Ezra Miller Joaquin Phoenix Lynne Ramsay Morvern Callar Ratcatcher Tilda Swinton We Need To Talk About Kevin You Were Never Really Here

“การเป็น ‘คนทำหนัง’ ก็เหมือนกับการเป็น ‘นักจิตวิเคราะห์’” : ตีแผ่มนุษย์ผ่านเฟรมภาพแบบ ลีนน์ แรมเซย์

Home / bioscope / “การเป็น ‘คนทำหนัง’ ก็เหมือนกับการเป็น ‘นักจิตวิเคราะห์’” : ตีแผ่มนุษย์ผ่านเฟรมภาพแบบ ลีนน์ แรมเซย์

แม้ตลอดเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา คนทำหนังหญิงจากสก็อตแลนด์วัย 49 อย่าง ลีนน์ แรมเซย์ จะมีผลงานหนังยาวมาเพียงแค่ 4 เรื่องเท่านั้น คือ Ratcatcher (1999), Morvern Callar (2002), We Need to Talk About Kevin (2011) และ You Were Never Really Here (2017) ทว่าชื่อชั้นของเธอกลับเป็นที่พูดถึงไปทั่วทั้งวงการหนังโลก แถมยังถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘คนทำหนังยอดฝีมือแห่งยุคสมัย’ เสียด้วยซ้ำ เพราะความที่หนังทุกเรื่องของเธอสามารถเล่าเรื่องและถ่ายทอดบรรยากาศอันรวดร้าวหลอกหลอนผ่าน ‘งานภาพ’ กึ่งจริงกึ่งฝัน(ร้าย)ได้อย่างเอกอุ – ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เมื่อเธอให้สัมภาษณ์ว่าการทำหนังเพื่อถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในแบบฉบับของเธอนั้น เปรียบได้กับการเป็น ‘นักจิตวิเคราะห์’ ที่กำลังพยายามส่องสำรวจและตีแผ่จิตใจของตัวละครเหล่านั้นอยู่กลายๆ …เพราะนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เป็น ‘คนทำหนัง’ ที่มีสายตาอันน่าทึ่งสำหรับเราเสมอมา

แรมเซย์กับ ฮัวคิน ฟีนิกซ์ นักแสดงนำใน You Were Never Really Here หนังเรื่องล่าสุดของเธอ

แรมเซย์หลงใหลศาสตร์การถ่ายภาพมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นสาวสะพรั่งและเรียนจบด้านภาพยนตร์/โทรทัศน์ในช่วงกลางยุค 90 นอกจากนี้ เธอยังขยันทดลองทำหนังสั้นและชนะรางวัลเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น Small Deaths (1996) หนังจบการศึกษา-ว่าด้วยภาพชีวิตของเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงคนละแบบ-ที่เธอทั้งกำกับและถ่ายเอง (Jury Prize จากคานส์), Kill the Day (1996) หนังที่ถ่ายทอดภาพความนึกคิดอันยุ่งเหยิงของคนติดเฮโรอีน (Special Jury Award จากแกลร์มงต์แฟร์ร็องต์) หรือ Gasman (1997) หนังที่เล่าถึงเด็กสาวที่พบว่าพ่อมากับเด็กๆ คนอื่นในคืนวันคริสต์มาส (รางวัลเดิมจากคานส์และหนังสั้นยอดเยี่ยมจากเวที BAFTA สาขาสก็อตแลนด์) – ซึ่งผลงานเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่การทำหนังยาวของเธอในเวลาต่อมา “ฉันเป็นช่างภาพมาก่อน และเมื่อคุณทำงานแบบนั้นมาก่อน คุณเลยมักจะคิดอะไรออกมาเป็นภาพน่ะค่ะ” เธอว่า

