2001: A Space Odyssey Mise-en-scène ROMA The Cabinet of Dr. Caligari Tokyo Story We Need To Talk About Kevin

รู้จักเทคนิค Mise-en-scène ผ่าน 5 หนังเด่นหลากสัญชาติ!

Home / bioscope / รู้จักเทคนิค Mise-en-scène ผ่าน 5 หนังเด่นหลากสัญชาติ!

ในโลกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย ‘ภาษาหนัง’ ซึ่งถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวอันหลากหลายนั้น หนึ่งในเทคนิคยอดนิยมที่คนทำหนังมักเลือกใช้กัน ก็คือ Mise-en-scène (มิส-ซ็อง-แซน) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ‘การจัดวางในฉาก’ หรือก็คือเทคนิคในการ ‘จัดวางองค์ประกอบภาพ’ เพื่อสื่ออารมณ์และความหมายที่แตกต่างกันนั่นเอง

โดยนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนทำหนังจากทั่วทุกมุมโลกได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับเรื่องเล่าของตนอย่างน่าสนใจ …เราจึงอยากพาคุณไปรู้จักกับ Mise-en-scène ให้มากขึ้นอีกสักนิด ผ่าน 5 หนังเด่นหลากสัญชาติเหล่านี้

The Cabinet of Dr. Caligari (1920, โรเบิร์ต วีเนอ)

ในหนังเงียบสยองขวัญยุคบุกเบิกจากสำนัก German Expressionism ที่ว่าด้วยกองทัพเยอรมันที่เข้าควบคุมประชาชนให้ออกก่อการร้ายในยามที่พวกเขาหลับใหลเรื่องนี้ เทคนิค Mise-en-scène ได้ถูกนำมาใช้กับงานสร้างที่ดูเหนือจริงราวกับ ‘ภาพวาด’ โดยเป็นการจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดในเฟรมภาพ (ฉาก, แสง, ตัวละคร) ให้ออกมาดูมืดหม่น มีคอนทราสต์แบบขาวจัดดำจัด และมีเหลี่ยมมุมที่ดูบิดเบี้ยวเกินจริง ทั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนถึงบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจของเรื่องราว และเสียดสีความโหดร้ายของสังคมเผด็จการจากยุคสงครามด้วยงานภาพสุดหลอกหลอนดังกล่าว

Tokyo Story (1953, ยาสุจิโระ โอสุ)

โอสุ คือปรมาจารย์แห่งความง่ายงามของวงการ-ทั้งหนังญี่ปุ่นและหนังโลก-ที่มักใช้งานภาพอันเรียบเรื่อยในการบอกเล่าเรื่องราว ซึ่งส่วนใหญ่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความขัดแย้งของคนในครอบครัวที่ต่างช่วงวัย ดังจะเห็นได้ชัดจากผลงานมาสเตอร์พีซที่ใครๆ พากันยกย่องอย่าง Tokyo Story ที่สะท้อนภาพความสัมพันธ์หวานปนขมระหว่างคนรุ่นพ่อกับรุ่นลูก ผ่านการถ่ายภาพตัวละครด้วยช็อตมุมต่ำในระดับเอว (หรือที่เรียกว่า Tatami shot) เพื่อให้ผู้ชมตั้งใจจับจ้องการกระทำและคำพูดของบุคคลในเฟรมภาพ ซึ่งเมื่อนำมาประกอบเข้ากับเทคนิค Mise-en-scène หรือการจัดองค์ประกอบภาพแล้ว ก็ยิ่งสะท้อนถึง ‘การอยู่ร่วมกัน แต่กลับดูเหินห่าง’ ของคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

2001: A Space Odyssey (1968, สแตนลีย์ คูบริค)

เทคนิค Mise-en-scène ยังถูกนำมาใช้ในหนังไซ-ไฟคลาสสิกเรื่องนี้ของผู้กำกับบ้าพลังชาวอเมริกันอย่างคูบริคด้วยเช่นกัน สืบเนื่องมาจากเนื้อหาที่ว่าด้วยการเดินทางกลางอวกาศอันน่าระทึกของนักบินหนุ่มและการเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ทั้งจากปัญญาประดิษฐ์ประจำอย่าง HAL 9000 ที่มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง ไปจนถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่อธิบายไม่ได้ในจักรวาล ซึ่งหลายครั้ง การจัดวางองค์ประกอบภาพอันเวิ้งว้าง ว่างเปล่า และมืดมัวไม่น่าไว้ใจ มักถูกนำมาใช้ถ่ายทอดถึง ‘ความโดดเดี่ยว’ และ ‘ความไม่ปลอดภัย’ โดยเฉพาะฉากท้ายๆ ภายในยานดิสคัฟเวอรีวัน ที่เฟรมภาพถูกจัดวางให้แคบเข้า พร้อมเคลือบฉาบด้วยสีแดง เพื่อสื่อสารถึงอันตรายและความกดดันที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่

We Need to Talk About Kevin (2011, ลีนน์ แรมเซย์)

เมื่อผู้กำกับหญิงจากสก็อตแลนด์อย่างแรมเซย์มีพื้นเพมาจากการเป็นช่างภาพ ฉะนั้นแล้ว ผลงานภาพยนตร์ทุกเรื่องของเธอจึงเน้นการเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นหลัก และ Mise-en-scène ก็คือเทคนิคหนึ่งที่โดดเด่นในงานของเธอ ยกตัวอย่างเช่นหนังดราม่าจิตวิทยาเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยการตอบโต้กันไปมาระหว่างแม่ผู้เย็นชา (ทิลดา สวินตัน) และลูกชายผู้หลงใหลความรุนแรง (เอซรา มิลเลอร์) มีอยู่หลายฉากที่การจัดวางองค์ประกอบภาพเข้ามาช่วยสื่ออารมณ์แทนตัวละครทั้งคู่ที่มักไม่แสดงออกต่อหน้ากล้องอย่างตรงไปตรงมา หนังจึงใช้การเล่นกับแสง สี หรือแม้แต่เงาสะท้อน บนใบหน้าของตัวละครเข้ามาช่วย เช่น ในหลายฉากที่ตัวละครแม่รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยที่ตนได้รับจากลูกชาย เป็นต้น

Roma (2018, อัลฟองโซ กัวร็อง)

หนังเม็กซิกันเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลเวนิซปีนี้ ที่เพิ่งเข้ารอบรองสุดท้ายของออสการ์ในสาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปหมาดๆ ซึ่งเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสาวใช้กับครอบครัวใหญ่ของนายจ้างในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับปัจเจกและสังคม โดยในการถ่ายภาพขาวดำด้วยกล้องอเล็กซาในฟอร์แม็ต 65 มม. ที่กัวร็องเป็นคนลงมาทำเองนี้ เทคนิค Mise-en-scène จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญประการหนึ่งในการเล่าเรื่องของ Roma ผ่านเฟรมภาพ-ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยของเหล่าตัวละครและฉากหลัง-อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งผู้ชมสามารถกวาดตาสังเกตถึงอารมณ์ความรู้สึกและความหมายที่ซุกซ่อนของแต่ละฉากผ่านรายละเอียดต่างๆ ในเฟรมภาพหนึ่งได้อย่างไม่รู้จบ