2001: A Space Odyssey Stanley Kubrick Steve Jobs

‘ฝัน…ที่เป็นจริง’ : 4 งานดีไซน์บันดาลเทคโนโลยีของ 2001: A Space Odyssey

Home / bioscope / ‘ฝัน…ที่เป็นจริง’ : 4 งานดีไซน์บันดาลเทคโนโลยีของ 2001: A Space Odyssey

โดย พัทธดนย์ สิริอมราพร

 

คงไม่ผิดนักหากเราจะเรียกช่วงทศวรรษที่ 1960 ว่าเป็น ‘ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ เพราะนวัตกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกในขณะนั้นต่างพากัน ‘วิวัฒน์’ ไปข้างหน้าด้วยความฉับไว ราวกับการอำนวยความสะดวกให้ชีวิตมนุษย์คือหมุดหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1965 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังนั่งฮัมเพลงธีมหนัง The Sound of Music อยู่นั้น นักเทคโนโลยีอวกาศชาวอเมริกันก็ได้ฝึกปรือศาสตร์ของการเชื่อมต่อยานอวกาศจนเชี่ยวชาญ และในขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับเรื่องราวความรักจาก Doctor Zhivago ดาวเทียม Early Bird -ที่จะมาพลิกโฉมการสื่อสารโทรคมนาคมในเวลาต่อมา- ก็ได้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร (นี่ยังไม่นับรวมการโหมประโคมข่าวว่า มนุษย์จะได้ไป ‘เหยียบดวงจันทร์’ ภายในสิ้นทศวรรษ 60 – ซึ่งก็เป็นความจริงจนได้ในปี 1969!) จนดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะสามารถเหนี่ยวรั้งมนุษยเราได้ในโมงยามนั้นได้อีกต่อไป …แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่ามนุษยชาติจะเป็นอย่างไรเมื่อศตวรรษที่ 21 สิ้นสุดลง? และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่?

คูบริคกับคลาร์ค

ในปีเดียวกันนั้น ณ สตูดิโอถ่ายหนังแห่งหนึ่งในเมืองฮาร์ตฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ บุรุษสองคนกำลังพยายามสุดแรงเกิดที่จะค้นหาคำตอบให้กับคำถามข้างต้น ชายสองคนนั้นก็คือ สแตนลีย์ คูบริค ผู้กำกับชาวอเมริกัน และ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ค นักเขียนแนวไซ-ไฟชาวอังกฤษ ที่กำลังร่วมกันสร้างหนังเรื่องใหม่ที่มีชื่อว่า 2001: A Space Odyssey และหมายมั่นปั้นมือให้ทัศนะต่อโลกอนาคตที่พวกเขาถ่ายทอดลงในหนังกลายเป็นความจริงในสักวัน และสตูดิโอต้นสังกัดอย่าง MGM ก็ถึงขั้นประกาศกร้าวในแผ่นพับโปรโมตหนังว่า ทุกอย่างใน 2001: A Space Odyssey มีสิทธิ์เกิดขึ้นจริงภายในสามทศวรรษข้างหน้า และภาพยนตร์เรื่องอื่นก็อาจเป็นจริงได้เช่นกัน-เมื่อสหัสวรรษใหม่มาถึง!

“ผมไม่เคยมอง 2001 ว่าเป็นคำทำนายโลกอนาคตที่ตรงเผง” คลาร์คให้ความเห็น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงวันวาน “มันเหมือนเป็นการมองการณ์ไกลมากกว่า ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นยังไงในวันข้างหน้า” ซึ่งด้วยการมองตัวเองในฐานะ ‘คนธรรมดาที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์’ มากกว่าจะเป็น ‘เทพพยากรณ์’ นี้เอง ที่ทำให้เทคโนโลยีและดีไซน์ต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ในหนัง (ที่ล้วนเกิดจากความใคร่รู้ของทั้งคลาร์คและคูบริคที่ต้องการทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว) มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงได้เมื่อเวลาล่วงเลย

…ว่าแต่เมื่อเวลาล่วงผ่านมาแล้ว 50 ปี (และผ่านปี 2001 มาแล้วถึง 17 ปี!) ‘ฝัน’ ด้านเทคโนโลยีที่สองหนุ่มได้คิดค้นขึ้นในวันนั้น มีอะไร ‘ที่เป็นจริง’ แล้วบ้างในวันนี้?!

