Bandersnatch Black Mirror Black Mirror: Bandersnatch Charlie Brooker David Slade Fionn Whitehead netflix Will Poulter

เมื่อคุณต้องเลือก! โครงสร้างเรื่องชวนประสาท(แ-ก)ของ Black Mirror: Bandersnatch

Home / bioscope / เมื่อคุณต้องเลือก! โครงสร้างเรื่องชวนประสาท(แ-ก)ของ Black Mirror: Bandersnatch

เลือกสิ ว่าจะกินซีเรียลฟรอสตี้หรือชูการ์พัฟฟ์สเป็นมื้อเช้า
เลือกอีก ว่าจะฟังวง Thompson Twins หรือ Now 2
เลือกอีกครั้ง ว่าจะซื้ออัลบั้ม Phaedra ของวง Tangerine Dream หรือจะซื้อ The Bermuda Triangle โดย อิซาโอะ โทมิตะ

สิ่งที่ขึ้นชื่อตลอดมาของซีรีส์ Black Mirror นอกเหนือจากการที่มันพูดถึงด้านมืดของเทคโนโลยีแล้ว ชื่อเสียงด้านตอนจบที่โหดร้ายทารุณจิตใจคนดูก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

แล้วจะเป็นอย่างไรหากให้คนดูมีสิทธิในการเลือกชะตากรรมและตอนจบของตัวละคร!

ด้านมืดของเทคโนโลยีในมือคุณ

ใน Bandersnatch หนังความยาว 90 นาทีในซีรีส์ Black Mirror เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้คนดูได้เลือกการกระทำของตัวละคร โดยจะมีชอยส์ขึ้นมาให้เรากดเลือกระหว่างที่ตัวละครเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้นๆ โดยคนดูต้องตัดสินใจแทน สเตฟาน (เฟียนน์ ไวต์เฮด -Dunkirk, The Children Act) เด็กหนุ่มนักทำเกมในยุค 80 เขาพยายามสร้างเกมที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเผชิญหน้ากับตอนจบที่หลากหลาย พร้อมๆ กันกับความรู้สึกที่ว่า ชีวิตของเขาถูกบงการโดยใครสักคนที่เขามองไม่เห็น…

ฟุตเตจมหาศาล ทางเลือกนับสิบ ตอนจบหลากหลายรูปแบบ ทั้งหมดนี้คือความทะเยอทะยานของ ชาร์ลี บรูเกอร์ มือเขียนบทคู่บุญของ Black Mirror ผู้อยู่เบื้องหลังความโหดเหี้ยมอำมหิตของ The National Anthem (ประธานาธิบดีถูกขู่ให้ถ่ายทอดสดขณะมีเซ็กซ์กับหมู), Shut Up and Dance (เด็กหนุ่มดวงตกที่ถูกคนลึกลับขู่ว่าจะเอาคลิปที่เขาช่วยตัวเองไปเผยแพร่หากเขาไม่ทำตามคำสั่ง), Arkangel (เมื่อผู้ปกครองมีสิทธิในการควบคุมสิ่งที่ลูกมองเห็นได้ตลอดเวลา จนนำมาสู่หายนะเมื่อเด็กๆ โตขึ้น), Hated in the Nation (คนในเมืองล้มตายและดูเหมือนจะมีสาเหตุมาจากการออกความเห็นในโซเชียลมีเดีย)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เน็ตฟลิกซ์เคยทำลองทำหนังสั้นที่ให้คนดูมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของเนื้อเรื่องได้อย่าง Puss in Book: Trapped in an Epic Tale (2017, รอย เบอร์ดิน และ จอห์นนี แคสตูเชียโน) แอนิเมชั่นความยาว 23 นาทีที่ให้เราได้มีโอกาสเลือกการผจญภัยของเจ้าเหมียวขนฟู กับทางเลือกขนาดย่อมๆ เกือบสิบครั้ง และนับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเน็ตฟลิกซ์ในการดึงคนดูให้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวในหน้าจอ

และหากว่าตัวเลือกทั้งสิบครั้งใน Puss in Book นั้นเกิดขึ้นในความยาวเพียง 23 นาที เมื่อทางเลือกเหล่านี้มาอยู่ใน Bandersnatch กับความยาว 90 นาที ก็ไม่น่าแปลกใจหากการวางผังเรื่องทุกอย่างจะซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่าตัว!

