Detroit K-19: The Widowmaker Kathryn Bigelow Point Break The Hurt Locker Zero Dark Thirty

แคธรีน บิเกโลว์ ชำแหละบาดแผลของอเมริกันชนด้วยความรุนแรงอันเปี่ยมเสน่ห์

Home / bioscope / แคธรีน บิเกโลว์ ชำแหละบาดแผลของอเมริกันชนด้วยความรุนแรงอันเปี่ยมเสน่ห์

หากคุณเป็นแฟนหนังธริลเลอร์ดราม่า น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหนังของ แคธรีน บิเกโลว์ มาบ้างแล้ว เพราะคนทำหนังหญิงผู้คว้าออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมที่เป็นผู้หญิงคนแรกของโลกอย่างบิเกโลว์นั้น มักทำหนังอันว่าด้วยเรื่องของสงคราม, คาวเลือด, การคอร์รัปชั่นและความรุนแรงในสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอ

“สมัยเด็กๆ ฉันผ่านความทรงจำเลวร้ายมาหลายอย่างและพบว่าภาพยนตร์คือสื่อที่เป็นหนทางระบายที่ดีของฉันค่ะ” บิเกโลว์ให้สัมภาษณ์ “ฉันมักตอบสนองต่อหนังที่พูดถึงประเด็นบางอย่างที่เร้าใจหรือท้าทายเราซึ่งเป็นคนดู แน่ล่ะว่ามันมีความเสี่ยงอยู่ ฉันชอบหนังที่สร้างผลกระทบรุนแรงให้คนดู ฉันไม่ได้อยากสร้างหนังที่ทำให้ผู้ชมดูแล้ว รู้สึกสบายอกสบายใจ แต่อยากทำหนังที่ทำให้อะดรีนาลีนคุณหลั่งมากกว่า

“ฉันว่านะ ความรุนแรงในภาพยนตร์น่ะถ้าใช้มันอย่างถูกที่ถูกทางแล้วมันก็จะมีเสน่ห์เสมอ”

และนั่นคือบทสรุปอย่างย่นย่อต่อภาพรวมของบรรดาหนังทั้งหลายเรื่องของเธอ บิเกโลว์แจ้งเกิดในวงกว้างจาก Point Break (1991) หนังที่ว่าด้วยเรื่องของนายตำรวจ (คีอานู รีฟ) แฝงตัวไปสืบหาคนร้ายและต้องผจญเหตุการณ์หัวหกก้นขวิดมากมายจนกลายเป็นเพื่อนกับฝ่ายหลังเสียเอง และแม้หน้าหนังจะเป็นหนังแอ็กชั่นอันว่าด้วยมิตรภาพต้องห้ามของลูกผู้ชาย แต่อีกด้าน มันก็พูดถึงความรุนแรงและท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจอเมริกันที่มีต่อคนร้าย ตามมาด้วย Strange Days (1995) ที่ยังคงพูดถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มข้นด้วยการเล่าถึงอดีตตำรวจที่หันมาค้าขายสินค้าใต้ดิน โดยเฉพาะแผ่นดิสก์ที่ใช้บรรจุหน่วยความจำของผู้คน หากแต่เรื่องเริ่มยุ่งเมื่อเขาดันไปได้แผ่นบรรจุความทรงจำของฆาตกรคนหนึ่งจนต้องตัดสินใจออกตามล่าหาตัวเจ้าของความทรงจำแสนรุนแรงนี้ หนังได้ เจมส์ แคเมอรอน (ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นคู่รักของบิเกโลว์ ก่อนจะเลิกรากันไป) ซึ่งตัวหนังถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าเต็มไปด้วยความรุนแรงและฉากที่ทารุณความรู้สึกที่หนักหน่วงยิ่งกว่าสมัยบิเกโลว์กำกับ Point Break อยู่มาก

หากแต่นั่นดูจะเป็นสิ่งที่บิเกโลว์รู้สึกว่าเป็นทิศทางการทำหนังที่เธออยากทำ เพราะ K-19: The Widowmaker (2002) ว่าด้วยปฏิบัติการหนีตายของเหล่ากองทัพเรือในเรือดำน้ำของอเมริกาไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยฉากบีบหัวใจเท่านั้น แต่มันยังพูดถึงการเมืองระหว่างรัสเซียกับอเมริกาอย่างลึกซึ้งและดุเดือด บิเกโลว์หายไปทำหนังสั้นและซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมาอย่างท็อปฟอร์มใน The Hurt Locker (2008) หนังที่ส่งให้เธอคว้าออสการ์ เล่าถึงนายทหารที่เสพติดการต่อสู้ในสงครามอันไร้ที่สิ้นสุด

วิลเลียม เจมส์ (เจเรมี เร็นเนอร์ -ชิงนำชายยอดเยี่ยม) คือนายทหารที่ถูกส่งไปปฏิบัติการที่อิรักกับเหล่าเพื่อนทหารสหรัฐฯ หนังฉายให้เห็นบรรยากาศเจียนอยู่เจียนตายตลอดเวลาของเหล่าเจ้าหน้าที่ ทั้งกระสุนที่ไม่มีที่มาที่ไปซึ่งพร้อมพุ่งมาเฉาะคออยู่เสมอ และระเบิดที่ถูกฝังอยู่ในหลายๆ จุดซึ่งเจมส์เป็นเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงชีวิตไปปลดระเบิด ท่ามกลางสายตาชื่นชมของเพื่อนทหารร่วมรบ บิเกโลว์ค่อยๆ ฉายให้คนดูเห็นความโดดเดี่ยวอันแก่นกลวงของเจมส์ โดยเฉพาะเมื่อเขากลับไปยังบ้าน พบลูกเมียแต่กลับไม่อาจรู้สึกเชื่อมโยงกับสังคมที่ไร้ความรุนแรงนี้ได้

