anakin skywalker Christian Bale Drew Barrymore E.T.: The Extraterrestrial Empire of the Sun Home Alone Jake Lloyd Macaulay Culkin Star Wars The Phantom Menace

เจค ลอยด์ ‘วัยเด็ก’ ของอนาคินที่ถอนตัวจากการแสดงถาวร กับบาดแผลของเหล่านักแสดงเด็ก

Home / bioscope / เจค ลอยด์ ‘วัยเด็ก’ ของอนาคินที่ถอนตัวจากการแสดงถาวร กับบาดแผลของเหล่านักแสดงเด็ก

“ไม่มีใครฆ่าเจไดได้หรอก”

อนาคิน สกายวอลเคอร์ กล่าวไว้เช่นนั้นใน Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999, จอร์จ ลูคัส) ซึ่งมันเป็นบทสนทนาที่แสนจะสะท้อนตัวตนอันไร้เดียงสาและเปราะบางของอนาคินวัยเด็ก ที่ถ่ายทอดโดย เจค ลอยด์ เด็กชายผมบลอนด์จากรัฐโคโลราโด กับภาพที่เขายืนโดดเดี่ยวกลางที่เวิ้งว้างโดยที่เงาดำจากเขาที่ทาบทับผนังอยู่นั้นคือ ดาร์ธ เวเดอร์ ตัวละครด้านมืดตลอดกาลของแฟรนไชส์ Star Wars

ลอยด์กลายเป็นใบหน้าและสัญลักษณ์ของอนาคินทันทีที่หนังออกฉาย เขาเริ่มแสดงหนังครั้งแรกใน ER ซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ และ Unhook the Stars (1996, นิค คาสซาเว็ตส์) ในบทเด็กน้อยน่ารักในเรื่อง กับ Jingle All the Way (1996, ไบรอัน เลแวนต์) หนังคอมิดี้อบอุ่นหัวใจที่นำแสดงโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ในบทพ่อที่ดั้นด้นหาของขวัญที่เคยสัญญาไว้กับ เจมี (ลอยด์) ลูกชายของเขา แต่ของขวัญเจ้ากรรมดันหมด เขาจึงต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มันมาให้ได้!

จากนั้นเขาจึงไปรับบทเป็น มาร์ค อาร์มสตรอง ลูกชายของ นีล ชายผู้ไปเหยียบดวงจันทร์ใน Apollo 11 (1996, นอร์เบอร์โต บาร์บา) และบท แจ็ค เด็กชายที่เผชิญชะตากรรมชวนหลอนใน Host (1998, มิค การ์ริส) ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นหนังออกฉายทางโทรทัศน์ทั้งคู่ ชื่อของลอยด์จึงยังไม่เป็นที่รู้จักนัก กระทั่งเมื่อในอีกสามปีต่อมา ลอยด์ในวัย 10 ขวบ รับบทเป็นวัยเด็กของวายร้ายในหนังที่ฮิตถล่มทลายไปทั่วโลกอย่าง The Phantom Menace ด้วยทุนสร้าง 115 ล้านเหรียญฯ หนังทำเงินไปร่วมพันกว่าล้านเหรียญฯ พร้อมกันนั้น มันก็แจ้งเกิดชื่อของเจค ลอยด์ ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทันที

หากแต่เด็กวัย 10 ขวบอย่างลอยด์ไม่อาจตั้งรับชื่อเสียงมหาศาลเหล่านี้ได้ เขาเงียบหายจากการแสดงหนังอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับมาแสดงอีกครั้งใน Madison (2001, วิลเลียม บินด์ลีย์) ซึ่งกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเขาตลอดอาชีพการแสดงอันแสนสั้น

“เด็กคนอื่นๆ ใจร้ายกับผมมากๆ” ลอยด์ให้สัมภาษณ์ไว้ภายหลัง “พวกเขาชอบทำเสียงดาบไลต์เซเบอร์ใส่ทุกครั้งที่เจอผม ซึ่งมันบ้ามากๆ ชีวิตในโรงเรียนนี่เหมือนผมอยู่ในนรกดีๆ นี่เอง ไหนจะต้องออกไปสัมภาษณ์ 60 ครั้งต่อวันได้ The Phantom Menace สอนให้ผมเกลียดทุกครั้งที่กล้องจับมาที่ผมนั่นแหละ” รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำซึ่งส่งผลให้เขาไม่ได้ไปโรงเรียน และขาดชีวิตวัยเด็กแบบคนอื่นๆ ก็ส่งผลให้ลอยด์ตัดสินใจไม่รับงานแสดงอีกเลย

