catopia Ten Years Thailand วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง สิงสู่

วิศิษฏ์ 2018 และความคลุมเครือของการเมืองในหนังไทย

Home / bioscope / วิศิษฏ์ 2018 และความคลุมเครือของการเมืองในหนังไทย

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

 

บังเอิญเหลือเกินที่หนังไทยสองเรื่องเข้าฉายตรงกันในโปรแกรม 13 ธ.ค. 2561 คือ ‘สิงสู่’ กับ Ten Years Thailand ดันมีชื่อผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง หากย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีก่อนก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้กับ ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ เมื่อ ‘ผีเลี้ยงลูกคน’ กับ ‘เดอะกิ๊ก 2’ เข้าฉายวันที่ 20 ก.ย. 2550 ตรงกันพอดี – สิงที่เกิดขึ้นกับทั้งวิศิษฏ์และธรธรคือ หนังทั้งสองเรื่องของพวกเขามีแนวทางแตกต่างกันชัดเจน ทว่าสำหรับวิศิษฏ์นั้น มันกลับมีถ้อยความบางอย่างที่เขาพยายามส่งสัญญาณมายังคนดูคล้ายกัน จนสมควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ชิ้นหนึ่ง ทั้งในฐานะหนังไทยที่พยายามพาตัวเองไปไกลเกินกว่าหนังกระแสหลักทั่วไป และการมีอยู่ของหนังทั้งสองเรื่องในบรรยากาศการเมืองที่ไม่ปกติ

ต้องยอมรับว่า ทั้ง ‘สิงสู่’ และ Catopia หนังสั้นที่วิศิษฏ์รับผิดชอบนั้นเป็นหนังที่ตอบโจทย์เพื่อความบันเทิงทั้งคู่ โดย ‘สิงสู่’ เล่าเรื่องในคืนหนึ่ง ณ สำนักลัทธิที่ห่างไกล ขณะกำลังทำพิธีเรียกวิญญาณของศพปริศนารายหนึ่ง จู่ๆ ก็มีวิญญาณเร่ร่อนเข้ามาสิงสู่ผู้คนในพิธีอย่างไร้การควบคุม ซึ่งหากมองเป็นหนังผีเรื่องหนึ่งมันก็มาพร้อมแนวคิดที่แข็งแรงและชัดเจน โดยเล่าเรื่องในสถานที่ปิดตายภายใต้การเปลี่ยนแปลงของ 7 ตัวละคร และดำเนินเรื่องไปอย่างไม่ซับซ้อน

“เราเปิดประตูให้พวกมันเข้ามาเอง” นั่นคือความผิดพลาดที่ ‘มนุษย์’ ใน ‘สิงสู่’ เผลอทำลงไป แต่หารู้ไม่ว่าการเปิดประตูเป็นปัจจัยหนึ่งของพิธีเรียกวิญญาณ ซึ่งนอกจาก ‘นายแม่’ (ทาริกา ธิดาทิตย์) ผู้เป็นทั้งประมุขของบ้านและการทำพิธีในครั้งนี้แล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าศพที่พยายามจะชุบชีวิตกลับมานั้นเป็นใคร และนายแม่ต้องการอะไรจากการเรียกวิญญาณในครั้งนี้ ทุกคนหลับหูหลับตาคล้อยตามเพียงเพื่อความสมบูรณ์แบบของพิธีกรรมตามประสงค์ของนายแม่ก็แค่นั้น นี่คือช่องโหว่ให้อำนาจที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาครอบครองสถานที่แห่งนี้โดยไร้ความชอบธรรม

เงื่อนไขในโลกจำลองของ ‘สิงสู่’ ที่วิศิษฏ์สร้างขึ้นมานี้เองที่เว้นช่องว่างให้ผู้ชมได้เติมเต็มด้วยจินตนาการสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะพบว่า การขับเคลื่อนเรื่องราวในพื้นที่ปิดตายนั้นสามารถสะท้อนสภาพของสังคมไทย โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครที่เกี่ยวโยงกันด้วยความเป็นครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงลำดับขั้นของศักดินาและการแสดงอำนาจต่อกันอย่างชัดเจน

