Arnold Schwarzenegger Edward Furlong JAMES CAMERON Linda Hamilton Robert Patrick Terminator 2: Judgment Day

10 เรื่องเบื้องหลังเกี่ยวกับการทำหนัง Terminator 2: Judgment Day ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

Home / bioscope / 10 เรื่องเบื้องหลังเกี่ยวกับการทำหนัง Terminator 2: Judgment Day ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

หลังจากที่กรำงานถ่ายทำ Piranha Part Two: The Spawning (1981) มาอย่างยาวนาน ในกระบวนการตัดต่อที่กินเวลาและใช้พลังงานเยอะ เจมส์ แคเมอรอน ผู้กำกับใหม่ถอดด้ามก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ระหว่างนั้น เขาฝันเห็น ‘คนเหล็ก’ บุกเข้ามาเอาชีวิตเขา และเมื่อตื่นขึ้นมา แคเมอรอนก็ไม่รีรอจะพัฒนาความฝันของเขาให้กลายเป็นบทหนังที่ว่าด้วย หุ่นยนต์มือสังหารจากโลกอนาคต ที่มีจุดประสงค์เพื่อสังหารหญิงสาวที่จะให้กำเนิด จอห์น คอนเนอร์ เด็กชายที่จะเป็นความหวังของมนุษยชาติในอีกหลายสิบปีข้างหน้า… นั่นเองคือจุดกำเนิดของ The Terminator (1984) หนังทุนต่ำที่กวาดเงินไปได้มหาศาลถึง 78 ล้านเหรียญฯ

และความสำเร็จนั้นเปิดโอกาสให้แคเมอรอนได้ทำภาคต่อ Terminator 2: Judgment Day (1991) และกลายเป็นปรากฏการณ์หนักกว่าเดิมเมื่อมันทำเงินไปได้กว่า 523 ล้านเหรียญฯ มิหนำซ้ำยังติดอันดับหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน โดยเรื่องราวขยับจากธีมที่ว่าด้วย “หุ่นในอนาคตตามล่าหญิงสาว” มาสู่เรื่องราวของ T-800 (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ -ในเวลาต่อมา บทคนเหล็กก็กลายเป็นภาพจำของเขาไปในที่สุด) หุ่นร่างยักษ์จากอนาคตที่ถูกส่งมาปกป้องจอห์น คอนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง) วัยรุ่นหัวร้อนจากการตามล่าของ T-1000 (โรเบิร์ต แพทริค) หุ่นมือสังหารจากอนาคตรุ่นใหม่กว่า!

นักวิจารณ์หลายคนวิเคราะห์ความสำเร็จของ Judgment Day ไว้หลากหลายแง่มุมถึงปรากฏการณ์ที่มันสร้างขึ้นหลังออกฉาย แน่ล่ะว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการกำกับที่แสนแม่นยำทั้งดราม่าทั้งแอ็กชั่นของแคเมอรอน, เสน่ห์เฉพาะตัวของทั้งชวาร์เซเน็กเกอร์และเฟอร์ลอง ตลอดจนงานซีจีที่ล้ำหน้าสุดขีดในยุค 90

และนี่คือสารพัดเรื่องเบื้องหลังของ Terminator 2: Judgment Day ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

1. เพื่อจะรับบทเป็น ซาราห์ คอนเนอร์ ลินดา ฮามิลตัน ถูกส่งไปฝึกกับกองทัพคอมมานโดอิสราเอลโดยเฉพาะ บวกรวมกับเทรนด์ร่างกายกับเทรนเนอร์ส่วนตัวอีกคำรบหนึ่งเป็นเวลาสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 3 ชั่วโมงก่อนหน้าเปิดกล้องถ่ายทำ ยังไม่นับว่าไปลงเรียนยูโดและเทคนิคการใช้อาวุธหนักเป็นพิเศษด้วย

2. แคเมอรอนเล่าว่าฮามิลตัน หูดับไปข้างหนึ่งระหว่างถ่ายทำฉากกราดยิงในลิฟต์ เป็นเพราะว่าระหว่างพักกอง เธอดึงที่อุดหูออกแล้วไม่ยอมใส่กลับเข้าไปตอนเข้าฉาก