2001: A Space Odyssey
Flat Screen

หน้าร้อนปี 1965 บริษัท Bell Labs ส่งรายงานละเอียดยิบมาให้คูบริคได้ศึกษา เอ ไมเคิล โนลล์ (หนึ่งในผู้ริเริ่มการพัฒนาสื่อดิจิตอลอาร์ตและแอนิเมชั่นสามมิติ) และ จอห์น อาร์ เพียร์ซ (ผู้ตั้งชื่อวิทยุทรานซิสเตอร์ [transistor] และผู้นำทีมในการสร้างดาวเทียมสื่อสารดวงแรก) แนะนำคูบริคว่า ระบบการทำงานภายในของยานอวกาศ(ในหนัง)ทั้งหมดควรมีการแสดงผลบนจอภาพที่มีลักษณะเป็น “  ซึ่งจอภาพแบบแบน-ถ้าไม่นับรวมจอเงินในโรงหนัง-ยังไม่เป็นที่รู้จักนักในยุค 60 แต่ถ้าจะเรียกว่า 2001 ช่วยให้การพัฒนาจอแบนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่นานนักหลังจากหนังออกฉาย แม่แบบของจอภาพแบบแบนก็ถูกคิดค้นโดยบริษัท Westinghouse ในปี 1972 เพียงแต่ยังไม่ถูกใช้แพร่หลายในรูปแบบของจอโทรทัศน์จนกระทั่งปี 1998

ดีไซน์ของโนลล์

อย่างไรก็ดี จุดประสงค์ของจอที่โนลล์และเพียร์ซออกแบบนั้นไม่ได้มีเพื่อแสดงภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ศูนย์กลางการสื่อสาร’ ของยาน Discovery One ในหนังอีกด้วย โดยเพียร์ซได้เขียนอธิบายในบันทึกการออกแบบอุปกรณ์สื่อสารสำหรับหนังให้คูบริคไว้ว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้จำเป็นมากสำหรับศูนย์กลางการสื่อสารของยาน ในระดับสายตา เราควรจะมีจอทีวีตรงกลางและด้านบนเพื่อใช้ในการถ่ายทอดการสื่อสารระหว่างบุคคล จอจะต้องแสดงภาพของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร หรือข้อมูลและข้อความที่ได้รับหรือส่งออกไป นอกจากนี้ ทางด้านซ้ายและขวา ควรจะมีจอที่แสดงภาพของส่วนต่างๆ บนยานด้วย ”

2001: A Space Odyssey
PicturePhone / VideoPhone

การที่เราสามารถ ‘มองเห็น’ ใบหน้าของคนที่เราคุยด้วยได้ผ่านแอปพลิเคชั่นอย่าง Line, Skype, Facetime หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ทำ video conference ต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นชินเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนยุคโมเดิร์นไปเสียแล้ว แต่น่าสนใจว่า ในอดีต ความคิดที่จะให้ผู้ใช้โทรศัพท์เห็นหน้าของบุคคลปลายสายนั้นเป็นเพียง ‘ไอเดียที่เกิดขึ้นในนวนิยายไซ-ไฟ’ เท่านั้น จนกระทั่งบริษัทโทรคมนาคมสัญชาติสหรัฐฯ อย่าง AT&T ขอเสี่ยงจะลงมือพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวดูสักตั้ง