ขณะที่ Catopia ใน Ten Years Thailand นั้น เล่าถึงมนุษย์ผู้ต้องอยู่ให้ได้ในโลกดิสโทเปีย ที่ถูกปกครองโดยมนุษย์แมว ส่วนมนุษย์นั้นกลายเป็นพลเมืองชั้นต่ำที่ถูกล่าได้ทันทีเมื่อจับสัญญาณได้ถึงการมีตัวตน สิ่งที่มนุษย์จะเอาตัวรอดได้ก็ต้องพรางตัวด้วยสเปรย์กลิ่นแมว และหากในกลุ่มมนุษย์แมวคิดจะทำร้ายพวกเดียวกันเองก็เพียงแค่พ่นสเปรย์กลิ่นมนุษย์ใส่ โลกของแมวใน Catopia จึงป่าเถื่อน และอยู่รอดได้ด้วยกฎหมู่

หากการเป็นมนุษย์ใน Catopia แทนค่าได้ด้วยวาทกรรมการสร้างความเป็นอื่นในสังคม ดังเหตุการณ์ล่าแม่มดในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง Catopia เลยเปรียบเสมือนภาพจำลองของเหตุการณ์เหล่านั้นบนโจทย์หลักของหนังชุด Ten Years คือการตั้งคำถามต่ออนาคตไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ความเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าคือราวกับว่าโลกดิสโทเปียของ Catopia นั้น แค่เป็นมนุษย์ก็ผิดแล้ว

ความสนุกในการดูหนังของวิศิษฏ์ยุคคสช.มันอาจไม่ใช่เรื่องตรงหน้าที่กำลังร่ายรำอยู่บนจอ ทว่ามันคือเรื่องที่เรามองไม่เห็น และสิ่งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนทำหนังคิดอย่างที่เราคิดหรือไม่? ความคลุมเครือราวกับไม่มีอยู่จริงแต่สัมผัสได้นั้น คงไม่ต่างกันนักกับการมีอยู่ของ ‘ผี’ ‘วิญญาณ’ และ ‘ปิศาจ’

ในหนังสั้นทั้ง 4 เรื่องของ Ten Years Thailand ดูเหมือนจะมีเพียง Song of Sunset ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ เท่านั้นที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาบนการตั้งสมมติฐานสิบปีข้างหน้าที่เห็นเค้าแห่งความจริงในปัจจุบันอย่างชัดเจน ด้วยมุมมองของ แก่น พลทหารหนุ่มที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการแทรกแซงงานศิลปะโดยไม่ได้ตั้งใจ และยืนเด่นเป็นภาพแทนของชนชั้นล่างในสายตาของผู้บังคับบัญชา ศิลปิน และผู้ชม โดยมิอาจต้านทานได้ ในขณะที่อีกสามเรื่องนั้นใช้เงื่อนไขแห่งความเป็นแฟนตาซี (Catopia) ความเป็นนามธรรมเหนือจริง (Planetarium – จุฬญาณนนท์ ศิริผล) และความคลุมเครือ (Song of the City – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เพื่อบอกเล่ามุมมองต่อประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้า ด้วยชีวิตของประชาชนภายใต้ระบบการปกครองบนพื้นฐานของสภาพสังคมในอดีตและปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องเล่าของคนตัวเล็กๆ ที่ถูกกดทับจากปัจจัยภายนอกทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นวัตถุดิบชั้นดีเสมอมาของนักทำหนังโลก ไม่ว่ามันจะเป็นหนังฮอลลีวูดระดับบล็อกบัสเตอร์ ไปจนกระทั่งหนังทุนต่ำตามเทศกาล แต่สิ่งที่ปรากฏทั้งใน ‘สิงสู่’ Ten Years Thailand รวมถึง ‘ดาวคะนอง’ ‘กระเบนราหู’ และอีกมากมาย อาจเป็นทางรอดบนเสรีภาพเท่าที่มีของนักทำหนังไทยในการจะเล่าความยากแค้นของมนุษย์ภายใต้ระบบอันเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าเรื่องเล่านั้นจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต

เมื่อใดก็ตามที่หนังไทยยังเป็นวัตถุที่ถูกจับจ้องจากภาครัฐเพื่อเฝ้าระวังท่าทีของนักทำหนัง มันย่อมผลักดันให้หนังไทยกลายเป็นความคลุมเครือหรือไม่ก็พาฝันอยู่ร่ำไป และไม่นำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างจริงจังได้เสียที ภูมิต่อความหลากหลายของภาพยนตร์ในกลุ่มผู้ชมหนังไทยจึงยังไม่สัมฤทธิ์ในห้วงยามนี้ รังแต่จะกลายเป็นชนวนแห่งการจำแนกลำดับชั้นของผู้ชมด้วยคำว่า ‘ดูรู้เรื่อง’ หรือ ‘ไม่รู้เรื่อง’ เพียงเท่านั้น

 

อ่านบทสัมภาษณ์ ‘เรารู้จักกันเพราะความจั*ไร’ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง X ตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส