Audition Being John Malkovich Fight Club Man on the Moon Sun Alley The Blair Witch Project The Iron Giant The Limey The Matrix The Sixth Sense

10 หนังโลกโคตรคัลต์ขวัญใจนักวิจารณ์ ที่อายุครบรอบ 20 ในปี 2019 นี้!

Home / bioscope / 10 หนังโลกโคตรคัลต์ขวัญใจนักวิจารณ์ ที่อายุครบรอบ 20 ในปี 2019 นี้!

ปี 1999 นับเป็นอีกปีทองของวงการหนังโลก เมื่อฮอลลีวูดมีหนังที่ทำเงินมหาศาลด้วยรายได้ 924 ล้านเหรียญฯ (และทำเงินมากสุดของปีนั้น) อย่าง Star Wars: Episode I – The Phantom Menace ของ จอร์จ ลูคัส, แอนิเมชั่นภาคต่อที่เราแสนรักแบบ Toy Story 2 โดย จอห์น แลสซีเตอร์ และ Tarzan โดย เควิน ลิมา, หนังรักโรแมนติกขึ้นหิ้ง Notting Hill ของ โรเจอร์ มิเชลล์

ตลอดจนหนังโลกหลากสัญชาติทั้ง Memento Mori (เกาหลีใต้, คิมแทยัง และ มินคยูดง), My Neighbors the Yamadas (ญี่ปุ่น, อิซาโตะ ทาคาฮาตะ), All About My Mother (สเปน, เปโดร อัลโมโดวาร์) และหนังไทยขึ้นชื่ออย่าง ‘นางนาก’ ของ นนทรีย์ นิมิบุตร ไปจนถึง ‘เรื่องตลก 69’ โดย เป็นเอก รัตนเรือง ที่อายุครบ 20 ปีในปีนี้แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปี 1999 เองก็เพียบไปด้วยสารพัดหนังคัลต์ ที่ตอนออกฉายทั้งเปรี้ยงและแป้กในด้านการทำเงิน แต่กลายเป็นขวัญใจนักวิจารณ์ทั้งในเวลานั้น ตลอดจนอีกสองทศวรรษต่อมาในเวลานี้ และนี่คือ 10 หนังโคตรคัลต์ขวัญใจนักวิจารณ์จากทั่วโลกที่เราเลือกมาจ้า

 

The Sixth Sense
กำกับ – เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

หนังที่ขึ้นชื่อว่า ‘ห้ามสปอยล์เด็ดขาด!’ แห่งยุค 90 ของผู้กำกับที่กำลังจะมีหนังเตรียมออกฉายในปีนี้เรื่อง Glass โดย The Sixth Sense เล่าถึง มัลคอล์ม (บรูซ วิลลิส) จิตแพทย์เด็กที่ไปเจอเข้ากับ โคล (ฮาร์ลีย์ โจล ออสเมนต์) เด็กชายที่มีบุคลิกแปลกแยกและเก็บตัว ทั้งยังบอกว่าเขามีสัมผัสลี้ลับที่เห็นคนตายได้ และทำให้มัลคอล์มในฐานะจิตแพทย์เด็กกังวลอย่างหนักว่าโคลอาจมีอาการผิดปกติบางอย่าง นำมาสู่การสืบสวนและหาทางรักษาคนไข้ของเขาจนนำไปสู่ความจริงอันน่าตื่นตะลึง

นี่คือหนังแจ้งเกิดชยามาลานอย่างแท้จริง เพราะมันคือหนังเงียบๆ ที่เข้าฉายต่อจากหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Deep Blue Sea (1999, เร็นนี ฮาร์ลิน) และหนังโรแมนติก-คอมิดี้ขวัญใจชาวอเมริกัน Runaway Bride (1999, แกร์รี มาร์แชลล์) และทำเงินมหาศาลด้วยรายได้ 672.8 ล้านเหรียญฯ (จากทุน 40 ล้านเหรียญฯ) คนดูผู้เตรียมจะไปดูหนังที่ว่าด้วยจิตแพทย์กับคนไข้เด็กเป็นอันต้องออกมาในอาการ ‘เหวอแตก’ แทบทุกคน ตัวหนังชิงออสการ์ 6 สาขา ส่วนประโยคอมตะ “I see dead people” ได้รับการโหวตให้ติดอันดับ ‘100 ประโยคที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากภาพยนตร์’ โดยนิตยสาร Premiere เมื่อปี 2007