บูธโทรศัพท์ภาพในงาน World Fair

แท้จริงแล้ว แนวคิดของ ‘โทรศัพท์ภาพ’ (หรือ PicturePhone) มีมาก่อนที่คูบริคจะทำ 2001: A Space Odyssey ขึ้นมาเสียอีก ซึ่งหากจะเรียกว่าเทคโนโลยีให้แรงบันดาลใจกับหนังก่อนก็คงไม่ผิดนัก ในงาน World Fair ประจำปี 1964 ที่จัดขึ้นในนครนิวยอร์ค Bell Labs (บริษัทลูกของ AT&T) เผยเครื่องโทรศัพท์ภาพ MOD I ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก โทรศัพท์ภาพ ที่ตัวเครื่องเป็นรูปไข่ตั้งบนแท่นวางจำนวน 8 เครื่องถูกตั้งเป็นตู้คุยส่วนตัวในงานและเปิดให้ผู้เข้าชมที่จองล่วงหน้าได้ทดลองใช้ ส่วนมากจะเป็นการสนทนากับตู้ข้างเคียง ขณะเดียวกัน ก็มีการสาธิตโทรฯ ทางไกลกับอีกตู้ที่ตั้งอยู่ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ดังเป็นพลุแตก และ Bell Labs ยังได้สัมภาษณ์ผู้เข้าชมจำนวน 700 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งให้ความเห็นว่า การเห็นหน้าบุคคลที่สนทนาด้วยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับเทคโนโลยีนี้นัก กระนั้น ปัญหาใหญ่ของมันไม่ใช่เรื่องคุณภาพของสัญญาณภาพที่ไม่ค่อยสู้ดี หากเป็นราคาที่สูงลิ่ว เพราะผู้ใช้จะต้องจ่ายเงินกว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราวๆ 80 ดอลลาร์ฯ ในยุคนั้น) สำหรับบทสนทนาที่ยาวประมาณ 15 นาทีเลยทีเดียว – ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินคาดเดา เพราะภายใน 6 เดือนหลังจากที่ตู้โทรศัพท์ภาพสาธารณะที่ตั้งให้ผู้คนที่สัญจรไปมาในนิวยอร์ค, ชิคาโก และวอชิงตันเปิดขึ้นภายในปีเดียวกันนั้น มีผู้ใช้เพียง 71 ราย โดยตู้ยังคงตั้งไปจนถึงสิ้นปี 1970 แต่ในปีสุดท้ายนั้น กลับไม่มีใครเดินเข้าไปใช้บริการมันอีกเลย

ภาพสเก็ตช์สำหรับหนัง

อย่างไรก็ตาม ไอเดียสุดเจ๋งนี้ก็ไปเตะตาคูบริคจนได้ เขาจึงไม่รีรอที่จะส่งทีมงานเข้าไปคุยกับ Bell Labs ในเรื่องระบบโทรคมนาคมแห่งอนาคต ผลที่ได้ในหนังก็คือบูธโทรศัพท์ภาพขนาดใหญ่ที่มีดีตรงที่ผู้ใช้บนสถานีอวกาศสามารถโทรฯ ตรงหาคนบนโลกได้เลย หน้าตาของโทรศัพท์ภาพในหนัง มาพร้อมกับจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ซึ่งมีกล้องติดอยู่เหนือจอ โดยด้านล่างจอจะมีโต๊ะที่ลาดเอียง มีปุ่มกดเบอร์สำหรับผู้ใช้ และมีช่องสำหรับเสียบชาร์จการ์ดเพื่อชำระค่าบริการ ซึ่งแน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายนั้นถูกกว่าโลกความเป็นจริงมหาศาล (ตัวละครในเรื่องเสียเงินไปแค่ 1.7 ดอลลาร์เท่านั้นสำหรับการโทรฯ ไปหาลูกสาวบนโลกจากสถานีอวกาศ!) สิ่งที่ตลกคือหลังจากที่ผู้ดีไซน์อุปกรณ์จาก Bell Labs อย่างโนลล์ได้ส่งเอกสารความยาว 4 หน้ากระดาษซึ่งร่ายยาวถึงลักษณะและการใช้เจ้าโทรศัพท์ภาพเครื่องนี้อย่างละเอียด เขาก็ไม่เคยได้รับคำยืนยันจากทางทีมงานเลยว่าดีไซน์ที่เขาเสนอไปได้รับการอนุมัติให้ไปใช้ในหนังหรือไม่ จนกระทั่ง สองสามปีให้หลังในวันที่หนังฉาย เขาถึงได้พบว่าแม่แบบของเขาได้รับเลือกไปใช้ในหนังจริงๆ โนลล์ยืนยันว่าคูบริคสร้างมันขึ้นมาตามที่เขาอธิบายทุกระเบียดนิ้ว แม้แต่โลโก้ Bell Seal ที่โนลล์แนบไปท้ายเอกสารว่า ให้นำภาพโลโก้นี้แปะแสดงเครดิตบนอุปกรณ์ที่บริษัทของเขาออกแบบและได้ใช้ประกอบฉากในหนัง คูบริคก็ยังให้เกียรตินำมาแปะหน้าตู้โทรศัพท์ให้ด้วย!