“ไม่มีใครเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้หรอกว่า Star Wars มันจะส่งผลต่อชีวิตที่เหลือทั้งหมดของคุณยังไงบ้าง”

ลอยด์ลงเอยด้วยการทิ้งข้าวของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับหนังมหากาพย์ที่เขาได้แสดงทิ้งทั้งหมด ในปี 2012 มีข่าวคราวว่าลอยด์ -ซึ่งเรียนภาพยนตร์ก่อนจะดร็อปเรียนในเวลาต่อมา- กำลังกำกับหนังสารคดีเรื่องหนึ่งที่ว่าด้วยเหล่าผู้อพยพชาวทิเบตในอินเดีย ภายหลังการรุกไล่ของรัฐบาลจีน

หากแต่น่าเศร้าคือในปี 2015 ที่ผ่านมา เขาถูกจับกุมด้วยข้อหาขับรถโดยประมาทและทำลายข้าวของ หนักกว่านั้นคือทำร้ายร่างกายแม่ของตัวเอง จนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำและได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท จำต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลิซา ผู้เป็นแม่ของลอยด์นั้นให้สัมภาษณ์ว่ารับรู้ดีว่าลูกชายของเธอน่าจะมีอาการป่วยทางจิต จนต้องย้ายลอยด์ออกจากเรือนจำมาสู่สถานบำบัดโรคอย่างเป็นทางการ

ลอยด์คือหนึ่งในนักแสดงเด็กที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากชื่อเสียงหลังแสดงภาพยนตร์ ซึ่งชวนให้เราคิดถึงคำพูดของ คริสเตียน เบล นักแสดงชาวอังกฤษที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน (เขาแสดงหนังเรื่องแรกด้วยอายุราว 12 ปี ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในอีกปีต่อมาหลังแสดงใน Empire of the Sun ปี 1987) ว่า “ผมเชื่อมั่นมากๆ ว่าเด็กไม่ควรทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย การนำเด็กๆ เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่จริงจังขนาดนี้โดยที่พวกเด็กๆ เหล่านั้นอาจไม่ได้ตระหนักถึงแรงกดดันที่แท้จริงที่พวกเขาจะได้รับ” เบลว่า “มันคืออุตสาหกรรมของผู้ใหญ่ และผมจะไม่มีวันให้ใครก็ตามที่ผมรัก คนที่ผมใกล้ชิดเข้ามาทำงานแบบผู้ใหญ่ในวัยที่พวกเขายังเด็กเด็ดขาด คือถ้ามันเป็นแค่งานอดิเรกหรือทำงานเพื่อหาเงินกินขนมเล่นๆ มันก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าทำมันอย่างจริงจังแล้วมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะครับ” ทั้งนี้ ตัวเบลเองบอกว่าสมัยที่เขาแสดง Empire of the Sun นั้น เขาเองก็รับมือกับมันแทบไม่ได้เลย แม้ว่าเขาจะสนุกกับการถ่ายทำก็ตาม

“ตอนกลับไปยังบอร์นมัต เด็กผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังผม ส่วนเด็กผู้ชายก็ตั้งท่าจะชกผมให้ได้ แถมยังถูกผู้ใหญ่ขอให้เป็นคนเปิดงานเทศกาลอีก ทั้งที่จริงๆ ผมแค่อยากปั่นจักรยาน BMX ของผมไปเล่นในป่าเท่านั้นแหละ ผมบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น เพราะความสนใจจากทุกคนมันทำทุกอย่างพังหมดแล้ว”