 

Audition
กำกับ – ทาคาชิ มิอิเกะ

“ลมปากสร้างคำโกหก ส่วนความเจ็บปวดนั้นไซร้ สร้างความเชื่อใจ”

หนังสัญชาติญี่ปุ่นชวนสติแตกของมิอิเกะ ผู้ที่ในเวลาต่อมาจะกำกับหนังเลือดท่วมอย่าง Ichi the Killer (2001) และหนังดัดแปลงจากมังงะขวัญใจวัยรุ่นอย่าง Crows Zero (2007) กับ JoJo’s Bizarre Adventure (2017)

และ Audition คือหนังสยองติดอันดับ 100 ฉากที่น่ากลัวที่สุดในโลกภาพยนตร์ จัดโดยรายการโทรทัศน์ Bravo ของอเมริกา (เคียงคู่กันไปกับหนังเบอร์ใหญ่อย่าง Jaws, Alien, The Exorcist) โดยหนังเล่าเรื่องถึง อาโอยามะ พ่อม่ายลูกติดที่หลังจากเมียรักตายก็เลี้ยงลูกคนเดียวมาเจ็ดปีเต็มๆ และเมื่อลูกชายเติบโตขึ้นก็คะยั้นคะยอให้เขาหาเมียใหม่เพื่อหาความสุขใส่ตัวเสียบ้าง หากแต่อาโอยามะไม่รู้จะหาเมียจากไหนเลยเปิดรับการคัดตัวหรือ Audition สาวๆ มากหน้าหลายตา และเขาต้องใจสาวน้อยบุคลิกบอบบางราวกลีบดอกไม้อย่าง อาซามิ ที่เมื่อเขาหลวมตัวไปตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว ความหายนะและบ้าบิ่นสุดขีดคลั่งก็ตามมาจนคนดูปรับตัวตามไม่ทัน! จากช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของหนังที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไมอิกิตัดสลับพาคนดูเข้าสู่โลกของความโหดเหี้ยมแบบไม่ทันตั้งตัวจนไม่น่าแปลกที่หนังถูกจัดเรตสำหรับคนดูอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป แถมหลายเสียงยังบอกว่ามันทำให้หนังเลือดสาดยุคใหม่ๆ กลายเป็นหนังหน่อมแน้มไปได้โดยปริยาย!

นี่คือหนังที่ส่งไมอิกิคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังนานาชาติรอตเทอร์ดัม โดยนักวิจารณ์กล่าวว่านอกจากความโหด ดิบแล้ว มันยังวิพากษ์ถึงความรุนแรงและจิตใจอันบ้าคลั่งของมนุษย์ผ่านภาษาภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

 

The Blair Witch Project
กำกับ – เอโดราโด ซานเชส และ แดเนียล ไมริค

ด้วยทุนต่ำเตี้ยเพียง 60,000 เหรียญฯ การกวาดรายได้สูงถึง 248 ล้านเหรียญฯ จึงกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ทั้งตัวคนทำหนังและนักวิจารณ์เองต้องช็อคตาค้าง หนังเฮอร์เรอร์ที่พูดถึงกลุ่มนักศึกษาเข้าป่าเข้าดงเพื่อตามตำนาน ‘แม่มดแบลร์’ ในปี 1994 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่ในอีกปีต่อมา หลักฐานการมีอยู่ของพวกเขาจะถูกพบเข้า โดยเฉพาะฟิล์มจากกล้อง 8 มม. กับ 16 มม. ที่บันทึกเหตุการณ์ที่พวกเขาหายตัวไปผ่านสายตาของตากล้อง ซึ่งเป็นหนึ่งในนักศึกษาทั้งสาม