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้โทรศัพท์ภาพจะไม่มีอีกต่อไปในปัจจุบัน แต่ไอเดียในการสื่อสารทางไกลพร้อมภาพและเสียงของมันก็ได้กรุยทางให้กับแอปพลิเคชั่นอย่าง Skype หรือ Facetime ที่เปิดตัวในปี 2003 และ 2010 ตามลำดับ เนื่องด้วยการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์การสื่อสารไร้สายอย่างโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่มาพร้อมกับกล้องในตัวอยู่แล้วนั่นเอง

 

2001: A Space Odyssey
Newspad

หนึ่งในผลลัพธ์ชิ้นโบว์แดงจาก Big Blue ผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีประจำกองหนังก็คือ แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์จอแบนอันดูล้ำสมัย (อย่างน้อยก็ในยุคนั้น) ซึ่งมีชื่อเรียกในหนังว่า แท่นอ่านข่าว   และมีโลโก้ของ IBM อยู่บนของชิ้นนี้ด้วย

ด้วยความที่ถูกสร้างขึ้นก่อนช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง แท้จริงแล้ว ขณะที่ถ่ายทำ เจ้าแท่นอ่านข่าวที่ดูละม้ายคล้ายแท็บเล็ตที่ผู้ใช้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ถูกวางให้ติดแนบไปกับโต๊ะ โดยใต้ตัวอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกับเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ฟิล์มขนาด 16 มม. เพื่อฉายภาพเนื้อหาต่างๆ ขึ้นสู่หน้าจอที่ทำจากกระจกฝ้า ตัวหนังได้รับการอนุญาตจากสำนักข่าว The New York Times ให้สามารถนำโลโก้ไปใช้ประกอบอุปกรณ์สุดไฮเทคนี้ได้ คูบริคเลยแนะให้ดีไซเนอร์จำลองหน้าหนังสือพิมพ์แบบดิจิตอลขึ้นมา อันประกอบไปด้วยหัวข่าวต่างๆ เรียงร้อยบนหน้าจอที่พร้อมให้ผู้อ่านเข้าไปอ่านเนื้อหาเพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มไปที่หัวข้อข่าวที่ต้องการ แต่น่าเสียดาย ในหนังเวอร์ชั่นไฟนอลคัต เจ้า Newspad เครื่องนี้ถูกลิดรอนบทบาทเหลือเพียงแค่เป็นสิ่งที่เหล่าลูกเรืออวกาศใช้เสมือนโทรทัศน์เพื่อดูข่าวสารผ่านช่อง BBC เท่านั้น อุปกรณ์ตัวนี้จึงเหมือนถูกกลืนไปกับหน้าจออื่นๆ อีกมากมายที่ตั้งอยู่ในกองถ่าย

สตีฟ จ็อบส์ และ iPad ของเขา

อย่างไรก็ดี อีกกว่า 4 ทศวรรษถัดมา การทำนายอนาคตเรื่องนี้ของตัวหนังก็กลายเป็นจริงขึ้นมา เมื่อ Apple เปิดตัว iPad รุ่นแรกในปี 2010 ขณะที่ Samsung ก็ตัดสินใจปล่อยแท็บเล็ตที่ใช้งานแบบเดียวกันออกมาในปีถัดไป แน่นอนว่า Apple ยื่นเรื่องฟ้องร้อง Samsung ข้อหาละเมิดสิทธิบัตรสินค้าของตัวเองแทบจะทันที ฝ่ายหลังจึงออกมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางประจำเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนียว่า เป็นไปไม่ได้ที่ Apple จะคิดค้น iPad ขึ้นมาเอง เพราะหนังอย่าง 2001: A Space Odyssey ได้แลเห็นความเป็นไปได้นี้มานานหลายสิบปีแล้ว และแม้ข้อแก้ต่างของ Samsung -ซึ่งประกอบด้วยภาพนิ่งและคลิปจากหนัง- จะลงเอยด้วยการไม่ถูกเป็นที่ยอมรับให้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย แต่นั่นก็ช่วยยืนยันสิ่งหนึ่งกับเราเหล่าแฟนหนังแล้วว่า ผลงานชิ้นเอกของคูบริคเรื่องนี้ทำนายสิ่งต่างๆ ในอนาคตได้(เกือบจะ)แม่นยำอย่างน่ามหัศจรรย์เพียงใด

