Alfonso Cuaron netflix ROMA

กว่าจะเป็น ROMA ‘หนังส่วนตัว’ ของ อัลฟองโซ กัวร็อง ที่สั่นสะเทือนเวทีรางวัล

Home / bioscope / กว่าจะเป็น ROMA ‘หนังส่วนตัว’ ของ อัลฟองโซ กัวร็อง ที่สั่นสะเทือนเวทีรางวัล

“หนังเรื่องนี้อุทิศให้ ลิโบ”

หล่อนสาดน้ำลงบนพื้นในโรงรถเล็กแคบ ฟองฟอดพรายขึ้นมา หยิบไม้ถูพื้นกดลงขัดสิ่งสกปรกออก เสียงหมาเห่าอีกแล้ว และเสียงโทรศัพท์ด้วย อาเดลาบอกเธอว่าเฟร์มีนโทรศัพท์มาหาเธอ ชายหนุ่มคนนั้น… เสียงประตูหน้าบ้านเปิด เด็กชายพุ่งตัวเข้ามาหา หนึ่งวันอันยาวนานของหล่อนขยับขยายเคลื่อนตัวไปไม่สิ้นสุด

เราอาจจะกล่าวได้ว่า Roma หนังดราม่าเรื่องล่าสุดของ อัลฟองโซ กัวร็อง คือหนังที่ทะเยอทะยานมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา มันคือโปรเจ็กต์ที่กินเวลายาวนานตั้งแต่ปี 2006 เมื่อกัวร็องออกปากอยากทำหนังที่ย้อนกลับไปแตะอดีตและความทรงจำอันแสนเป็นส่วนตัวของเขา เขาจึงรับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับ รวมไปถึงกำกับภาพเมื่อ เอ็มมานูเอล ลูเบซกี ผู้กำกับภาพคู่บุญไม่สามารถมาร่วมปฏิบัติภารกิจได้ กัวร็องจึงต้องลงมือเอง จนมันกลายเป็นหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตที่เขากำกับภาพ และหากนั่นยังไม่มากพอ เขายังอาจหาญจะถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยภาพขาว-ดำด้วยกล้องดิจิตัลฟอร์แม็ต 65 มม. และมันได้พิสูจน์ศักดาของตัวเองครั้งใหญ่ เมื่อมันเป็นหนังเรื่องแรกที่เน็ตฟลิกซ์ยอมแหกกฎตัวเองที่ไม่เคยเอาหนังในค่ายตัวเองไปฉายในแพล็ตฟอร์มอื่น ต้องยอมให้ Roma ออกฉายโรงภาพยนตร์ ตามมาด้วยคลื่นความนิยมลูกใหญ่เป็นปรากฏการณ์เมื่อตั๋วหนังขายดีจนเน็ตฟลิกซ์ตัดสินใจเพิ่มรอบและโรงฉายทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในเม็กซิโก ประเทศบ้านเกิดของกัวร็องเอง

1.

Roma เล่าถึงเม็กซิโกในยุค 70 หนังจับจ้องไปยังชีวิตของ เกลโอ (ยาลิตซา อาปาริซิโอ) แม่บ้านของครอบครัวชนชั้นกลางอันประกอบด้วยยาย แม่ เหล่าลูกๆ ซึ่งกำลังโตของเธอ และพ่อที่เป็นนายแพทย์ซึ่งนานๆ ทีจะกลับบ้าน เกลโอคอยดูแลความเรียบร้อย ทำความสะอาด และดูแลเด็กๆ เป็นเสมือนหนึ่งสมาชิกของครอบครัวผู้เงียบเชียบไม่มีปากเสียง เธอเฝ้าดูความเป็นไปของผู้คนในบ้าน เด็กชายที่กำลังเริ่มโต แม่ที่เปราะบางและพังทลายทางอารมณ์ พ่อผู้ห่างเหินและรถฟอร์ดกาแล็กซี่คันโต

