Argo Ben Affelck Good will Hunting Matt Damon The Martian

เบน แอฟเฟล็ค + แม็ตต์ เดมอน : มิตรภาพ ‘เราและนาย’ ฉบับฮอลลีวูด

Home / bioscope / เบน แอฟเฟล็ค + แม็ตต์ เดมอน : มิตรภาพ ‘เราและนาย’ ฉบับฮอลลีวูด

เป็นเวลานานเกือบสี่ทศวรรษแล้วที่ เบน แอฟเฟล็ค กับ แม็ตต์ เดมอน ก่อร่างมิตรภาพระหว่างกันมาอย่างเหนียวแน่นและน่าประทับใจ ไม่เฉพาะแค่ในช่วงเวลาระหว่างที่พวกเขาก้าวสู่วงการภาพยนตร์ในฐานะนักแสดงหน้าใหม่โนเนม จนกลายมาเป็นผู้เล่นแถวหน้าในโลกฮอลลีวูดที่ใครๆ ก็รู้จักเท่านั้น หากแต่ยังย้อนไปไกลจนถึงช่วงวัยเยาว์ของทั้งคู่กันเลยทีเดียว!

 

1.

แอฟเฟล็คกับเดมอนเป็นเพื่อนซี้ที่มีอายุห่างกันสองปี ทั้งคู่เล่าว่ารู้จักและเริ่มสนิทกันมาตั้งแต่ตอนที่อายุได้เพียง 8 และ 10 ขวบ (ตามลำดับ) แถวละแวกบ้านในแมสซาชูเซ็ตต์ส ซึ่งอาจเพราะพวกเขาต่างก็เป็นเด็กผู้ชายที่คลั่งไคล้เบสบอลอย่างหนัก ทั้งยังค่อยๆ ตกหลุมรักศาสตร์ของ ‘ภาพยนตร์’ เหมือนกัน จึงทำให้ยิ่ง ‘จูนกันติด’ ได้ไม่ยาก “เราโตมาด้วยกันครับ แล้วเราก็หลงรักในสิ่งสิ่งเดียวกันด้วย ทั้งการแสดงและการทำหนัง” เดมอนว่า “ผมคิดว่าเราแบ่งปันความหลงใหลนี้ร่วมกันตลอดหลายขวบปีที่เราสร้างตัวตนขึ้นมา มันจึงผูกเราเข้าด้วยกันมาได้ตลอดชีวิตขนาดนี้”

อย่างไรก็ดี แม้แอฟเฟล็คจะเริ่มต้นแสดงอะไรเล็กๆ น้อยๆ มาก่อนหน้านั้น ทว่ากลับเป็นเดมอนนี่เองที่ทำให้ฝ่ายแรกเริ่มหันมาจริงจังกับการแสดง “ก่อนหน้า(ที่จะเจอ)แม็ตต์ ผม(ทำการแสดง)อยู่ตามลำพัง การแสดงเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งที่ผมแค่ออกไปแล้วทำมัน จะเล่นในรายการทีวีเล็กๆ หรืออะไรก็ตาม โดยที่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีเด็กคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไรหรือสิ่งที่ผมทำอยู่มันเป็นยังไง” แอฟเฟล็คสาธยาย “จนกระทั่งผมมีเพื่อนคนนี้ที่ชื่อแม็ตต์ เขาเข้าใจและอยากทำมันบ้าง เพราะคิดว่ามันน่าสนใจดี รวมถึงอยากพูดถึงมันตลอด จากนั้นไม่นาน เราเลยออกไปทำมันด้วยกันครับ” ซึ่งตลอดสิบปีให้หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็มักจะนั่งรถลงเรือหรือแม้แต่นั่งเครื่องบินเพื่อควงแขนกันไปออดิชั่นบทเป็นประจำ …ซึ่งเงินค่าเดินทางเหล่านั้นก็มาจากบัญชีธนาคารท้องถิ่นที่พวกเขาเปิดร่วมกันเอาไว้เพื่อออมเงินสำหรับเดินทางไปออดิชั่นด้วยกันนี่เอง!