 

ไอเดียแตกแขนง

บรูเกอร์และ แอนนาเบล โจนส์ โปรดิวเซอร์ของ Black Mirror จากซีซั่นก่อนๆ หมกมุ่นกับความคิดที่ว่าจะสร้างหนังที่คนดูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของตัวละครมาได้อย่างยาวนาน โดยเฉพาะตัวบรูเกอร์เอง -ซึ่งเขาเป็นแฟนเกมตัวยงมาตั้งแต่เด็ก- ได้ไอเดียความเฮี้ยนนรกแตกของ Bandersnatch มาตั้งแต่เขาเขียนบท White Bear หนึ่งในตอนสำคัญของ Black Mirror ซีซั่นที่ 2 ว่าด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง ไร้ความทรงจำใด และพบว่าคนทั้งเมืองไล่ล่าเธอ! ซึ่งบูเกอร์คิดว่าไอ้อาการ ‘ไร้ความทรงจำ’ ของเจ้าหล่อนนั้นเหมาะที่จะเล่นอะไรกับเส้นเรื่องได้มากมายเหลือเกิน และความคิดนี้ยิ่งถูกตอกย้ำมากขึ้นอีกเมื่อเขาเขียนบท Playtest ในซีซั่น 3 โดยเล่าเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่จับพลัดจับผลูเข้าไปเป็นหนูทดลองในเกมที่ฝังชิปลงในสมองเขาได้และสร้างภาพเสมือนจริงที่ทำให้ผู้เล่นแยกระหว่างความจริงกับความลวงไม่ออก จนการ ‘รีสตาร์ต’ เกมใหม่ทุกครั้งนั้นนำมาซึ่งความเหวอแตกตามประสาซีรีส์ดาร์คไซส์ “จำได้ว่าตอนโยนๆ ไอเดียเรื่องนี้ ก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าเราดู Playtest สองครั้ง มันก็น่าจะมีตอนจบที่ต่างกันไปสองแบบเนอะ และผมชอบไอเดียนั้นมากๆ เลย”

และในที่สุด มันก็ได้งอกงามออกมาเป็น Bandersnatch จับจ้องไปยังชีวิตของเด็กหนุ่มนักสร้างเกมที่ประสาทกินเพราะคิดว่าชีวิตของเขาถูก ‘ใครบางคน’ ควบคุมอยู่ และทั้งบรูเกอร์ทั้งโจนส์ต่างสัมผัสได้ว่า เรื่องราวของเจ้าหนุ่มนี้จะเวิร์คก็ต่อเมื่อคนดูได้มีส่วนร่วมกับซีรีส์นี้เท่านั้น! “นั่นแหละครับที่เราสองคนรู้สึกว่า ‘เยี่ยมไปเลย น่าตื่นเต้นชะมัด’ แล้วห้านาทีต่อมาเราค่อยคิดได้ว่า ‘ตายห่ะแล้ว นี่มันต้องซับซ้อนมากแหงๆ'”