นี่คือหนังที่กัวร็องหยิบจับเอาความทรงจำและผู้คนในชีวิตของเขามาเรียงร้อยอย่างซื่อตรงและละเอียดอ่อน ตัวละครในเรื่องล้วนแล้วแต่มีชีวิตอยู่ในมุมหนึ่งมุมใดในอดีตของเขาเสมอ โดยเฉพาะเกลโล ตัวละครที่เขารังสรรค์เธอขึ้นมาจากพี่เลี้ยงในวัยเด็กของเขา –ลิโบเรีย ‘ลิโบ’ โรดริเกซ หญิงชาวมิกซ์เทค ชนพื้นเมืองของเม็กซิโก และเธอคือเจ้าของชื่อที่กัวร็องอุทิศหนังทั้งเรื่องให้

“เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของแต่ละฉากในหนัง มาจากความทรงจำส่วนตัวของผมเอง” กัวร็องเล่า “บางครั้งก็อย่างซื่อตรง หากบางครั้งก็บิดเบือนไปบ้าง มันคือห้วงเวลาที่ก่อร่างสร้างผมขึ้นมา และขณะเดียวกัน มันคือห้วงเวลาที่ประกอบชาตินี้ขึ้นมาด้วย มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงซึ่งกินเวลายาวนานในเม็กซิโก”

เม็กซิโกในยุค 70 คือช่วงเวลาที่ประเทศผันผวนอย่างหนักจากแรงเสียดทานทางการเมือง เมื่อสภาพเศรษฐกิจของเม็กซิโกเติบโตอย่างรวดเร็วจนถูกขนานนามว่าเป็นยุคที่แสนมหัศจรรย์  (El Milagro Mexicano) และสิ่งที่พุ่งสูงตามไปติดๆ คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้เม็กซิโกในอดีตและเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น Roma จึงไม่เพียงแต่เป็นหนังที่กัวร็องเล่าถึงความทรงจำของตัวเองเท่านั้น หากแต่มันยังเปิดเปลือยบาดแผลร่วมสมัยของประชาชนเม็กซิโกอย่างชัดเจนอีกด้วย เขาบอกว่ามีหลายส่วน หลายฉากในหนังที่เป็นเรื่องที่เขาเขียนขึ้นใหม่เพื่อนำมาประกอบ ร้อยเรียงเป็นเรื่องยาวเชื่อมร้อยเหตุการณ์ทางการเมืองและความรุนแรงในเม็กซิโก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตัวละครที่แทบจะไร้ใบหน้าในประวัติศาสตร์เหล่านี้นั้นล้วนได้รับผลกระทบ -ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม- จากเหตุการณ์เหล่านั้น

“สิ่งที่เราพยายามทำคือหาสมดุลย์ระหว่างเรื่องราวของตัวละครและบริบททางสังคม เพราะเรากำลังพูดถึงรอยแผลเป็นส่วนตัว เหตุการณ์นั้นมันเขย่าขวัญผมมาก อาจจะทั้งชีวิตผมเลยก็ได้ และมันยังคุกคามตัวละครทุกตัวที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ และเหตุการณ์ทางการเมืองที่ปรากฏในหนังนั้นคือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ เป็นแผลลึกทางจิตใจของประชาชนเม็กซิกัน”

“ตัวละครเหล่านี้มีชีวิตอยู่จริง เป็นผู้คนที่ผมรักเหลือเกิน ผมย้อนกลับไปไล่เรียงดูผ่านความทรงจำของตัวเอง ผ่านความซับซ้อนของอดีต และกลับไปพูดคุยกับคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น มีประสบการณ์แบบเดียวกับที่ผมเคยมี”

 

2.