School Ties

ทั้งคู่พากันเข้าเรียนและต่อสู้หางานแสดงร่วมกันมา จนแอฟเฟล็คเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุ 18 และมีเอเจนซีในนิวยอร์คดูแลงานให้ (หลังดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาเอาดีทางการแสดงอย่างจริงจัง) เขาจึงหาทางดึงเดมอนที่ตอนนั้นกำลังเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้มาอยู่เอเจนซีเดียวกัน และได้แสดงร่วมจอกันทั้งบทตัวประกอบและบทสมทบใน Field of Dreams (1989, ฟิล อัลเดน โรบินสัน) และ School Ties (1992, โรเบิร์ต เมนเดล) ก่อนที่แอฟเฟล็คจะไปไกลกว่าเดมอนหนึ่งก้าวด้วยการรับบทตัวละครสุดกวนของหนังอย่าง Dazed and Confused (1993, ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์) และ Mallrats (1995, เควิน สมิธ) รวมถึงการเป็นพระเอกหนังโรแมนติกคอมิดี้อย่าง Chasing Amy (1997, สมิธ) ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ในปีช่วงต้นยุค 90 ระหว่างที่ทั้งคู่เริ่มมีงานแสดงเข้ามายังไม่มากนัก และเดมอนต้องมานอนค้างที่ห้องของแอฟเฟล็คในลอสแอนเจลิสขณะถ่ายทำหนังเรื่อง Geronimo: An American Legend (1993, วอลเตอร์ ฮิลล์) อย่างยาวนาน พวกเขาก็สุมหัวกันเขียนบทหนัง-อันว่าด้วยเด็กหนุ่มโคตรอัจฉริยะในชุมชนเสื่อมโทรมที่ถูกหมายหัวโดยรัฐบาล-ขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตาย (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการบ้านในวิชาการละครของเดมอน) โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีใครซื้อไปทำเป็นหนังหรือเปล่า …ก่อนที่บทหนังเรื่องนี้จะถูกตั้งชื่อเสียใหม่ว่า Good Will Hunting

 

เคซีย์ แอฟเฟล็ค – น้องเบน (ซ้ายบน), เบน แอฟเฟล็ค (ขวาบน) และเดมอน (ขวาล่าง) ใน Good Will Hunting
 2.

บทของ Good Will Hunting ถูกส่งไปให้ คริส มัวร์ โปรดิวเซอร์ที่แอฟเฟล็คเคยทำงานด้วยใน Glory Daze (1995, ริก ไวล์คส์) ภายใต้ความหวังอันน้อยนิดว่าขอแค่ได้แสดงหนังด้วยกันอีกสักครั้งก็พอ แต่หารู้ไม่ว่ามันกลับ ‘เปลี่ยนชีวิต’ ของสองเพื่อนซี้ นับตั้งแต่ตอนที่ได้รับการคอนเฟิร์มว่ามันจะถูกสร้างเป็นหนังกันเลยทีเดียว!

“ผมจำได้ว่ามันถูกตีพิมพ์ลงใน Daily Variety ว่าเราจะได้เงิน(ค่าบท)จากมันถึง 600,000 เหรียญฯ ตอนนั้นเรายังไม่มีเครดิตอะไร เราเลยไปขอเช่าบ้านราคาเดือนละ 3,000 เหรียญฯ โดยเอาหน้ากระดาษของ Daily Variety นั่นแหละไปค้ำ” แอฟเฟล็คเล่าถึงอดีตสุดฮา “ผมบอกเขาว่า ‘ถึงเราจะยังไม่มีเครดิต แต่นี่คือพวกเราจริงๆ นะครับ!’’ เจ้าของที่เลยบอกว่า ‘เออ ก็ได้(วะ)’ – ตอนนั้นเราคิดว่าเงินหกแสนจะดูแลพวกเราไปได้อีก 20 ปี เราเลยเปลี่ยนอพาร์ตเมนต์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ แถมยังซื้อรถจีพเชอโรกีส์มาขับอีก …เท่านั้นแหละ เราก็ ‘ถังแตก’ ภายในเวลาเพียงแค่ปีเดียว” เขาหัวเราะ

