box office thailand ไทบ้านเดอะซีรีส์

รายได้หนังเมืองไทย…เชื่อถือได้แค่ไหนกัน?

Home / bioscope / รายได้หนังเมืองไทย…เชื่อถือได้แค่ไหนกัน?

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

 

จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงเพจ BIOSCOPE เท่านั้นที่เกาะติดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศประเทศไทยอย่างใกล้ชิด คุณสามารถเข้าถึงรายได้หนังจากอีกหลากหลายแหล่ง แต่ความน่าสนใจคือ รายได้หนังจากแต่ละที่นั้นแทบไม่ตรงกันเลย …แล้วเราจะเชื่อข้อมูลจากแหล่งไหนได้มากกว่ากัน?

BIOSCOPE Box Office Weekly : รายได้หนังประจำสัปดาห์ที่ 13-19 ธ.ค. 2561

จะว่าไปการตรวจสอบรายได้หนังเมืองไทยก็เป็นเรื่องลี้ลับเสียยิ่งกว่าการตรวจสอบทุจริตข้าราชการเสียอีก เพราะข้อมูลทั้งหลายนั้นเกิดจากการรวบรวมของค่ายใครค่ายมันที่ต่างก็รวบรวมขึ้นมากันเอง ไม่ได้มีองค์กรกลางใดที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว เหมือนบริษัท เอซีเนลเซน ที่มีระบบวัดเรตติ้งเพื่อพิสูจน์ความนิยมของคนดูทีวี จนใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของวงการโทรทัศน์ไทยได้เสมอ ขอแนะนำเคล็ดลับในการตรวจสอบรายได้หนังที่เข้าใกล้ความเป็นจริงที่สุด คือสังเกตว่ารายได้ที่ว่านับในภูมิภาคไหน บางที่นับเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล บ้างก็เพิ่มเชียงใหม่เข้าไปด้วย แต่บางสำนักก็เคลมว่าฉันนับรายได้ทั่วประเทศแล้ว เป็นต้น กระนั้น รายได้ที่รายงานเองก็ไม่ได้ตรงเผงกันเสียทั้งหมด นั่นเพราะระบบการนับรายได้หนังในเมืองไทยคือการเอาตัวรอดจากค่ายหนังเองทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างจากระบบการนับรายได้หนังจากการฉายโรงแบบสากลพอสมควร

วิธีรวบรวมรายได้แบบดั้งเดิมของเมืองไทยเกิดขึ้นโดย ‘เช็คเกอร์’ นี่คืออีกตำแหน่งที่อยู่ในวงจรธุรกิจหนังในบ้านเรา หากย้อนรอยถึงจุดเริ่มต้นของตำแหน่งนี้คือเมื่อสมัยหนังยังฉายด้วยระบบฟิล์มนั้น ค่ายหนังจะจ้างคนมาประกบฟิล์มหนังชุดนั้นๆ แล้วเดินทางไปด้วยกัน ไม่ว่ามันจะไปฉายยังจังหวัดไหนหรือแม้กระทั่งฉายกลางแปลงก็ตาม แต่เนื่องจากระบบการฉายหนังนอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล นั้นเป็นการขายขาดให้ผู้จัดจำหน่ายแต่ละภูมิภาค ยอดผู้ชมในโรงของแต่ละเรื่องจึงไม่ได้แปรผันตามความสำเร็จของค่ายอย่างแท้จริง เพราะเงินทั้งหมดเข้ากระเป๋าสายหนัง นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมรายได้หนังเมืองไทยจึงนับเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ระบบการขายตั๋วหนังในปัจจุบันรุดหน้าสู่ระบบออนไลน์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว อีกทั้งสัดส่วนการถือครองจอฉายในเมืองไทยเทน้ำหนักไปให้เครือใหญ่อย่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะนับจำนวนผู้ชมและอาจรวมไปถึงข้อมูลเชิงลึกเช่น เพศ ช่วงอายุ และพื้นที่ ของผู้ชมในหนังแต่ละเรื่องอีกด้วย แต่ก็ยังไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงทั้งหมดของคนดูหนังทั่วประเทศได้อยู่ดี

