Sacco & Vanzetti The Dark Knight Rises The Exterminating Angel The Purge : Anarchy V for Vendetta

อนาธิปไตยในหนังโลก: สังคมไร้กฎเกณฑ์ที่หลายคนถวิลหา

Home / bioscope / อนาธิปไตยในหนังโลก: สังคมไร้กฎเกณฑ์ที่หลายคนถวิลหา

“ไม่ใช่ว่าประชาชนต้องกลัวรัฐบาล …แต่รัฐบาลต้องกลัวประชาชน”

ประโยคจาก V for Vendetta (2005, เจมส์ แม็กเทียก) ดูเหมือนจะสรุปสถานะของ ลัทธิอนาธิปไตย  (Anarchism) ได้ดีที่สุดครั้งหนึ่ง โดยใจความของมันแล้ว อนาธิปไตยคือปรัชญาทางการเมืองที่ยึดถือว่ารัฐเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และสนับสนุนสังคมที่ปราศจากรัฐ ผู้คนจะอยู่กันได้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นสังคมอย่างสมัครใจโดยไม่มีชนชั้นและเปี่ยมไปด้วยเสรีภาพ

แนวคิดนี้ดูเหมือนจะปรากฏร่องรอยอยู่ในหนังหลายๆ เรื่อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ต่างบอกเล่าถึงภาวะการปกครองแบบไร้รัฐ ไปจนถึงบทบาทการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต่อต้านการปกครอง

 

V for Vendetta

หนังสร้างขึ้นจากคอมิกชื่อเดียวกันของ อลัน มัวร์ และ เดวิด ลอยด์ จับจ้องไปยังสังคมล่มสลายในอนาคตปี 2020 (…ใกล้แล้วสินะ) สหราชอาณาจักรตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบฟาสซิสต์ที่ส่งนักโทษและคนเห็นต่างทางการเมืองเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน และภายใต้การปกครองนี้ เกิดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอย่างลับๆ ในนาม V ผู้สวมหน้ากากกาย ฟอกส์ -ชายชาวอังกฤษที่ออกต่อต้านการปกครองในปี 1605 ด้วยการพยายามวางระเบิดสภาขุนนางในกรุงลอนดอน- ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเป็นชนวนสำคัญในการล้มล้างการปกครองของรัฐบาลเผด็จการ ด้วยการย้ำเตือนว่า พลังประชาชนนั้นแข็งแรงและทรงพลังเกินกว่าที่รัฐบาลจะมองข้าม และมันได้กลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงอย่างมากทันทีที่ออกฉาย ในแง่เป็นหนังเสียดสีการเมืองโดยตรง และหน้ากาก V ที่ปรากฏในหนังได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการต่อต้านการกดขี่ไปโดยปริยาย

พลังของหนังยิ่งใหญ่แค่ไหน พิสูจน์ได้จากการที่ครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยในช่วงราวปี 2013

 

Sacco & Vanzetti (1971, กีเลียโน มอนตาลโด)

หนังชีวประวัติที่ส่งมอนตาลโดชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ขณะที่ ริกการ์โด คุกเซียลลา นักแสดงนำของเรื่องคว้านักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเดียวกันนี้ได้ โดยหนังเล่าถึงปี 1920 เมื่อ ผู้อพยพชาวอิตาลีที่มีแนวคิดนิยมระบอบอนาธิปไตยสองรายอย่าง นิโคลา ซักโก (คุกเซียลลา) บาร์โตโลเมโอ แวนเซ็ตติ ถูกพิพากษาให้โดนประหารชีวิตจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งที่ส่งพวกเขาสู่ความตายภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาลสหรัฐฯ คือแนวคิดของพวกเขาต่างหาก และนี่นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์อัปยศของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของอิตาลี

 

The Exterminating Angel (1962, หลุยส์ บุนเยล)