นี่เองที่ทำให้ The Hurt Locker ถูกพูดถึงอย่างหนาหู เพราะมันสะท้อนภาพสิ่งที่สงครามทำลายได้อย่างชัดเจน เมื่อกระสุนและระเบิดไม่ได้คว้านควักเอาแต่เลือดเนื้อของพวกเขาไปเท่านั้น หากแต่มันยังทำลายจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่ในฐานะ ‘มนุษย์’ ให้หายไป เหลือไว้เพียงในฐานะเครื่องจักรสังหารที่ไม่อาจเลือนตัวเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับสังคมเงียบสงบได้ หนทางของเจมส์จึงถูกบีบให้เหลือแต่เพียงให้ดั้นด้นพาตัวเองไปอยู่ในวังวนของสงครามอย่างน่าเศร้าเท่านั้น

“ฉันอยากทำหนังมาตลอด มันเป็นวิธีแสดงความเห็นต่อโลกที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ได้ดีมากๆ คงเพราะฉันเพิ่งกำกับ The Hurt Locker แล้วเลยคิดถึงเรื่องของสงครามซึ่งฉันว่ามันเป็นสถานการณ์ที่น่าเสียดายมากๆ นะ มีเรื่องให้พูดถึงมันเยอะ นี่คือสงครามที่ไม่อาจชนะได้ แล้วทำไมเรายังส่งกองกำลังไปอยู่อีก และสิ่งที่ฉันมี-โอกาสที่ฉันมี คือการใช้ภาพยนตร์นี่แหละ มันมีประเด็นที่ฉันสนใจอยากจะพูดถึงเสมอ”

Zero Dark Thirty (2012) คือหนังลำดับถัดมาของบิเกโลว์ จับภาพไปยังการไล่ล่าอาชญากรโลกอย่าง โอซามะ บิน ลาเดน ของกองทัพสหรัฐฯ มายา (เจสสิกา แชสเทน) รวมทีมกับเจ้าหน้าที่ CIA ด้วยกันออกตามล่าชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นวายร้ายของโลก

เดิมทีตัวหนังใช้ชื่อแฝงว่า For God and Country ที่ความสุ่มเสี่ยงของพล็อตเรื่องและการจับไปยังการเมืองโลกอย่างเข้มข้นของมันนั้นทำให้ปากีสถานห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้บิเกโลว์และทีมงานเข้ามาถ่ายทำในประเทศ เนื่องจากการจับกุมบิน ลาเดนนั้นถือเป็นการฉีกหน้ารัฐบาลปากีสถาน (ในเวลานั้น) อย่างรุนแรง ทีมงานจึงต้องไล่ถ่ายตามชายแดนแทน บิเกโลว์ตั้งคำถามกับรัฐบาลปากีสถานได้หนักหน่วงมากพอกับที่เธอตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ออกปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้กำลังกับฝ่ายถูกกระทำที่ทำให้หนังเรื่องนี้กระฉ่อนไปทั่ว

และล่าสุดกับ Detroit (2017) หนังดราม่าธริลเลอร์ความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ว่าด้วยเหตุการณ์จลาจลสุดเดือดที่ยาวนานถึง 5 วันเต็มปี 1967 ด้วยการจับจ้องไปยังพฤติกรรมอันหยาบช้าของเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำกับผู้ประท้วง จนเกิดเป็นจลาจลที่สูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา ด้วยการมีผู้เสียชีวิต 43 ราย บาดเจ็บอีกนับพัน และถูกจับกุมกว่าเจ็ดพันคน แน่นอนว่ามันกลายเป็นหนังที่สะท้อนประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าในอดีตของอเมริกาที่เต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่ออเมริกายังอยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีแนวโน้มจะออกนโยบายขวาตกขอบออกมาเป็นระยะๆ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Detroit ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือการแสดงอันละเอียดลออของ จอห์น โบเยกา และ วิลล์ โพลเตอร์ กับการรับบทเป็นผู้ถูกกระทำและผู้กระทำได้อย่างสมจริงสุดๆ นี่เอง

“เรื่องราวที่เกิดขึ้นในม่านรูดอัลเจียร์ (Algier Motel -เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงกับคนผิวสีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ) มันกระทบความรู้สึกฉันมากๆ” บิเกโลว์ว่า “มันคือเหตุการณ์ที่สำคัญแต่แทบไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ฉันจึงอยากเล่าเรื่องนี้ เพราะหนังมันเปิดพื้นที่สำหรับไดอะล็อก สร้างเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) ขึ้นมาได้ ในแอฟริกาใต้ มันมีการพูดคุยที่เต็มไปด้วยการประนีประนอม แต่ในอเมริกาไม่มีเลย”

เราอาจกล่าวได้ว่าลายเส้นในการทำหนังที่ชัดเจนของบิเกโลว์คือความดิบเถื่อนและรุนแรงของเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐในปฏิบัติการแต่ละอย่าง จนหนังส่วนมากของเธอ ไม่เพียงแต่ทำให้คนดูลุ้นระทึกตลอดเวลาสองชั่วโมงเท่านั้น หากแต่มันยังกระตุกให้เราตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ด้วย

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 15 ธันวาคม
Zero Dark Thirty (2012)
รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 1 person, text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ธันวาคม 2018