HAL 900 ใน 2001: A Space Odyssey
Artificial Intelligence

บทบาทของ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (หรือที่รู้จักกันว่า A.I. – Artificial Intelligence หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถและความคิดอ่านเทียบเคียงมนุษย์) เติบใหญ่ขึ้นทีละเล็กละน้อยตลอดขั้นตอนการพัฒนาหนังเรื่องนี้ ภายใต้วงบทสนทนาระหว่างคูบริคและคลาร์ค กับนักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกปัญญาประดิษฐ์ประจำสถาบัน MIT อย่าง มาร์วิน มินสกี และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษอย่าง ไอ เจ กูด จนท้ายที่สุด ไอเดียนี้ก็ได้ก่อรูปร่างขึ้นมาเป็นระบบเอไอควบคุมยานนาม HAL 9000

ในสายตาลูกเรือของยาน Discovery One โดย HAL (อันย่อมาจาก Heuristically Programmed Algorithmic Computer)  ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยของพวกเขา แต่ยังเป็น ‘ลูกเรือลำดับที่ 6’ -ตามคำพูดของผู้บัญชาการภารกิจอย่าง เดฟ โบว์แมน (เคียร์ ดูลเล)- อีกด้วย เรียกได้ว่า HAL เป็นดั่ง ‘บันไดขั้นสูงสุด’ ของระบบคอมพิวเตอร์แล้ว เพราะนอกจากเป็นเสมือนระบบประสาทส่วนกลางของยานที่ทำงานได้ทรงประสิทธิภาพ มันยังปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่งในยาน เพื่อคอยสอดส่องสิ่งที่เกิดขึ้นบนยานตลอดเวลาด้วย แต่หารู้ไม่ว่า มันมีจุดประสงค์ลับสุดร้ายกาจแอบแฝงใต้ภารกิจนี้ และพร้อมที่จะกำจัดทุกคนที่เข้ามาขวางทาง จน AFI ยกให้เจ้าเอไอที่มาพร้อมกับดวงไฟสีแดงฉานนี้เป็นวายร้ายตลอดกาลอันดับที่ 13 แห่งโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว

คูบริคเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การมีอยู่ของ HAL ในหนังนั้นเพื่อกระตุ้นให้คนคิดว่า จะเป็นอย่างไรหากมนุษย์ต้องใช้ชีวิตร่วมโลกกับปัญญาประดิษฐ์อันชาญฉลาดเช่นนี้ หนึ่งในประเด็นที่เราต้องการถ่ายทอดในหนังก็คือ การที่โลกอาจมีประชากรเป็นเครื่องสมองกลเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีความฉลาดเทียบเท่า หรือมากกว่ามวลมนุษย์ และมีพัฒนาการทางอารมณ์เยี่ยงมนุษย์เช่นกันคูบริคบอก “ไอเดียว่าด้วยระบบคอมพิวเตอร์โรคจิตจึงอาจฟังดูประหลาดสักหน่อย แต่นักทฤษฎีคอมพิวเตอร์ขั้นสูงส่วนมากก็เห็นพ้องว่า เมื่อถึงยามที่คอมพิวเตอร์เฉลียวฉลาดมากกว่ามนุษย์ และสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ด้วยตัวมันเอง มันก็คงพัฒนาการโต้ตอบด้วยอารมณ์ต่างๆ เช่น ความกลัว ความรัก ความเกลียดชัง ความริษยา ได้แน่นอน ฉะนั้น คงไม่แปลกที่สุดท้ายที่คอมพิวเตอร์มีสิทธิ์จะระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนมนุษย์ เช่นเดียวกับที่ HAL ทำในหนัง”

HAL 900 ขณะเล่นหมากรุก

อย่างไรก็ดี ในโลกแห่งความเป็นจริง มนุษย์เรายังอยู่ห่างไกลจากยุคที่เอไอจะตอบสนองทางอารมณ์ได้เทียบเคียงมนุษย์อย่างที่ HAL ทำได้ การเขียนโปรแกรมอารมณ์ความรู้สึกให้กับสมองกลต่างๆ นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเรายังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการทำงานของอารมณ์มนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ ต่างจากการให้เหตุผล ที่เราสามารถอธิบายได้ว่า การตัดสินใจแบบนั้นเป็นผลมาจากอะไร แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาแปลงให้เป็นกฎ และเปลี่ยนกฎมาเป็นโค้ดใส่ไว้ในระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ การที่เราจะโปรแกรมของสิ่งสิ่งหนึ่ง เราต้องรู้ว่าเป้าหมายของมันคืออะไร ซึ่งเหตุผลนำไปสู่เป้าหมายหรือการตัดสินใจ ขณะเดียวกันอารมณ์ไม่มีความข้องเกี่ยวกับเป้าหมายเลยสักนิด สิ่งที่ใกล้เคียง HAL มากที่สุด ณ โมงยามนี้เห็นจะเป็นเจ้าซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะบนอุปกรณ์ Apple อย่าง Siri อันเปรียบเสมือนแอปพลิเคชั่นช่วยเหลือส่วนบุคคลในการให้คำแนะนำ หรือดำเนินการตามที่ผู้ใช้ร้องขอ แต่แน่นอนว่ามันยังไม่ถึงขั้นมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเฉกเช่นเหล่าเอไอในหนังเหล่านั้น

