JJ Abrams Mission Impossible Star Trek Star Trek Into Darkness Star Wars Steven Spielberg Super 8

ทำหนัง ‘เล่นใหญ่’ ยังไงให้คน ‘กระหายอยาก(ดู)’ แบบ เจ เจ เอบรัมส์ !!!

Home / bioscope / ทำหนัง ‘เล่นใหญ่’ ยังไงให้คน ‘กระหายอยาก(ดู)’ แบบ เจ เจ เอบรัมส์ !!!

Mission: Impossible III (2006), Star Trek (2009), Super 8 (2011), Star Trek Into Darkness (2013) และ Star Wars: The Force Awakens (2015) คือรายชื่อหนังบล็อคบัสเตอร์(บางส่วน)ที่ผู้ชมทั่วโลกส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในความ ‘เล่นใหญ่’ ของทั้งเรื่องราวและงานสร้างที่ทำให้ใครๆ ก็กระหายอยากเข้าไปตีตั๋วดูหนังได้อยู่เสมอ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามันเป็นผลผลิตของคนทำหนังชาวอเมริกันวัย 52 อย่าง เจ เจ เอบรัมส์ ที่เคยเป็นมาหมดแล้วทั้งนักแสดง (Six Degrees of Separation) คนเขียนบท (Armageddon) โปรดิวเซอร์ (Cloverfield) และผู้กำกับตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษในแวดวงฮอลลีวูด!

เราจึงอยากพาทุกท่านไปสำรวจแนวคิดเบื้องหลังในมันสมองของชายผู้มีพลังงานอันล้นเหลือรายนี้ ว่าเขามีกลวิธีการอย่างไร (โอเค, เราจะไม่พูดถึงการใช้แสงแฟลร์อันพร่ำเพรื่อของเขากัน ณ ที่นี้) ในการสร้างสรรค์ผลงานให้น่าตื่นตาและยั่วเงินในกระเป๋าของผู้ชมจำนวนมหาศาลมาจนทุกวันนี้!

Mission: Impossible III
Star Wars: The Force Awakens
1) เรียนรู้ให้หนัก เมื่อต้องทำหนังเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตาม

สำหรับเอบรัมส์ สิ่งที่สำคัญกว่าการทำหนัง ‘อย่างไร’ ก็คือการเรียนรู้ให้หนักว่า สิ่งที่เราเล่าในหนังเรื่องนั้นๆ มันเกี่ยวกับ ‘อะไร’ กันแน่ เพราะเราควรเล่าในสิ่งที่เรารู้ ควรสร้างตัวละครที่เราเข้าใจจริงๆ แล้วจึงค่อยผลักดันมันไปให้สุดทาง โดยใช้ประสบการณ์ตรงและการศึกษาประสบการณ์จากผู้ที่รู้จริงเข้ามาช่วยสร้างสรรค์เรื่องเล่าอย่างลึกซึ้งและสมจริง เช่น การที่เอบรัมส์พยายามสร้าง Star Wars -อันเป็นแฟรนไชส์ที่แท้จริงแล้วพูดถึงความขัดแย้งภายในจิตใจมนุษย์- ด้วยท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแบบมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการพยายามหวนกลับไปหาเทคโนโลยีทำมือในฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษทั้งหลาย ซึ่งให้ความรู้สึกที่สมจริงและยิ่งใหญ่กว่ามาก เป็นต้น – มันจึงเป็นแนวคิดที่ทำให้ผู้ชม-โดยเฉพาะแฟนคลับแฟรนไชส์หนัง-อดตื่นเต้นตามไปด้วยไม่ได้

Star Trek Into Darkness
2) เรียนรู้ให้หนัก(เช่นกัน) เมื่อทำผิดพลาดไป

นี่คือสิ่งที่เอบรัมส์หลีกเลี่ยงไปไม่พ้น เพราะการที่เขามีตำแหน่งเป็นถึงผู้กำกับของแฟรนไชส์หนังระดับคลาสสิกที่เต็มไปด้วย ‘แฟนเดนตาย’ จากทั่วโลกนี้เอง ที่ทำให้เขามีโอกาส ‘ทำสิ่งผิดพลาด’ หรือ ‘สร้างความผิดหวังให้ผู้ชม’ สูงตามไปด้วย (เช่น Star Trek Into Darkness ที่มีองค์ประกอบซึ่งแฟนๆ บางส่วนไม่ชอบ โดยเฉพาะการใช้แสงแฟลร์บ่อยๆ จนคนดูบ่น เป็นต้น …อ้าว ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องแสงแฟลร์แล้วเชียว) สิ่งที่เขาทำเมื่อพลาดไปแล้วจึงไม่ใช่การเพิกเฉย หากแต่เป็นการออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการ ‘ขอโทษ’ และพยายามปรับปรุงให้ผลงานออกมาพลาดผิดน้อยที่สุดในโอกาสถัดไป – ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ใจแฟนๆ ไปครอง และพร้อมที่จะรอชมผลงานใหม่ที่เอบรัมส์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