ออสการ์ของพวกเขา

อย่างไรก็ดี หนังยังใช้เวลากว่าที่จะได้สร้างอยู่นานหลายปี ทั้งการแก้บท, เถียงกันเรื่องนักแสดงนำ (ที่ค่ายอยากได้ แบรด พิตต์ กับ ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ มาแทน) และการเปลี่ยนค่าย (จาก Castle Rock เป็น Miramax) จนกระทั่งโชคเริ่มเข้าข้าง เมื่อเดมอนได้รับบทนำใน The Rainmaker (1997, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา) จนเริ่มมีชื่อชั้นในแวดวงคนทำงาน และ โรบิน วิลเลียมส์ ยอมเซ็นสัญญามารับบทสำคัญของหนังเป็น ฌอน แม็กไกวร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ช่วยบำบัด วิลล์ ฮันติง ภารโรงหนุ่มของ MIT ผู้เป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์แต่หัวร้อนเก่งของเดมอน (ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจเรื่องอาชีพมาจากพ่อของแอฟเฟล็คที่เป็นภารโรงของฮาร์วาร์ด โดยเปลี่ยนจากร่างแรกที่เป็นหนังธริลเลอร์โดยคำแนะนำของผกก. ร็อบ ไรเนอร์ แห่ง Stand by Me) โดยมีแอฟเฟล็คเล่นเป็น ชัคกี เพื่อนซี้คนสนิท-ที่แม้จะดูไร้อนาคตกว่าแต่ก็รักเพื่อนมาก โปรเจ็กต์นี้จึงได้ฤกษ์เดินหน้าอย่างจริงจัง โดยได้ กัส แวน แซนต์ (Drugstore Cowboy) มากำกับภายใต้การชี้แนะของเควิน สมิธที่ช่วยผลักดันโปรเจ็กต์นี้มามาตลอด

และหลังจากที่ Good Will Hunting ออกฉายในปี 1997 นอกจากตัวหนังจะกวาดรายได้ถล่มทลาย และพวกเขาจะได้รับคำชมจากการแสดงร่วมจอกันอย่างเข้าขา-จนเดมอนได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายเป็นครั้งแรกแล้ว พวกเขาก็ยังชนะออสการ์ในฐานะของเจ้าของบทหนังออริจินัลยอดเยี่ยมอีกด้วย (หนังชิง 9 สาขา และคว้ามา 2 – อีกรางวัลคือนักแสดงสมทบชายของวิลเลียมส์) …ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในฮอลลีวูดของคนทั้งคู่ – ดังที่เราทราบกันดี!

 

The Martian
3.

หลังจากความสำเร็จของ Good Will Hunting ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน โดยเดมอนกลายเป็นนักแสดงขวัญใจนักวิจารณ์จากบทเด่นๆ ใน Saving Private Ryan (1998, สตีเวน สปีลเบิร์ก); The Talented Mr. Ripley (1999, แอนโธนี มิงเกลลา); The Departed (2006, มาร์ติน สกอร์เซซี) และ The Martian (2015, ริดลีย์ สก็อตต์) รวมถึงเป็นพระเอกนักบู๊ในแฟรนไชส์หนังแอ็กชั่นทำเงินอย่าง Ocean’s และ Bourne ระหว่างยุค 2000-2010 (อนึ่ง เขาเกือบจะได้รับบทนำใน Manchester by the Sea หนังปี 2016 ที่เขาโปรดิวซ์เองแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ใจอ่อนยอมหลีกทางให้ เคซีย์ แอฟเฟล็ค น้องชายของเพื่อนรักไปเสียก่อน …ซึ่งบทนี้เองที่ทำให้เคซีย์ได้ออสการ์นักแสดงนำชาย!)