หนังบ้าพลังสุดขีดของบุนเยล คนทำหนังสัญชาติสเปนที่ได้ชื่อว่ามีแนวคิดซ้ายจัดมาแต่ไหนแต่ไร จนครั้งหนึ่งฟิล์มหนังของเขาถูก นายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก จอมเผด็จการของสเปนซึ่งปกครองประเทศช่วงนั้นสั่งเผาทิ้งแทบไม่เหลือดี (แต่ยังดีที่ฟิล์มเหล่านั้นมีสำเนาอยู่บ้างและถูกส่งมายังฝรั่งเศสอย่างปลอดภัย) และนี่คือหนังที่บุนเยล ‘ฟาดไม่เลี้ยง’ ใส่บรรดาชนชั้นกลางและชนชั้นปกครองในประเทศ โดยเขาเล่าถึงเหตุการณ์ชวนพิศวงที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงของเหล่าคนหนุ่มสาวที่แต่งงานหรูหราภายใต้การเชื้อเชิญของ เอ็ดมุนโด (เอ็นริเก รัมบัล) พวกเขากินอาหารด้วยกัน เปิดเพลงบรรเลงไพเราะ และไม่ทันได้ระวังตัวเลยว่าคนรับใช้ค่อยๆ หายตัวไปทีละคนสองคน พวกเขาปาร์ตี้อยู่เช่นนั้นจนกระทั่งรุ่งสางและเตรียมตัวกลับบ้าน หากแต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจออกไปจากห้องนั้นได้ สภาพภายในบ้านจึงค่อยๆ กลายจากการรวมตัวกันของคนผู้สุภาพ กลายไปสู่โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาเมื่อทุกคนพบว่าถูกขังอย่างไร้เหตุผล ธาตุแท้เริ่มปรากฏเมื่อพวกเขาตกอยู่ในภาวะกดดันและตึงเครียดสุดขีดจนเริ่มทำร้ายกันและกันทีละคน

สิ่งที่บุนเยลวิพากษ์อย่างรุนแรงในหนังเรื่องนี้คือความจอมปลอมของชนชั้นนำที่ปกครองชนชั้นล่างอยู่ และฉากของการที่เจ้าหน้าที่รัฐบุกเข้ามาปราบปรามความวุ่นวายที่เกิดจากการเผยให้เห็น ‘ใบหน้าที่แท้จริง’ ของพวกเขาคือสัญญะที่บุนเยลตั้งใจใส่ไว้ในหนังที่ส่งเขาชิงรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เรื่องนี้

 

The Purge: Anarchy (2014, เจมส์ เดอโมนาโค)

หนังภาคต่อของ The Purge (2013, เดอโมนาโค) ที่สร้างขึ้นหลังจากภาคแรกประสบความสำเร็จท่วมท้น และ Anarchy กวาดเงินไปทั้งสิ้น 119 ล้านเหรียญฯ จากทุนเพียง 9 ล้านเหรียญฯ หนังเล่าถึงสังคมสุดโต่งน่าขนลุกขนพองของอเมริกาปี 2023 ที่อนุญาตให้ทุกปี มีหนึ่งคืนที่ให้คนออกมาไล่ล่า ฆ่ากันเองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาชญากรรมประเภทอื่นๆ เพื่อลดประชากรและอัตราการว่างงาน แน่นอนว่านี่เป็นไอเดียอันสุดโต่งที่เดอโมนาโคพูดถึงสังคมที่ไร้กฎเกณฑ์ หากแต่มันก็น่าสนใจที่เขาเลือกจะบอกเล่าความสุดโต่งของข้อกฎหมายนี้ว่ามาจากการบังคับใช้ของรัฐบาล หาได้มาจากการเคลื่อนไหวของเหล่าประชาชนแต่อย่างใด

 

The Dark Knight Rises (2012, คริสโตเฟอร์ โนแลน)

ภาคสุดท้ายของไตรภาคแบตแมนโดยโนแลน เมื่อนางแมวป่าเข้ามาคุกคามความสุขสงบของเมืองก็อตแธมที่แบตแมน (คริสเตียน เบล) คอยดูแล หากแต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับการเข้ามาเยือนของ เบน (ทอม ฮาร์ดี) ชายปริศนาสวมหน้ากาก ที่ทำให้กฎหมายและการปกครองในเมืองล่มสลายทันตาเห็น สิ่งที่ทำให้ The Dark Knight Rises (รวมไปถึงหนังอีกสองภาคของแฟรนไชส์นี้) ของโนแลนถูกพูดถึงอย่างมากคือการที่มันยกระดับหนังซูเปอร์ฮีโร่ครั้งใหญ่ที่พวกเขาไม่เพียงแต่เผชิญหน้าวายร้ายเพื่อปราบปรามแล้วจบสิ้น หากแต่ในภาคนี้ แบตแมนยังต้องเผชิญหน้ากับเมืองและผู้คนภายหลังการทำลายล้างของเบนและพรรคพวก ที่อยู่ในสภาพพ้นไปจากการปกครองดูแลของรัฐ

ตัวเบล ในฐานะที่รับบทเป็นแบตแมนเองยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับเขาแล้วแบตแมนมีลักษณะของคนที่นิยมลัทธิอนาธิปไตยไม่น้อย “สำหรับผม แบตแมนเป็นพวกอนาธิปไตยและมีจิตวิญญาณเสรีมาก และรู้ดีด้วยว่าชีวิตเขากับศัตรูเป็นเส้นขนานกันเพราะชีวิตมันไม่เคยแน่นอนเลย คุณต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มัน(ความสงบนิ่ง)มา”