การเขียนบทคือหัวใจ

ไม่ผิดไปจากนั้น เพราะหลังจากที่บรูเกอร์นำสคริปต์แรกของ Bandersnatch ที่มีความยาวเพียงเจ็ดหน้ากระดาษไปยื่นให้เน็ตฟลิกซ์ ก็ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วเพราะทางฝ่ายหลังเองแทบไม่เห็นว่ามันจะเวิร์คตรงไหน แต่เมื่อบรูเกอร์ออกปากขอนัดเจออีกหน ผ่านการโน้มน้าวมหาศาล ในที่สุดโปรเจ็กต์นี้ก็ตกอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายสตรีมมิ่งยักษ์จนได้ และพวกเขามีอันต้องเขียนแผนผังของตัวหนังขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับแนวคิดและกิ่งก้านสาขาความเป็นไปได้ของทางเลือกต่างๆ ที่แตกแขนงไปมหาศาล จนบรูเกอร์ -ที่ต้องเผชิญหน้ากับงานสร้างยาวนาน 18 เดือนเต็มไปพร้อมๆ กับที่เขาต้องเขียนบทให้ Black Mirror ซีซั่นที่ 5- ออกปากว่าต้องใช้ทีมงานปริมาณเทียบเท่ากับการสร้าง Black Mirror ตอนอื่นๆ ถึงสองตอน (“หรืออาจจะสี่เลยก็ได้” เขาว่า)

เคล็ดลับสำคัญคือ Twine โปรแกรมชื่อดังที่ช่วยให้เราสามารถออกแบบทางเลือกต่างๆ โดยมันเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานในหมู่คนทำเกมและคนเขียนนิยายแนวทางเลือก บรูเกอร์ใส่บทหนังที่เขียนขึ้นมาอย่างละเอียดความยาว 170 หน้าลงในโปรแกรมแล้วขยายทางเลือกต่างๆ ออกมาจำนวนมาก ซึ่งจะโยงไปสู่ตอนจบที่แตกต่างกันด้วยในท้ายที่สุด ยกตัวอย่างคร่าวๆ หากเราเลือกให้สเตฟานกินซีเรียลฟรอสตี้เป็นมื้อเช้าแทนที่จะเป็นยี่ห้อชูการ์พัฟฟ์ส มันย่อมส่งผลต่อตอนจบของเรื่องแตกต่างกันไปจากคนที่เลือกชูการ์ฟัฟฟ์สอย่างแน่นอน (ใช่! แค่อาหารเช้านี่แหละ!)

‘โครงสร้าง’ ที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญที่สุดของหนังชวนสติแตกเรื่องนี้ โดยบรูเกอร์แบ่งมันออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆ แรกสุดคือกลุ่มก้อนความเป็นไปได้ต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไปตามการตัดสินใจ และแต่ละการตัดสินใจนั้นทิ้ง ‘ความทรงจำ’ เอาไว้เป็นฐาน ลำดับต่อมาคือสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งใดครั้งหนึ่ง อันจะ ‘ส่งผล’ ต่อเหตุการณ์ภายภาคหน้า และอันดับสุดท้ายคือ ‘ผลลัพธ์’ ของการตัดสินใจนั้น โดยบรูเกอร์เปรียบเทียบการดู Bandersnatch ผ่านการเลือกตัวเลือกครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เหมือนคนดูหนังเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองใหม่ๆ เป็นครั้งแรก “คุณจะอยากรู้สึกว่าคุณเห็นเมืองทั้งเมืองมากพอแล้วก่อนจะจากเมืองนี้ไป” เขาว่า และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ในทุกๆ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวละครนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรมันต้องเติมเต็มความรู้สึกของคนดูในฐานะหนังเรื่องหนึ่งให้ได้ แม้ว่าคนดูเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสได้เห็นตอนจบที่แตกต่างกันอีกหลากหลายทางเลือกก็ตามที “มันเหมือนวิดีโอเกมน่ะ ผมเองก็ไม่เคยเล่นเกมไหนแบบจบครบทุกด่านจริงๆ หรอกนะ” บรูเกอร์ผู้เป็นแฟนเกมแบบเดนตายกล่าว “สำหรับผมนะ นี่เป็นรูปแบบที่ใหม่มากๆ ของการทำหนังเลย ซึ่งมันไม่มีทางมาแทนที่หนังที่มีเส้นเรื่องชัดเจนหรอก แต่มันก็เป็นทางเลือกใหม่ๆ สำหรับคนเขียนบทน่ะ”

 