นักแสดงโนเนม, ผู้กำกับโนเนมพอๆ กัน โดยนี่คือหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับทั้งสอง และเป็นหนังเรื่องแรกอีกเช่นกันของนักแสดงนำทั้งสาม (ที่ชื่อของตัวละครก็ตั้งขึ้นมาตามชื่อคนแสดงนั่นแหละ) และด้วยการที่หนังทั้งเรื่องดำเนินไปด้วย Found Footage (ฟุตเตจดิบๆ) ทำให้คนดูในยุคนั้นเชื่อว่านี่คือหนังสารคดี และอีกไม่น้อยเช่นกันที่พากันเชื่อว่า อาถรรพ์สยองของแม่มดแบลร์มีอยู่จริง! ความดิบ เฮี้ยน และสยดสยองจึงแพร่กระจายไปทั่วด้วยอานุภาพการบอกปากต่อปาก บวกแรงขับของนักวิจารณ์จนทำให้หนังทำเงินทะลุเป้าไปหลายปีแสง แถมหนังยังชนะรางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ได้ด้วย (ส่วนผู้กำกับทั้งสองถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกล้องทองคำและ C.I.C.A.E. Award)

เหนืออื่นใด มันได้กลายเป็นหนึ่งในหนังอินดี้ที่ทำกำไรสูงสุดตลอดกาลจนถึงทุกวันนี้ ทั้งยังทำให้คำว่า Found footage กลายเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้าง ในฐานะที่มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเล่าเรื่องของโลกภาพยนตร์ (ทั้งในเวลาต่อมา หนังเฮอร์เรอร์จำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะ REC, Cloverfield และ Paranormal Activity)

 

Fight Club
กำกับ – เดวิด ฟินเชอร์

หนังเถื่อนขวัญใจหลายคน ที่ในเวลานี้มันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนังคัลต์เลือดเดือดของยุคสมัยไปแล้ว แต่ใครกันจะคิดว่าตอนที่ฉายนั้น มันไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะทำเงินในประเทศไปเพียง 37 ล้านเหรียญฯ จากทุน 63 ล้านเหรียญฯ ก่อนที่ในเวลาต่อมา มันจะได้รับการยอมรับในวงกว้างจนกลายเป็นหนังขึ้นชื่ออีกเรื่องของฟินเชอร์ แถมยังทำให้วลีเด็ดอย่าง “The first rule of Fight Club is you do not talk about Fight Club” ติดอันดับที่ 27 ของ ‘100 ประโยคที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากภาพยนตร์’ โดยนิตยสาร Premiere เมื่อปี 2007

สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ชัค พอลาห์นิก โดยเล่าเรื่องของกระทาชายนิรนามผู้เป็นหนุ่มออฟฟิศ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ที่อยู่ดีๆ ก็พบว่าห้องพักสุดหรูของเขาไฟไหม้จนต้องไปขอพักอาศัยกับชายนักผลิตสบู่ที่เพิ่งเจอกันบนเครื่องบินนาม ไทเลอร์ เดอร์เดนต์ (แบรด พิตต์) ก่อนที่ในเวลาต่อมา เดอร์เดนต์จะสร้างกลุ่มมวยใต้ดินให้เหล่าชายหนุ่มผู้อัดอั้นจากการงานทั้งหลายมาสาวหมัดใส่หน้ากันเพื่อระบายความเครียดในชื่อ Fight Club ซึ่งที่สุดแล้ว มันได้กลายเป็นกองทัพปฏิวัติระบบทุนนิยมอันเดือดดาล!

นอกจากหนังจะหักมุมสุดกู่ มันยังวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมที่กลืนกินอเมริกาอย่างหนักในเวลานั้น โดยในยุค 90 เศรษฐกิจอเมริกาพุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนเกิดปรากฏการณ์ 1990s United States boom และผู้คนหันมาจับจ่ายใช้สอย บริโภคกันอย่างหนักหน่วง กระทั่งปลายยุคที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยจนเข้าสู่ยุคภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com bubble) อันเป็นจุดจบของความเฟื่องฟูในที่สุด

อีกอย่างคือ นี่เป็นหนึ่งในหนังที่เท่สุดขีดของทั้งพิตต์และนอร์ตันด้วยนะ! ><

 

Being John Malkovich
กำกับ – สไปค์ จอนซ์

สารพัดความเซอร์แตกระเบิดขึ้นเมื่อหนังกำกับโดยจอนซ์ (ซึ่งกาลครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับขวัญใจเด็กแนว) จับมือกับคนเขียนบทเจ้าของเนื้อเรื่องหลุดโลกอย่าง ชาร์ลี คอฟแมน!