และถึงแม้โอกาสความสำเร็จจะมีริบหรี่ แต่ก็มีผู้คนมากมายที่ทุ่มเทเพื่อจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปให้ได้ อาทิ บริษัทสตาร์ทอัพอย่าง Affectiva ที่ง่วนกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถตรวจจับความรู้สึกผ่านวิดีโอที่แสดงใบหน้าได้ ส่วนค่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่จากเมืองจีนอย่าง Huawei ก็ไม่น้อยหน้าที่ประกาศพัฒนาระบบผู้ช่วยเสมือนจริงในมือถือให้สามารถอ่านอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้ได้จากการวิเคราะห์สีหน้าและโทนเสียง และยังมีบริษัทอีกมากที่กำลังสร้างแช็ตบอตที่โต้ตอบข้อความด้วยอารมณ์ได้ กระนั้น ปัจจุบันเรายังคงห่างไกลจากการสร้างสิ่งที่มีพฤติกรรมหรือความรู้สึกเหมือนมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขมากนัก

คาสปารอฟ ปะทะ ดีพบลู

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่ายังไม่มีใครลอกเลียนความสามารถพิเศษของ HAL ให้เป็นจริงได้เลย หากยังจำกันได้ ในฉากหนึ่งของหนัง ดร. แฟรงค์ พูล (แกรี ล็อควูด) นั่งเล่นหมากรุกกับเจ้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่ โดยพูลจะดูกระดานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสั่งเดินหมากด้วยเสียงพูด แน่นอนว่า ระบบเอไอเอาชนะพูลได้สบายๆ ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ชื่อ ดีพบลู (Deep Blue) ซึ่งพัฒนาโดย IBM สามารถล้มเซียนแชมป์หมากรุกโลกในขณะนั้นอย่าง แกร์รี คาสปารอฟ ได้สำเร็จ เราคงพูดได้ไม่เต็มปากหรอกว่า เจ้าดีพบลู ‘เรียนรู้’ วิธีการเล่นหมากรุกได้ด้วยตัวเอง แต่มันรวบรวมข้อมูลการเล่นหมากรุกของมนุษย์ทั้งแบบดีและไม่ดี แล้วผู้สร้างก็เขียนโปรแกรมให้มันคำนวณวิธีการเดินหมากที่ดีที่สุดได้ตามที่เจอในสถานการณ์นั้นๆ

ข้ามเวลาถัดมาเมื่อปีกลาย AlphaZero ระบบคอมพิวเตอร์ออกแบบโดยบริษัทพัฒนาระบบเอไออันเคยเป็นบริษัทลูกของ Google อย่าง DeepMind สามารถเอาชนะระบบเอไอหมากรุกนาม Stockfish ได้ หากแต่วิวัฒนาการที่ชวนตะลึงของ AlphaZero ไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะเอไอหมากรุกที่(เคย)เก่งที่สุดในโลกไปได้ เพราะมันมาพร้อมกับความสามารถที่ดีพบลูไม่เคยทำได้ นั่นคือการสอนตัวเองให้เล่นหมากรุก! AlphaZero ถูกตั้งโปรแกรมให้เรียนรู้ข้อมูลด้วยวิธีการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (reinforcement learning) กล่าวคือระบบจะพิจารณาว่าการกระทำแบบใดจะให้ผลรางวัลสูงสุด ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่ป้อนเข้าระบบ AlphaZero ก็คือกฎกติกาของเกมและจำนวนครั้งสูงสุดในการเดินหมากในหนึ่งเกม ปราศจากการศึกษาข้อมูลการเล่นของมนุษย์โดยสิ้นเชิง …แต่นั่นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เราเห็นศักยภาพที่พุ่งทะยานของระบบจักรกลอัจฉริยะอย่างชัดแจ้ง!