แต่เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดโมเดลการผลิตหนังแบบอื่นๆ ตามมา เช่นเมื่อครั้ง ธนาซีนีเพล็กซ์ เจ้าของแฟรนไชส์โรงหนังภาคเหนือตัดสินใจมาผลิตหนังเองในนาม พระนครฟิลม์ ด้วยมองเห็นกลุ่มผู้ชมของในภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ และผลประโยชน์เหล่านั้นก็จะตกอยู่กับผู้ผลิตเองด้วย รวมไปถึงหนัง ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ที่ร่วมผลิตและจัดจำหน่ายโดยเครือ เอ็มวีพี สายหนังภาคอีสาน ซึ่งรายได้หนังในภาคอีสาน -อันเป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับในกรุงเทพฯ- ก็จะเกิดขึ้นแก่ผู้จัดจำหน่ายโดยตรง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การจัดจำหน่ายหนังทั่วประเทศของไทยในขณะนี้ หาได้มีรูปแบบตายตัวอย่างที่ว่ามาเสมอไป ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจาและสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของหนังกับ ‘คนกลาง’ อย่างสายหนัง ที่จะเจรจากับโรงในภูมิภาคต่างๆ ต่อไป นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการนับรายได้หนังทั้งประเทศยังคงเป็นที่กังขา เพราะรูปแบบการซื้อขายหนังรวมถึงรายได้จากยอดขายตั๋วยังคงเป็น ‘ความลับ’ ทางธุรกิจเสมอมา

การนับรายได้จากค่าตั๋วที่คลุมเครือของไทยมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไต้หวัน จนเกิดเป็นประเด็นที่คนในวงการหนังไต้หวันได้พยายามหาทางออกร่วมกันมาตลอด กล่าวคือรายได้หนังในไต้หวันนับเฉพาะในกรุงไทเป แล้วเข้าสูตรเพื่อประมาณรายได้ทั่วประเทศในภายหลัง เนื่องจากรูปแบบการจัดจำหน่ายหนังในไต้หวันคล้ายกับไทย โดยโรงหนังท้องถิ่นนอกเขตไทเปจะเจรจาซื้อสิทธิขาดการฉายหนังโดยตรงจากผู้จัดจำหน่ายโดยตรง

ในขณะที่ฮอลลีวูดมีองค์กรกลางอย่าง MPAA หรือ สมาคมภาพยนตร์แห่งอเมริกา เพื่อดูแลผลประโยชน์ร่วมกันให้ผู้สร้างหนังอเมริกาในทุกมิติ สามารถเข้าถึงข้อมูลรายได้หนังจากบ็อกซ์ออฟฟิศทั้งประเทศ และรวมไปถึงทั้งโลก ในระดับที่ล่าสุดเข้าไปขอตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องกับประเทศจีน เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ของโลกและพบว่ามีการทุจริตข้อมูลรายได้หนังเกิดขึ้นจริง

ปัญหาของการนับรายได้หนังในเมืองไทยโดยยึดผู้ชมในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความแปรผันอื่นตามมา เช่น ราคาซื้อขายในช่องทางอื่นๆ เช่น สตรีมมิ่ง ฟรีทีวี ต่างจังหวัด และต่างประเทศ ที่บางค่ายยึดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในกรุงเทพฯ เป็นตัวแปรของราคา ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ทว่าในความเป็นจริงแล้วมันกลับไม่ได้สะท้อนความนิยมได้ทั้งหมด เพราะในขณะที่หนังบางเรื่องมีกลุ่มผู้ชมคึกคักอยู่ที่จังหวัดน่าน ฟันเฟืองที่จะได้รับประโยชน์จากรูปแบบธุรกิจเช่นนี้คือโรงหนังแบรนด์ใหญ่ที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ และเป็นเจ้าของสถิติเชิงลึกแต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้น ตราบใดที่ศูนย์กลางการผลิตหนังยังอยู่แค่ในกรุงเทพฯ มันก็ป่วยการที่ค่ายหนังจะทำการศึกษาพฤติกรรมคนดูในเชิงลึกได้ เมื่อสุดท้ายแล้วสิ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของหนังแต่ละเรื่องยังอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น