เคร็ก (จอห์น คูแซค) ชายหนุ่มที่บังเอิญได้เข้าไปในสมอง (จริงๆ) ของนักแสดงดังอย่าง จอห์น มัลโควิช (รับบทโดยมัลโควิชจริงๆ เหมือนกัน) และเจอแต่คนแปลกๆ เพี้ยนๆ แต่ยังไม่ทันไรเขาก็โดนดีดกลับออกมาสู่โลกปกติ เคร็กเลยหาทางกลับเข้าไปในสมองมัลโควิชอีกครั้งเพื่อหาทางทำเงิน โดยการ ‘เปิดทัวร์’ หัวสมองของมัลโควิช (!!) ที่สุดท้ายนอกจากทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว มันยังเปิดโอกาสให้เคร็กได้ควบคุมการกระทำของอีตานักแสดงดังจากหัวกบาลของเขาเองด้วย (อะรั๊ยยยยย)

ภายใต้ความเซอร์สติแตกเช่นนี้ หนังได้รับคำวิจารณ์แง่บวกสุดๆ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกตีความในแง่ปรัชญาอย่างลึกซึ้งจากนักวิจารณ์หลายสำนัก โดยเฉพาะเรื่องของการมีตัวตนของมนุษย์ที่ซ้อนทับกันหลายชั้น อันเป็นประเด็นสุดจะล้ำในยุคสมัยนั้น (และเผลอๆ ก็ยังล้ำในยุคสมัยนี้อยู่) และทันทีที่ออกฉาย มันก็กลายเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็วในแง่ความเซอร์แตกของพล็อต ก่อนที่สุดท้าย หนังจะได้เข้าชิงออสการ์ถึงสามสาขา รวมทั้งกำกับยอดเยี่ยมและเขียนบทยอดเยี่ยมด้วย (จากหนังที่ว่าด้วยการเดินเที่ยวในหัวกบาลดารานี่แหละ!)

 

The Matrix
กำกับ – พี่น้องวาชอว์สกี

ปฐมบทการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรที่ได้กลายมาเป็นหนังสร้างชื่อของคนทำหนังสองพี่น้องอย่าง ลานา และ ลิลี สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้พล็อตเรื่องชวนตระหนกคือเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดึงเอาการใช้ซีจีมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในการเล่าเรื่องอย่างจริงจัง อันเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนทำหนังยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครกล้าใช้นัก ไม่เพียงเท่านั้น มันยังพูดถึงปรัชญา การเมือง ตลอดจนความเป็นความตายของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งเป็นที่สุด

ในโลกอนาคตนั้น มนุษย์ทำสงครามกับปัญญาประดิษฐ์ ก่อนที่ฝ่ายแรกจะพ่ายแพ้และถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นในแคปซูลเล็กๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของฝ่ายหลัง โดยในแคปซูลนั้นคือโลกจำลองนาม The Matrix ที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นมาให้มนุษย์อยู่อาศัย และภายใต้ความสงบสงัดของการมีชีวิต นีโอ (รับบทโดยหนุ่มฮ็อตระเบิด คีอานู รีฟ) ถูกปลุกขึ้นมาให้ปลดแอดมนุษยชาติออกจากการจองจำของเหล่าหุ่นยนต์ อันนำไปสู่การตั้งคำถามค้นหาความหมายของความจริง ความลวง และชีวิต

แน่ล่ะว่าในวันที่ออกฉายแรกๆ หลายคนอาจไม่เข้าใจสิ่งที่หนังกำลังพูดถึงเนื่องจากมันแสนจะซับซ้อน ชุลมุนชลเกระหว่างโลกจริงและโลกลวง หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ได้กลายเป็นหนังสำคัญเรื่องหนึ่งที่พูดถึงปรัชญาอย่างงดงาม โดยต่อจากนี้ สองพี่น้องวาชอว์สกีก็ได้ทำหนังที่วิเคราะห์ถึงปรัชญาชีวิตลึกซึ้งอย่าง Cloud Atlas (2012) ด้วย