Argo

ขณะที่แอฟเฟล็คก็ยังคงทำการแสดงในหนังที่หลากหลายและท้าทาย อาทิ บทพระเอกหล่อๆ ใน Armageddon (1998, ไมเคิล เบย์) และ Pearl Harbor (2001, เบย์), บทหนุ่มเมียหายที่ถูกปั่นหัวใน Gone Girl (2014, เดวิด ฟินเชอร์) หรือบทหนุ่มออทิสติกผู้เป็นอัฉจริยะด้านการคำนวณที่ต้องไปพัวพันกับโลกก่อการร้ายใน The Accountant (2016, เกวิน โอคอนเนอร์) สลับกับการหันไปเอาดีด้านการกำกับหนังนีโอนัวร์ที่คนชื่นชมอย่าง Gone Baby Gone (2007) หรือ The Town (2010) จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์มาได้จากหนังสุดระทึกที่เล่นเอง/กำกับเองอย่าง Argo (2012) ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ซึ่งเป็นการ ‘เข้าชิงแล้วชนะเลย’ ครั้งที่ 2 ของเขา ถัดจาก Good Will Hunting!)

แต่แม้ว่าจะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่ตนถนัด แต่ทั้งคู่ก็ดูจะยังวนเวียนอยู่ในชีวิตของกันและกันมาโดยตลอด 20 กว่าปี ทั้งในแง่ของการงานและชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการย้ายบ้านไปอยู่ซอยเดียวกัน, การที่เดมอนคอยผลักดันให้แอฟเฟล็คไปบำบัดเลิกเหล้า, การตั้งบริษัทโปรดักชั่นหนังร่วมกัน, การทำรายการเรียลิตี้ปลุกปั้นคนทำหนังหน้าใหม่อย่าง Project Greenlight ทางช่อง HBO หรือแม้แต่การพยายามแสวงหาโปรเจ็กต์หนังใหม่ๆ เพื่อร่วมงานกัน (เดมอนเคยพูดถึงขั้นที่ว่า ถึงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ เขาก็จะยอมเล่น ถ้าเพื่อนเป็นคนทำ!) โดยมีหนังสืบสวน Witness for Prosecution ที่เดมอนโปรดิวซ์และแอฟเฟล็คกำกับ/นำแสดงจ่อคิวรออยู่

 

ทั้งคู่บนเวทีออสการ์ปี 2017
4.

เดมอนในวัย 48 เคยกล่าวถึงแอฟเฟล็คในวัย 46 -ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ทั้งการโดนดูถูกเรื่องผลงานที่แป้กๆ ทั้งหลาย, ความล้มเหลวในชีวิตรัก และการต้องต่อสู้กับอาการติดเหล้าของตนตลอด 20 กว่าปีในวงการ- ว่า “มันเจ็บปวดนะที่ต้องเป็นเพื่อนกับไอ้หมอนี่ เพราะมันไม่แฟร์เลย คุณว่ามั้ย คือในความคิดผมเนี่ย มันไม่มีใครเลยที่จะเข้าใจเขาจริงๆ น่ะ ทั้งๆ ที่เขาปีนจากก้นบึ้งของภูเขาขึ้นมาถึงจุดสูงสุดได้ขนาดนี้แล้ว!”

ขณะที่แอฟเฟล็คก็ขอบคุณเพื่อนรัก-ผู้เป็นเสมือนพี่น้องคนหนึ่ง-ของเขาว่า “ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันมีค่ามากแค่ไหนกับการที่คุณมีใครสักคนมาคอยข้ามผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องดีและร้าย คนที่รู้ว่าชีวิตคุณเจออะไรมาบ้าง คนที่รู้สึกเชื่อมโยงกับมันได้จริงๆ …มันเป็นมิตรภาพที่มีคุณค่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจเลยแหละครับ

ฉะนี้แล้ว แม้ว่าใครๆ จะไม่ค่อยรักพวกเขาเท่าไหร่ แต่ความรักที่ทั้งคู่มีให้แก่กันนั้น ก็ดูจะยังคงเป็นส่วนเติมเต็มที่ทรงพลังและยั่งยืนกว่าอะไรทั้งหมด-จนหลายคนไม่ว่ารักหรือชังก็อาจต้องแอบอิจฉากับความจริงในข้อนี้!