หนังยาวสองเรื่องแรกของแรมเซย์ล้วนสร้างชื่อเสียงให้เธอในฐานะของคนทำหนังแถวหน้า เริ่มจาก Ratcatcher ที่เล่าถึง เจมส์ (วิลเลียม อีดี) เด็กชายที่มีชีวิตอยู่กับครอบครัวท่ามกลางกองขยะในเมืองกลาสโกว์ยุค 70 และการทำให้เพื่อนจมน้ำตายโดยไม่ตั้งใจก็ทำให้เขาติดอยู่กับความรู้สึกผิดนับจากนั้น – ซึ่งแรมเซย์ใช้บทสนทนาอันน้อยนิด ประกอบเข้ากับงานภาพหม่นงามที่มาช่วยสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกอันขึ้นๆ ลงๆ ของเจมส์ผ่านสภาพแวดล้อมรอบตัวของเขา-จากห้องหับอันอุดอู้ถึงทุ่งหญ้าอันเหลืองอร่าม-แทน จนได้เข้าสาย Un Certain Regard ที่คานส์ และเดินสายคว้ารางวัลมามากมาย โดยเฉพาะรางวัลที่มอบให้ฝีมือการกำกับของเธอเอง (อนึ่ง แรมเซย์ยังแสดงเป็นแม่ของเด็กเจมส์ในหนังเองด้วยนะจ๊ะ)

ขณะที่ผลงานลำดับที่สองอย่าง Morvern Callar -อันเป็นหนังเรื่องแรกที่เธอดัดแปลงเรื่องจากนิยาย (ของ อลัน วอร์เนอร์) ก่อนจะทำเช่นเดียวกันนี้ในหนังอีกสองเรื่องถัดมา ซึ่งทั้งหมดเป็นการดัดแปลงแบบไม่ยึดติดต้นฉบับมากนัก- ก็ช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ในหนังของเธอที่มักพูดถึงความตาย ความรู้สึกผิดบาป และความเศร้าโศกของมนุษย์ ภายใต้บทสนทนาอันสั้นกระชับและชุดเหตุการณ์อันล่อแหลม ทั้งในแง่ของเซ็กซ์และความรุนแรง โดยใช้งานภาพ งานเสียง (เช่น ดนตรีของ Aphex Twin, Velvet Underground) และองค์ประกอบอื่นๆ มาช่วยสร้างบรรยากาศและ/หรือสื่อความเป็นหลัก โดยเรื่องนี้เป็นการเล่าถึงชีวิตอันล่องลอยของ มอร์เวิร์น คัลลาร์ (ซาแมนธา มอร์ตัน) -หลังพบว่าแฟนหนุ่มของเธอที่ฆ่าตัวตายในวันคริสต์มาสได้ทิ้งเงิน มิกซ์เทป กับต้นฉบับนิยายที่เขียนเสร็จแล้วไว้ให้ดูต่างหน้า- ให้ออกมา ‘กึ่งจริงกึ่งฝัน’ ในหลายๆ ฉาก เพื่อสะท้อนความรู้สึกอันผสมปนเปของตัวเอกที่มีต่อความตายของคนรัก จนหนังได้เข้าชิงถึง 7 รางวัลจาก British Independent Film Award (BIFA) รวมถึงการแสดงของมอร์ตัน-ที่เป็นผู้ชนะ-ด้วย

We Need to Talk About Kevin คือหนังเรื่องถัดมาที่แม้จะทิ้งช่วงห่างไปนานเกือบสิบปี (เพราะแรมเซย์มัวแต่ไปยุ่งขิงกับโปรเจ็กต์ The Lovely Bones ที่สุดท้ายก็ถูก ปีเตอร์ แจ็คสัน คว้าตำแหน่งผู้กำกับไป เพราะเธอกับทางค่ายมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในแนวทางการดัดแปลง) แต่ก็กลายเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เธอได้ชิงปาล์มทอง ซึ่งแรมเซย์เล่าเรื่องของ อีวา (ทิลดา สวินตัน) หญิงสาวเย็นชาผู้ต้องรับมือกับการมีลูกอย่าง เควิน (เอซรา มิลเลอร์) พร้อมเผชิญกับด้านที่รุนแรงจนถึงขั้นออกสังหารหมู่เพื่อนร่วมชั้นของเด็กหนุ่มคนนี้ (ดัดแปลงจากนิยายของ ไลโอเนล ชไรเวอร์) ภายใต้งานภาพ แสง สี (ซึ่งส่วนใหญ่คือ สีแดงที่ดูราวกับ ‘เลือด’) เสียงที่สะท้อนความ ‘โกรธเกรี้ยว’ ต่างรูปแบบของสองตัวละครนี้ออกมาได้อย่างลึกล้ำเปี่ยมสไตล์ จนสวินตันถึงกับเอ่ยชมแรมเซย์ว่า “เธอคือหนึ่งในผู้กำกับ-ผู้รังสรรค์หนังประเภทที่ ‘จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าเธอไม่ได้เป็นคนทำ’-ที่หาได้ยากยิ่ง”