The Matrix ได้สร้างภาพจำหลายอย่าง ทั้งฉากการ ‘ยื่นยา’ อันเป็นทางเลือกสำคัญที่มนุษย์ต้องตัดสินใจ, การหลบกระสุนที่เป็นหมุดหมายใหญ่ในการใช้ซีจีเข้ามาเล่าเรื่อง และการหยุดกระสุนที่ในวันนี้มันก็ยังเป็นฉากที่เท่ไม่เสื่อมคลาย

 

The Iron Giant
กำกับ – แบรด เบิร์ด

แอนิเมชั่นสร้างชื่อของเบิร์ด ผู้ที่ในเวลาต่อมาจะได้กำกับ The Incredibles (2004), Ratatouille (2007) และ Incredibles 2 (2018) ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องราวของเจ้าหุ่นยนต์ต่างดาวและเด็กชาย ทำให้คนดู -ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่- น้ำตาร่วงถล่มทลายกันเกลื่อนจอมาแล้ว (ก่อนหน้านี้ เบิร์ดเล่าว่าตอนกำลังตัดต่อ หนังทำได้ทีมงานทั้งห้องนั่งร้องไห้กันระงม “และนั่นแปลว่า เราแตะโดนจุดสำคัญบางอย่างเข้าแล้ว” เขาเล่าอย่างภูมิใจ)

The Iron Giant ย้อนเวลากลับไปยังปี 1957 (อันเป็นปีที่เบิร์ดเกิด) เมื่อบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาจากนอกโลกตกลงสู่ทะเล และในเวลาต่อมา โฮการ์ธ (ให้เสียงโดย เอลี มาเรียนธาล) เด็กชายวัยเก้าขวบก็ได้เจอเหล็กยักษ์ (ให้เสียงโดย วิน ดีเซล) สูงเท่าบ้านโดยไฟฟ้าช็อตอยู่ เขาจึงช่วยชีวิตสิ่งประหลาดนั้นไว้และได้สานมิตรภาพต่อมาเป็นอันดี ก่อนที่ในเวลาต่อมา พวกเขาทั้งสองจะได้เรียนรู้ความเจ็บปวดของการเติบโตและต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้อย่างเข้มแข็ง

ตัวแอนิเมชั่นดัดแปลงเค้าโครงเรื่องอย่างหลวมๆ มาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ เท็ด ฮิวจ์ส -กวีและนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กชาวอังกฤษ- ในปี 1968 ตัวโปรเจ็กต์ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ จนถึงมือเบิร์ดที่อ่านบทกวีต้นเรื่องของฮิวจ์สแล้วประทับใจกับบรรยากาศมืดหม่นในบทกวีสำหรับเด็กของฮิวจ์สอย่างมาก เขาจัดการดัดแปลงให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่อเมริกา โดยที่ฉากหลังในเรื่องนั้นคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายของสงครามและความสูญเสีย “ฉากที่รัฐเมนมันเหมือนภาพวาดของ นอร์แมน ร็อคเวลล์ (ศิลปินภาพยุคสงครามโลกครั้งที่สองชาวอเมริกัน) นั่นแหละครับ ภายนอกมันสวยงาม แต่ข้างในนั้นคุกรุ่นไปหมด ทุกคนอยู่ใต้ความหวาดกลัวของระเบิด, ชาวรัสเซีย, สปุตนิก (ดาวเทียมจากฝั่งโซเวียต) แม้กระทั่งดนตรีร็อคแอนด์โรลล์” เบิร์ดอธิบาย “มันเลยกลายเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมมุดๆ ไปเลยในการจะใส่หุ่นยักษ์สูง 50 ฟุตเข้าไปในเรื่อง”

