเทนต์ยังคุกรุ่น การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ภายใต้ข้อเรียกร้องและขีดจำกัดของเวทีที่เปลี่ยนไป มันจึงเป็นจุดเชื่อมโยงของคนทำหนังและอดีตพ่อครัวในร้านอาหาร และกลายเป็นการร่วมทางที่รอคอยการร่วมงานกันในอนาคต