ชะตากรรมของเบลหนีไม่ห่างกันจาก ดรูว แบร์รีมอร์ ซึ่งเข้าวงการมาตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบจากเรื่อง Altered States (1980, เคน รัสเซลล์) หากแต่หนังที่ส่งผลให้แม่หนูแบร์รีมอร์ดังระเบิดยิ่งกว่าพลุคือ E.T.: The Extraterrestrial (1982, สตีเวน สปีลเบิร์ก) เธอดังมากเสียจนรายการทอล์คโชว์ The Tonight Show with Johnny Carson ของช่องเอ็นบีซีเชิญเธอไปเป็นแขกรับเชิญ (และเธอยังครอบสถิติเป็นแขกรับเชิญที่อายุน้อยที่สุดของรายการอย่างยาวนานมาจนทุกวันนี้) จนในปี 1989 เมื่อเธอโตขึ้น แบร์รีมอร์เล่าว่า “นับตั้งแต่วันที่ฉันมีชื่อเสียงจาก E.T. ชีวิตฉันก็พินาศไปสิ้น วันก่อนยังเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆ วันต่อมากลับถูกรุมด้วยคนมากมายที่อยากจะให้ฉันเซ็นลายเซ็นให้ หรือถ่ายรูปด้วย หรืออยากจับฉันสักหน่อย มันน่ากลัวมากๆ เลยนะ ฉันอายุ 7 ขวบที่ถูกคาดหวังให้เป็นผู้ใหญ่เท่าคนอายุ 29 ปี”

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแม่ -ผู้พาเธอเข้าวงการ- ย่ำแย่ ในเวลาต่อมาเมื่อแบร์รีมอร์กลายเป็นแม่ของลูกๆ สองคน เธอเล่าถึงแม่ตัวเองด้วยท่าทีห่างเหินว่า “ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าต้องรู้สึกยังไงกับแม่อยู่นานหลายปี มันเจ็บปวดที่ต้องมารู้สึกขัดแย้งกับผู้หญิงที่ให้กำเนิดคุณขึ้นมาน่ะ” ทั้งจากนั้น ชีวิตวัยเยาว์ของแบร์รีมอร์ก็เดินหน้าเข้าสู่เส้นทางของชื่อเสียงและแสงสี อันเป็นเหตุให้เธอรู้จักกับเหล้า ยา และกัญชาตั้งแต่อายุยังเป็นเลขหลักเดียว และลงเอยด้วยการเข้ารับการบำบัดในวัยเพียง 13 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่แม่ของเธอพาเธอไปผับสัปดาห์ละห้าวัน เลวร้ายกว่านั้น แบร์รีมอร์เล่าว่า ตอนที่เธออยู่ในสถาบันเพื่อบำบัดอาการติดยานั้น แม่ของเธอก็ไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอด้วย

ส่วนอีกคนที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็กและไม่ได้ปลื้มกับมันมากนักแม้ว่าทุกวันนี้เขาจะยังอยู่ในวงการนี้อยู่ก็ตาม แม็กคอเลย์ คัลกิน เจ้าหนูที่ดังระเบิดจากหนังเด็กต้อนรับคริสมาสต์อย่าง Home Alone (1990, คริส โคลัมบัส) เคยให้สัมภาษณ์หลังจากเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบห่างหายจากอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอยู่นานหลายปีว่า “ตอนกำลังถ่ายทำเรื่อง The Good Son (1993, โจเซฟ รูเบ็น) ผมจำได้ว่าผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว ปีนั้นทั้งปีผมถ่ายหนังไปได้สักเรื่องหรือสองเรื่องนี่แหละ ผมบอกคิต (คริสโตเฟอร์ ‘คิต’ คัลกิน –พ่อและผู้จัดการของเขา) ว่า ‘ฟังนะ ผมเหนื่อยมากๆ เลย แถมยังไม่ได้ไปโรงเรียนบ่อยเท่าที่ผมอยากด้วย ผมขอพักสักหน่อยได้ไหมฮะ’ แล้วเขาก็บอกผมว่า ‘ได้สิ’ แต่สิ่งที่ผมรู้คือนาทีถัดมา ตัวเองก็ยืนอยู่ในฉากพร้อมถ่ายแล้ว และตอนนั้นแหละที่ผมตระหนักขึ้นมาในหัวว่า ‘โอเค ไม่มีอะไรที่เราพอจะทำได้เพื่อหยุดไอ้สิ่งนี้แล้ว’”