หนังสั้นเรื่องล่าสุดในรอบหลายปีของเธออย่าง Swimmer (2012) ยังได้เข้าชิง BIFA และชนะ BAFTA จากการเล่าเรื่องเชิงเปรียเปรยของหนุ่มนักว่ายน้ำคนหนึ่งที่ว่ายข้ามแม่น้ำไปทั่วเกาะอังกฤษ ซึ่งถือเป็นการทดลองผ่านภาพ(ขาว-ดำ)และเสียง(ดนตรี/เสียงพูด)ที่สร้างผลลัพธ์อันทรงพลังอีกชิ้นหนึ่ง

หลังจากที่แรมเซย์ต้องเสียเวลาชีวิตไปกับการพัฒนาโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้สร้างหรือได้สร้างแต่เธอกลับถอนตัวอย่าง Jane Got a Gun หนังผู้หญิงล้างแค้นได้ นาตาลี พอร์ตแมน มานำแสดง และ Moby-Dick เวอร์ชั่นท่องอวกาศอยู่อีกหลายปีถัดจากนั้น เธอก็ได้โอกาสกลับมาเปล่งประกายอีกครั้งในหนังเรื่องล่าสุดเมื่อปีก่อนอย่าง You Were Never Really Here ที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับตัวละครที่มีชีวิตอยู่กับความรุนแรงอย่าง โจ (ฮัวคิน ฟีนิกซ์) นักฆ่ารับจ้างวัยกลางคนผู้มีปมชีวิตที่ต้องจับพลัดจับผลูไปช่วยเด็กสาวที่ถูกล่อลวง (ดัดแปลงจากนิยายสั้นของ โจนาธาน เอมส์) – ซึ่งแรมเซย์ก็สามารถเล่ามันออกมาได้อย่างหดหู่ นิ่งน้อย แต่ทรงพลังราว ‘นิยายภาพ’ ชั้นดี (โดยมีดนตรีรสนิยมบรรเจิดของ จอนนี กรีนวูด แห่ง Radiohead มาช่วยสร้างบรรยากาศอันหน่วงหนัก) โดยที่ไม่จำเป็นต้องฉายภาพรุนแรงแบบโต้งๆ “ฉันไม่อยากแสดงภาพความรุนแรงแบบที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ฉันมักจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังความรุนแรง” เธออธิบาย “แต่แปลกดีที่คนมองว่ามันกลับรุนแรงกว่าที่เป็นเสียอีก” โดยหนังได้รางวัล ‘บทยอดเยี่ยม’ และ ‘นักแสดงชายยอดเยี่ยม’ (ฟีนิกซ์) ในสายประกวดหลักจากคานส์มาในที่สุด

อย่างไรก็ดี ตอนนี้แรมเซย์กำลังเตรียมก้าวออกจากเงื้อมเงาของหนังโลกหม่นที่เธอคุ้นเคยดูบ้าง “ฉันกำลังทำหนังตลกเป็นเรื่องถัดไปนะ” เธอว่า “มันน่าจะสนุกดี เพราะฉันคิดว่าหนังตลกมันทำยากจะตายไป มันเป็นสิ่งที่ท้าทายสุดๆ ไปเลยนะที่จะทำให้คนหัวเราะได้เนี่ย” …แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน เราก็เชื่อเหลือเกินว่า เธอจะกลับมาพร้อมกับงานที่น่าทึ่งเหมือนที่เคยเป็นมานั่นแหละ