Cloverfield (2008, แม็ตต์ รีฟส์)
3) รู้จักวิธีสร้าง ‘บทสนทนา’ กับผู้ชมผ่านเรื่องเล่า

เอบรัมส์มองว่า เมื่อ ‘จอหนังอันว่างเปล่า’ ก็เหมือนกับ ‘กล่องปริศนา’ ที่ทำให้ผู้ชมเกิดคาดหวังและตั้งคำถามกับมันโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว (จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขามักจะชอบทำหนังที่เล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด มนุษย์ต่างดาว หรือความลึกลับบางประการของโลก) ฉะนั้น การทำหนังสักเรื่องจึงเป็นเหมือนกับการแสดง ‘บางอย่าง’ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมอยากตั้งคำถาม จากนั้นจึงสนองตอบด้วย ‘อีกบางอย่าง’ ที่อาจเป็นได้ทั้งคำตอบของคำถามนั้น และ/หรือการกระตุ้นให้เกิดคำถามใหม่ๆ หรือก็คือการค่อยๆ ให้ข้อมูลทีละน้อยในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ชมคิดและติดตามหนังอย่างตั้งใจ – จนกลายเป็นการสร้างบทสนทนาโต้ตอบไปมาระหว่าง ‘คนทำหนัง’ กับ ‘ผู้ชม’ ที่จะช่วยขับเคลื่อนหนังให้น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ชมตื่นเต้นไปตลอดทั้งเรื่องนี่เอง

อย่างไรก็ดี แม้เอบรัมส์จะบอกว่า ซีรีส์ทางโทรทัศน์-ที่เขาเคยสร้างจนโด่งดัง อาทิ Alias, Lost และ Fringe-อาจตอบโจทย์นี้ได้ดี เพราะผู้สร้างสามารถทิ้งคำถามไว้ในตอนจบของแต่ละตอนเพื่อให้ผู้ชมเกิดความสงสัยใคร่รู้และอยากติดตามตอนต่อไปได้ง่ายกว่า แต่การที่เขานำเทคนิคการปล่อยข้อมูลทีละน้อยนี้มาใช้ในตอนโปรโมตหนังที่เขาโปรดิวซ์ (เช่น การปกปิดความลับสำคัญด้านเนื้อหาของบรรดาหนังตระกูลสัตว์ประหลาดบุกโลก/ฟาวด์ฟุตเตจอย่าง Cloverfield ให้คนอยากรู้อยากเห็น) ก็ถือว่า ‘เวิร์ค’ อยู่ไม่น้อย

เอบรัมส์ขณะกำกับ Super 8
4) ข้อนี้สำคัญมาก …จงทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ‘ตื่นเต้น’ อยู่เสมอ

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ‘จงเล่าเรื่องที่ทำให้หัวใจของคุณเต้นระรัวได้’ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่า, นิยาย, คอมิก, วิดีโอเกม หรือแม้แต่บุคคลที่ตนคลั่งไคล้/รู้สึกเชื่อมโยงด้วยอย่างสุดจิตสุดใจ เพราะหากตัวคุณเองตื่นเต้นกับสิ่งที่เล่าแล้ว มันก็จะถูกส่งต่อผ่านผลงานไปยังผู้ชมได้ไม่ยาก ดังเช่น เอบรัมส์ที่ก็กระโจนไปทำ Star Wars ในฐานะ ‘แฟนตัวยง’ ของแฟรนไชส์ชุดนี้ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นในทุกวันที่ออกไปทำงานกองถ่าย (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Star Trek ที่เขาไม่ได้เป็นแฟนคลับขนาดนั้น); ร่วมงานกับนักแสดงที่ทำให้เขาตื่นตัวอยู่เสมออย่าง ทอม ครูส ผู้พยายามช่วยออกไอเดียฉากแอ็กชั่นสนุกๆ มาให้เขาได้ทดลองถ่ายทำกันเป็นว่าเล่น หรือการเข้าหาไอดอลของเขาอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก อยู่อย่างสม่ำเสมอ จนกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับผลงานหนังย้อนวัยอย่าง Super 8 ในที่สุด (สปีลเบิร์กยังช่วยคอมเมนต์บทหนังหลายๆ เรื่องของเขาถัดจากนั้นด้วย) เป็นต้น