3. บทพูดของชวาร์เซเน็กเกอร์มีเพียง 700 คำเท่านั้น เทียบกับค่าตัว 15 ล้านเหรียญฯ ของเขา ถือได้ว่าเขาได้เงิน 21,429 เหรียญฯ จากคำพูดหนึ่งคำ (ดังนั้น วลีเด็ดโคตรๆ แบบ “Hasta la vista, baby” จึงมีราคาถึง 85,716 เหรียญฯ ทีเดียว)

4. ธีมคนเหล็กอันขึ้นชื่อของหนังนั้นได้ แบรด ฟีเดล คอมโพเซอร์หนังแอ็กชั่นมือฉมังมาแต่งให้ โดยเขาใส่ซาวด์โลหะกระทบกันลงไปในบทเพลงด้วย ซึ่งฟีเดลสร้างเสียงนี้ขึ้นมาจาก เอ่อ… เอากระทะเหล็กในครัวของตัวเองมาเคาะเข้าด้วยกัน

5. ฉากขึ้นชื่อตลอดกาลของหนังอย่าง T-1000 ‘ไหลเลื่อน’ ผ่านกรงเหล็กนั้น บริษัทจัดทำกราฟิกชื่อดัง Industrial Light & Magic (ILM) ต้องใช้ทีมงานถึง 36 ชีวิตในการทำให้ฉากนี้ประสบความสำเร็จ และนับเป็นเงิน 5.5 ล้านเหรียญฯ และเวลาอีกแปดเดือน โดยฉากที่ว่านี้ปรากฏอยู่ในหนังเพียง 3.5 นาทีเท่านั้น ซึ่งหากวัดที่ภาพจำแล้วถือว่ามันประสบความสำเร็จมหาศาล จนมันติดลำดับที่ 29 ในรายการ ‘100 วายร้ายที่ดีที่สุด’ ของนิตยสาร Wizard ในภายหลัง

6. ทีมงานรอจนกว่าเฟอร์ลองจะโตจนเหมาะสำหรับบทจอห์น คอนเนอร์แล้วจึงเปิดกล้องถ่ายทำ เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาบอกว่า เฟอร์ลองยังดูเด็กเกินไปมากๆ สำหรับบทในหนัง โดยมือแคสติ้ง มาลี ฟินน์ มองหาเด็กชายที่ดูหัวขบถเกินวัย และพบว่า นักแสดงเด็กอาชีพจำนวนมากไม่สามารถเล่นบทนี้ได้ จนเธอไปเจอเข้ากับเฟอร์ลอง เจ้าเด็กที่ไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อนและยืนกรานกับเธอว่า เขาเหมาะกับบทนี้ เธอจึงตกลงเลือกเขาในที่สุด

7. แต่อนิจจา เมื่อเปิดกล้องตอนที่เฟอร์ลองโต ทีมงานก็พบปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เจ้าหนุ่มดันเสียงแตกพอดี แคเมอรอนเลยฝืนถ่ายไปจนจบแบบที่ต้นเรื่องกับปลายเรื่องนั้น เสียงของจอห์น คอนเนอร์เป็นคนละเสียงอย่างสมบูรณ์ แล้วค่อยให้เฟอร์ลองมาพากย์ทับเสียงตัวเองตอนต้นเรื่อง -สมัยเสียงยังไม่แตก- อีกที (อย่างไรก็ดี แคเมอรอนอุตส่าห์เหลือเสียงแบบเด็กๆ ไว้แค่ฉากเดียวคือฉากจอห์น คอนเนอร์ร้องไห้ เพราะรู้สึกว่าเสียงแบบเด็กๆ ฟังดูน่าสงสารมากกว่า)

8. ฉากที่ T-800 หอบเอาจอห์น คอนเนอร์ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไฟพลาง ยิงศัตรูไปพลางนั้น ภายหลังชวาร์เซเน็กเกอร์เล่าว่าเขาบังเอิญสะบัดปืนฟาดหัวเฟอร์ลองไปหลายรอบทีเดียว

9. ฉากระเบิดสำนักงานใหญ่ Cyberdyne นั้นใช้กล้องถึง 11 ตัวในการจับภาพการระเบิดทุกมุมของตึก

10. เมื่อ T-800 บุกเข้ามาในห้างสรรพสินค้าพร้อมกล่องกุหลาบที่ซ่อนปืนอยู่ข้างใน เพลงที่ดังประกอบคือ You Could Be Mine โดยวง Guns N’ Roses (ปืนและกุหลาบ)