นอกเหนือจากการที่มันเป็นแอนิเมชั่นสำหรับเด็กที่มีธีมค่อนข้างเศร้าแล้ว เบื้องหลังของตัวเองมันก็เศร้าไม่แพ้กัน เท็ด ฮิวจ์สเขียนบทกวีนี้ขึ้นมาเพื่อมีจุดมุ่งหมายในการปลอบโยนลูกๆ หลังจากเมียของเขา (ซิลเวีย พลาธ เป็นกวีและนักเขียนเช่นกัน) ฆ่าตัวตาย ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่ประกอบสร้างตัวเองขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้งหลังแตกสลาย ขณะที่ตัวเบิร์ดเอง ตอนที่เริ่มโปรเจ็กต์นี้นั้นเขาต้องเผชิญโศกนาฏกรรมใหญ่เมื่อน้องสาวแท้ๆ ถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง ประกอบรวมเข้ากับแก่นแกนหลักในบทกวีของฮิวจ์ส ธีมของ The Iron Giant จึงพูดถึงความหมายของชีวิตและทางเลือกของการเป็นมนุษย์อย่าง “สมมติว่าถ้าปืนมีจิตวิญญาณ และมันไม่อยากเป็นปืนล่ะ” ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ตัวละครหุ่นเหล็กต้องเผชิญเมื่อมิตรภาพระหว่างเด็กชายงอกงามขึ้นมา และด้วยแกนหลักของเรื่องที่ว่าด้วยการเลือกและไม่เลือกที่จะเป็นและจะไม่เป็นนี้ ทำให้มันกลายเป็นแอนิเมชั่นไม่กี่เรื่องที่พูดถึงประเด็น อัตถิภาวนิยม (existentialism) อย่างแยบคาย

 

Man on the Moon
กำกับ – มิลอส ฟอร์แมน

ถัดจากความพีคหลังปรากฏตัวในหนังเซอร์สุดขอบโลกอย่าง The Truman Show (1998, ปีเตอร์ เวียร์) จิม แคร์รีย์ ก็กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งจนคว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์คอมิดี้หรือมิวสิคัล จากการสวมบทบาทเป็น แอนดี คอฟแมน นักแสดงตลกชื่อดังใน Man on the Moon อันว่าด้วยชีวิตของนักแสดงคอมิดี้ที่ขึ้นชื่อว่าสุดขีดคลั่ง ด้วยการผสานเรื่องราวบนจอหนังเข้ากันกับชีวิตจริงของตัวเอง จนหลายๆ ครั้งคนดูก็แยกไม่ออกว่า ที่เห็นนั่นคือตัวตนของคอฟแมนหรือเป็นเพียงการแสดงหน้าฉากเท่านั้น ไปจนถึงว่า แท้จริงแล้ว บุคลิกและความเป็นคอฟแมนนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ มันเคยแยกออกจากกันกับสิ่งที่พวกเขาเห็นในเวทีหรือไม่

แม้ว่าหนังจะขาดทุนด้วยการทำเงินไปเพียง 47 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้าง 52 ล้านเหรียญฯ) แต่มันได้รับคำวิจารณ์แง่บวกไม่น้อย โดยเฉพาะจาก โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังที่บอกว่า “(Man on the Moon) ตั้งมั่นที่จะเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา(คอฟแมน) ชายที่พร้อมจะทดสอบคุณ, แกล้งคุณ, โกหกคุณ, หลอกคุณด้วยการแสดงบนเวทีที่ชวนให้คนดูหัวปั่น”

เช่นเดียวกับหนังคัลต์เหวอแตกเรื่องอื่นๆ มันไม่ได้ประสบความสำเร็จในขวบปีที่มันออกฉาย จนมันถูกมองว่าเป็นหนังแป้กของฟอร์แมนที่ประกาศศักดามาตั้งแต่ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), Amadeus (1984) แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนังก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในแง่การกำกับและการแสดง ที่แคร์รีย์ทุ่มสุดตัวด้วยการกลายร่างเป็นคอฟแมนแทบตลอดเวลาไม่ว่าจะหน้าฉากหรือหลังฉาก จนในที่สุด ฟุตเตจต่างๆ ก็ถูกเอามาเรียงร้อยเล่าใหม่ในสารคดี Jim & Andy: The Great Beyond (2017, คริส สมิธ)

 

Sun Alley
กำกับ – เลอานเดอร์ เฮาส์มานน์

หนังคอมิดี้สัญชาติเยอรมัน เล่าเรื่องราวเรียบง่ายของกลุ่มวัยรุ่นในเบอร์ลินตะวันออกยุค 1970 ฉายภาพของศิลปะแบบป๊อปคัลเจอร์, ดนตรีป๊อปที่ระเบิดพลังในเบอร์ลิน โดยมีแก่นกลางอยู่ที่ถนนซอนเนนอัลเล่ที่ตัดผ่านเขตแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก ภายใต้ท่าทีการเป็นหนังข้ามพ้นวัย ตัวหนังจับจ้องไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในบรรยากาศของยุคสังคมนิยมที่ใกล้ไปถึงจุดล่มสลาย (และนำไปสู่การรวมชาติของเยอรมนีในเวลาต่อมา)