หากแต่นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับอดีตและความทรงจำของตัวเองอย่างงดงามนัก เพราะมันหมายถึงการที่กัวร็องต้องมองบุคคลที่โอบล้อมชีวิตเขาด้วยสายตาอีกแบบ เพื่อแกะเกลาตัวละครในฐานะมนุษย์คนหนึ่งโดยปราศจากความรู้สึกของเขาเข้ามาข้องเกี่ยว หญิงสาวรักร้าวที่สามีตีจาก นายแพทย์ผู้เหินห่างกับลูกเมีย เด็กชายที่กำลังโตเป็นเด็กหนุ่ม พี่เลี้ยงเด็กชาวพื้นเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครที่กัวร็องสลักเสลาขึ้นมาจากการพูดคุยกับบุคคลในชีวิตจริง “การต้องเขียนตัวละครเกลโอขึ้นมา เป็นครั้งแรกที่ผมบังคับให้ตัวเองมองพี่เลี้ยงผมอย่างใกล้ชิดเพื่อมองเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อน ผู้หญิงคนมาจากชนชั้นที่เสียเปรียบทางสังคมอย่างรุนแรง และมาจากชนพื้นเมืองซึ่งถูกสังคมนี้ทอดทิ้ง”

“เขาถามข้อมูลไปเยอะแยะมากโดยไม่ได้บอกฉันด้วยนะว่าจะเอาไปทำอะไร” ร็อกริเกวซหรือ ‘ลิโบ’ ในวัย 74 เล่าถึงวันที่กัวร็อง -อดีตเด็กชายที่เธอเคยดูแลซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นคนทำหนังระดับโลก- โทรศัพท์มาหาเธอ “เขาถามฉันว่า ‘จำนี่ได้ไหมครับ ลิโบ ช่วยผมหน่อยนะ’

 

“แล้วจากนั้นมันก็เริ่มแปลกๆ แล้วเพราะเขาถามว่า ‘ลิโบ ตอนนั้นคุณใส่ชุดอะไรน่ะ เสื้อผ้าเป็นยังไง’ ทำนองนั้น และฉันไม่เคยนึกเลยจริงๆ …หนังเรื่องนั้นสร้างขึ้นจากเรื่องราวของฉันน่ะค่ะ” และเธอไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของเรื่องเท่านั้น กัวร็องให้เกียรติพี่เลี้ยงของเขาอย่างสูง ไม่เพียงอุทิศหนังทั้งเรื่อง หากแต่ยังให้โรริเกซมีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบทเป็นเธอ กระทั่งเมื่อกัวร็องเจออาปาริซิโอ หญิงสาวจากวาฮากา

“ผมหันไปคุยกับลิโบทันที” กัวร็องเล่า “ผมรู้จักเธอมาทั้งชีวิต รู้จักตัวตน รู้วิธียิ้มของลิโบ ตอนที่เจอกับหล่อน (อาปาริซิโอ) ผมเลยหวังว่าลิโบจะตอบตกลง”

 

3.

กัวร็องถ่ายทำหนังทั้งเรื่องในสถานที่จริง รวมถึงขนเอาเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านของตัวเองอีกกว่าครึ่งมาเข้าฉากด้วยการไปรวบรวมมาจากสมาชิกในครอบครัวที่กระจายตัวทั่วเม็กซิโก แคสติ้งนักแสดงที่หน้าตาคล้ายกันกับบุคคลในชีวิตจริงให้มากที่สุด

“ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังมันตรงกับเรื่องจริงเสียทั้งหมด แต่ทุกฉากที่มีคือทุกสิ่งที่ผมจำได้ ร่วมกันกับที่พูดคุยกับเกลโลตัวจริงด้วยว่าเธอจำอะไรได้บ้าง

ฉากหนึ่งในหนังที่แสนละเอียดอ่อนคือเมื่อ แม่บอกกับลูกๆ ของเธอให้เขียนจดหมายไปหาพ่อ -ที่อาจไม่กลับมาหาพวกเขาอีกแล้ว- ที่แคนาดา ให้อ้อนวอนเขาให้กลับมาหาครอบครัวซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น พร้อมกันนั้น เกลโอยืนอยู่ใกล้ๆ สารภาพว่าเธอกำลังตั้งท้องและหวาดระแวงว่าด้วยเรื่องนี้ เธออาจถูกไล่ออก