อลหม่านที่การกำกับ

ที่ยุ่งเหยิงไม่แพ้งานเขียนบทคืองานกำกับซึ่งเป็นผลงานของ เดวิด สเลด ผู้เคยกำกับ Metalhead -เขียนบทโดยบรูเกอร์คนดีคนเดิมของเรา- หนึ่งในตอนสำคัญของ Black Mirror มาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างกันจาก Bandersnatch ชนิดเรียกได้ว่าคนละโลก เพราะ ‘ไอ้หัวเหล็ก’ นั้นเป็นหนึ่งในตอนที่โครงเรื่องแข็งแรงชัดเจน ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำเล่าถึงโลกมนุษย์ที่ล่มสลายภายใต้การควบคุม-ไล่ล่าของเครื่องจักรรูปร่างเหมือนหมาที่จะไม่หยุดไล่ล่าเหยื่อตราบที่เหยื่อยังมีลมหายใจ ซึ่งสเลดปฏิเสธทันทีที่บรูเกอร์และโจนส์ติดต่อให้เขามากำกับหนังที่เพียบไปด้วยเส้นเรื่องในครั้งนี้ “ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิดีโอเกมเลยอะ ที่อยากทำก็แค่หนังดราม่าสักเรื่องเท่านั้นเอง” สเลดครวญ หากแต่เมื่อกลับมาคิดถึงความเป็นไปได้มากมายที่จะเกิดจากการดูหนังเรื่องนี้ -ซึ่งทำลายกฎที่ว่าด้วย ‘การเล่าเรื่องราวนั้นมีแค่ทางเดียว’ อย่างสิ้นเชิง- มากขึ้น เขากลับพบว่ามันมีความน่าสนใจบางอย่างที่เขาควรทำในฐานะคนทำหนัง และเมื่อเขาตกปากรับคำกำกับไปแล้ว ก็พบว่า กระบวนการต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหนังทุกเรื่อง ซีรีส์ทุกตอนที่เขาเคยกำกับ

สเลดทดลองหาวิธีถ่ายทำที่น่าจะเวิร์คกับหนังเรื่องนี้ โดยฉากหนึ่งฉาก เขาถ่ายซ้ำถึงสามหนด้วยมุมกล้องเดียวกันหากแต่ตัวละครพบเจอ/กระทำสิ่งที่แตกต่าง (ภาระชวนเหงื่อตกจึงอยู่ที่นักแสดงนำอย่างไวต์เฮดอีกที) แต่หลังจากที่ถ่ายไปได้แค่สองวันแรกก็พบว่าเป็นวิธีการที่ไม่ดีเท่าไหร่นักเพราะตัวนักแสดงต้องรับมือกับสมาธิกระเจิดกระเจิงของทั้งตัวเองและตัวละครเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ล้วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งนั้น

และนั่นแหละ ที่ทำให้หนังมีเส้นเรื่องหลากหลาย ถ่ายทำแบบใช้เส้นเรื่องเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะวนมาถ่ายใหม่ในตัวเลือกที่แตกต่างกันออกไป ด้วยวิธีเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สเลดจะทำงานง่ายขึ้น แต่ตัวนักแสดงยังลำดับจัดเรียงความรู้สึกของตัวละครได้อย่างแม่นยำขึ้นอีกด้วย “เพราะงั้นเราเลยถ่ายทำเหตุการณ์ที่เกิดจากตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งไปตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วกลับมาถ่ายซ้ำในอีกเวอร์ชั่นนึง” สเลดว่า

ไม่ผิดนักหากเราจะบอกว่า Bandersnatch  คือความทะเยอทะยานอีกครั้งในโลกภาพยนตร์ ถึงการพยายามจะนำเสนอวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ เสพสื่อแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ท้าทายคนทำหนัง หากแต่มันยังกระตกต่อมรับรสของคนดูได้ดีไม่แพ้กัน และน่าจับตาว่า ในอนาคตนั้น ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมเช่นนี้ คนทำหนังจะงัดอะไรออกมาให้เราได้ดูกันอีกบ้างนะ