หนังเล่าผ่าน มิกา (อเล็กซานเดอร์ เชียร์) หนุ่มน้อยวัย 17 ที่โปรดปรานการฟังเพลง เดินเตร่ไปตามย่านต่างๆ ความว้าวุ่นของมิกาคือการพยายามเอาชนะใจสาวน้อยในฝันที่ดันไปเดตกับไอ้หนุ่มจากฝั่งเยอรมันตะวันตก และประคับประคอง มาริโอ (อเล็กซานเดอร์ ไบเยอร์) เพื่อนรักที่หมกมุ่นกับลัทธิอัตถิภาวนิยม แถมยังถูกไล่ออกจากโรงเรียนทั้งที่แฟนสาวเพิ่งตั้งท้องอ่อนๆ ด้านหนึ่งแล้ว Sun Alley มันจึงเป็นหนังข้ามพ้นวัยที่มีฉากหลังเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่ลุกคืบเข้ามาในเบอร์ลินตะวันออกพร้อมกับลัทธิเสรีนิยม

Exile on Main St. อัลบั้มบ้าพลังของ The Rolling Stones โคตรวงร็อคจากเกาะอังกฤษ บินเหินข้ามโลกมาปลูกฝันให้วัยรุ่นในเยอรมนีด้วยเพลง Let it loose และ Tumbling Dice เช่นเดียวกันกับเพลง The Letter ของ เวนย์ คาร์สัน นักดนตรีคันทรี่ชาวอเมริกัน ที่ดังกังวานอยู่ในถนนสายดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าของเบอร์ลิน

 

The Limey
กำกับ – สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์

หลังโซเดอร์เบิร์กห์ระเบิดฟอร์มร้อนแรงแผดจ้าวงการคนทำหนังจนคว้ารางวัลปาล์มทองคำจาก Sex, Lies, and Videotape (1989) มาได้ เขาก็กลับมาอีกครั้งในหนังเซอร์แตกที่ตามติดชีวิตอดีตนักโทษชายหัวร้อนชาวอังกฤษ วิลสัน (รับบทอย่างถึงพริกถึงขิงโดย เทอร์เรนซ์ สแตมป์) ที่เดินทางมายังลอสแองเจลิสเพื่อตามชำระแค้นหลังลูกสาวตายในอเมริกา และทันทีที่เครื่องบินลงจอด วิลสันก็ปะทะเข้ากับ วาเลนไทน์ (ปีเตอร์ ฟอนดา) กับแก๊งนักโทษชาวอเมริกันที่เดือดดาลไม่แพ้กัน

และเช่นเดียวกับหนังหลายๆ เรื่องที่หลังออกฉาย มันทำเงินได้อย่างน่าเศร้าด้วยการขาดทุนย่อยยับ หากแต่รายได้ของภาพยนตร์นั้นไม่ใช่ตัววัดคุณภาพของหนังเสมอไป เพราะ The Limey ยังคงน้ำเสียงการเล่าเรื่องแบบสวิงสวาย เจืออารมณ์เดือดดาลของคนนอกแบบโซเดอร์เบิร์กห์ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีลีลาการทำหนังที่โดดเด่นด้วยการใส่ฉากย้อนอดีต (flashback) จากหนังเก่าๆ โดยเฉพาะ Poor Cow (1967) หนังแจ้งเกิดของ เคน โลช คนทำหนังชาวอังกฤษเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำที่นำแสดงโดยสแตมป์เอง มันจึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างหนังสองเรื่องที่เล่าผ่านชีวิตตัวละครอย่างวิลสัน พร้อมกันนั้น ก็ได้กลายเป็นหนังที่ดึงเอาการแสดงของสแตมป์สมัยอดีตเข้ามายำรวมกับปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ปีถัดมา โซเดอร์เบิร์กห์ก็ประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยหนังดราม่า-ธริลเลอร์ล้างบางยาเสพติดอย่าง Traffic (2000) ที่ทำเงินไปได้ 207 ล้านเหรียญฯ จากทุน 48 ล้านเหรียญฯ