พี่เลี้ยงของกัวร็องและน้องชายของเขามาเยี่ยมกองถ่ายระหว่างที่กัวร็องถ่ายทำฉากนี้ “ผมยังคิดอยู่เลยว่า โอ้โห มากองถ่ายวันแรกก็มาเอาวันที่ถ่ายฉากนี้เลยนะ” กัวร็องเล่า “ผมถ่ายหนังต่อได้สักสองฉากมั้ง แล้วตอนที่เช็คฟุตเตจก็ให้พวกเขามาดูด้วยที่จอมอนิเตอร์ ผมเห็นพี่เลี้ยงร้องไห้หนักมากๆ เลยคิดว่า เหตุการณ์นี้คงเป็นความทรงจำที่เลวร้ายของเธอแน่ๆ หากแต่เปล่าเลย ตอนผมถามเธอว่าไหวไหม เธอบอกผมแค่ว่า ‘พวกเด็กๆ เหล่านั้นน่าสงสารจริงๆ’ เธอไม่ได้คิดถึงเรื่องตัวเองด้วยซ้ำ เธอคิดถึงแต่เหล่าเด็กๆ พวกนั้น หัวใจของเธอช่างงดงามจริงนะครับ”

4.

การเขียนเรื่องราวขึ้นจากความทรงจำอันเป็นส่วนตัวและแสนละเอียดอ่อนนั้นนับว่ายากแล้ว หากแต่กัวร็องทำให้มันเหนือไปอีกขั้นด้วยการเก็บบทหนังไว้กับตัว ไม่ได้มอบมันให้นักแสดงคนไหนกระทั่งก่อนเข้าฉากถ่ายทำ เขาจะส่งบทสั้นๆ ของฉากนั้นให้แต่ละคนไปอ่าน นั่งคุยกับนักแสดงแต่ละคนตัวต่อตัวอย่างช้าๆ ว่าพวกเขากำลังเป็นใคร รับรู้อะไรในชีวิตมาแล้วบ้าง “ฉะนั้น ในทุกวัน พวกเขาจึงเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับตัวละครของเขานั่นแหละ ซึ่งมันเหมือนกับชีวิตจริงของพวกเรานั่นแหละ พวกเขาแสดงไปตามสิ่งที่พวกเขาคิดและคาดหวัง บางคราวความคาดหวังเหล่านี้ของพวกเขาก็ได้รับการเติมเต็มสมบูรณ์ หากบางคราวมันก็น่าเบื่อและไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตรงกันข้ามกับความคาดหวัง มันจึงเป็นหนังที่เราคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย”

 

5.

และอย่างที่เรากล่าวไปแล้ว ความท้าทายอีกประการของหนังเรื่องนี้คือการที่กัวร็องกำกับภาพเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเขาเองไม่ได้คาดการณ์ไว้ ก่อนหน้านี้กัวร็องอยากให้ลูเบซกีมาร่วมงานด้วย หากตารางงานที่รัดรึงของฝ่ายหลังก็ทำให้เงื่อนไขนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ “การได้มากำกับภาพเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้ในกระบวนการถ่ายทำหนังเรื่องนี้เลย ชิโว (ชื่อที่กัวร็องใช้เรียกลูเบซกี) ติดงานถ่ายหนังเรื่องอื่นอยู่ แถมยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งด้วยจนเขามาถ่ายให้เราไม่ได้จริงๆ ตัวผมเองมักจะเข้มงวดในการเลือกร่วมงานกับผู้กำกับภาพคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชิโว ตอนที่เขาขอถอนตัวมันก็ใกล้จะเปิดกล้องแล้ว ผมเลยเหลือทางเลือกอยู่ไม่มากนักจริงๆ” และตัวกัวร็องเองไม่อยากจ้างช่างภาพที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลักเพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องแปลทุกอย่างจากภาษาสเปนอีกต่อหนึ่งเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในความทรงจำของตัวเอง

ดังนั้น เขาจึงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงเหลือเกินอย่างการกำกับภาพเอง

“เวลาทำงานกับชิโว เราพูดถึงการถ่ายช็อตต่างๆ และบล็อคกิ้ง ซึ่งมันมีรายละเอียดเยอะมาก แต่สุดท้ายผมจะปล่อยให้เขาทำงานของเขาไปเดี่ยวๆ ตัวผมหันไปโฟกัสในแง่อื่นๆ ของการถ่ายทำ” เขาว่า และทว่า ใน Roma นั้นกลับบีบให้เขาต้องทำทุกสิ่งที่ด้วยตัวเองเต็มขั้น “ผมถูกห้อมล้อมไว้ด้วยอดีตและเรื่องราวต่างๆ ซึ่งสำคัญกับงานสร้างมาก ด้านหนึ่งแล้ว เรื่องที่ว่าชิโวไม่อาจมากำกับภาพให้จึงกลายเป็นข้อดีของการทำหนังเรื่องนี้ไปโดยปริยาย”

อันที่จริงแล้ว ไอเดียการทำหนังขาวดำนั้นเป็นของกัวร็องซึ่งลูเบซกีเห็นแย้งอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะการใช้กล้องอเล็กซา 65 มม. ถ่าย ทั้งเขายังรู้สึกว่าการถ่ายทำด้วยภาพสีน่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งที่ทั้งสองมีโอกาสนั่งคุยกัน กัวร็องให้เหตุผลลูเบซกีไปว่า “ฉันไม่ได้อยากให้หนังมันดูย้อนยุคซึ่งมันทำให้หนังดูแก่นี่นา แต่อยากทำหนังปัจจุบันที่มองย้อนกลับไปยังอดีตต่างหาก แล้วนี่ก็ไม่ใช่สีขาวดำที่ดูย้อนยุค แต่เป็นสีขาวดำแบบร่วมสมัย ซึ่งสีขาวดำน่ะเป็นดีเอ็นเอหลักของภาพยนตร์เลยนะ”

“นอกจากต้องตั้งกล้อง คุยกับนักแสดงแล้ว นายเอาเวลาที่ไหนไปจัดแสง” ลูเบซกีถาม

“เรื่องพื้นๆ เลย เราตั้งหลักกันที่ห้องอาหาร ตัวฉันเองรู้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายช็อตไหนยังไง ในคืนก่อนวันถ่ายทำจริง เราลองสร้างแสงเงาขึ้นมาก่อน มีทีมงานเสริมที่ทำงานล่วงเวลามาติดตั้งระบบไฟให้ การต้องเป็นผู้กำกับภาพบังคับให้ฉันต้องอยู่หน้าเซ็ตถ่ายทำตลอดทั้งวัน ก็ตอนที่เราทำงานด้วยกัน ฉันก็ไปในมุมของฉัน ต้องไปตรงนั้นตรงนี้ แต่พอต้องมากำกับภาพเองก็เจอช่วงเวลาหายนะเยอะเลย บ่อยครั้งที่ฉันสงสัยว่า ‘นี่ชิโวจะทำยังไงกับมันนะ’ ด้วยล่ะ”

 

6.

หล่อนอยู่ที่นั่น บนชายหาดกับครอบครัวที่หล่อนดูแล โอบกอดพวกเขาและถูกพวกเขาโอบกอดภายใต้แสงอาทิตย์อุ่นร้อนที่ทาทับลงมา ฟองคลื่นพราย หายลับและวนกลับมาใหม่ ฉากนั้นคล้ายว่าจะเป็นสิ่งที่กัวร็องยืนยันทุกครั้งเมื่อเขาให้สัมภาษณ์ถึงพี่เลี้ยงของเขาในชีวิตจริง

“เธอคือส่วนหนึ่งของครอบครัวของเรา หรือไม่ก็ พวกเรานั่นแหละที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอ”