Black Panther BlacKkKlansman Blindspotting Green Book Sorry to Bother You

Green Book กับขบวนหนังคนขาว-คนดำและความหลากหลายแห่งปี 2018

Home / bioscope / Green Book กับขบวนหนังคนขาว-คนดำและความหลากหลายแห่งปี 2018

หากว่าครั้งหนึ่ง ฮอลลีวูดเคยถูกตราหน้าว่ามีแต่หนังที่ว่าด้วยคนขาว พูดถึงคนขาวและกำกับด้วยคนขาว ปี 2018 ที่ผ่านมาดูจะเป็นการ ‘แก้ตัว’ ของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดไม่น้อยเมื่อตลอดทั้งปีมีหนังที่พูดถึงคนผิวสี หรือชาวแอฟริกัน-อเมริกันมาให้ได้ดูอยู่เป็นระยะๆ ปักหมุดหมายใหญ่กันมาตั้งแต่ต้นปีโดยโคตรหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Black Panther (2018, ไรอัน คูจเลอร์) ที่นำเอาวัฒนธรรมแบบคนผิวสีมาขยายอยู่บนจอใหญ่และเป็นป๊อปคัลเจอร์อีกรูปแบบหนึ่ง ผ่านเรื่องราวการต่อสู้ชิงบัลลังก์ของซูเปอร์ฮีโร่ในวากันด้า ประเทศสมมติในจักรวาลมาร์เวล

และดูเหมือนว่านี่จะไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองโดยเหตุบังเอิญ ใช่ว่าอยู่ดีๆ คนทำหนัง -และนายทุน- จะพร้อมใจกันจับมือเล่าเรื่องของการต่อสู้, ความขัดแย้ง, วิถีชีวิตตลอดจนมิตรภาพของคนผิวสีขึ้นมาในปีนี้ เพราะช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศการต่อสู้บางอย่างของเหล่าชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ไม่ว่าจะการถูกเลือกปฏิบัติมาโดยตลอด ไปจนถึงการคัดง้างกับประธานาธิบดีที่มาพร้อมนโยบายขวาจัดอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงปี 2018 (หรือเผลอๆ ก็ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งมา) คือไม้เบื่อไม้เมากับเหล่าคนผิวสีเสมอมา

1.

ประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นอย่างรุนแรงในโลกกีฬาเมื่อ โคลิน เคเปอร์นิค (อดีต) ควอเตอร์แบ็คทีม San Francisco 49ers ปฏิเสธลุกขึ้นยืนร้องเพลงชาติสหรัฐฯ ก่อนลงแข่งอเมริกันฟุตบอลตั้งแต่ปี 2016 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนผิวดำที่ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย และจุดยืนอันเข้มแข็งของเขา – แม้จะส่งให้เจ้าตัวถูกดีดกระเด็นออกจากลีก NFL ในทันใด- หากแต่ก็แลกมาด้วยการที่ไนกี้ แบรนด์กีฬาชื่อดังจ้างเขาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อตอกย้ำถึงแนวคิดความเท่าเทียม บวกรวมกับกระแส March For Black Women ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเดินขบวนเพื่อสิทธิของหญิงผิวสีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยภาพรวมแล้วเราจึงน่าจะพอ ‘เห็นภาพ’ ของบรรยากาศบางอย่างที่ท้ายที่สุดแล้ว คนทำหนังพากันถ่ายทอดมันออกมาในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องที่เข้าฉายในปีนี้

ดังนั้น หากเราจะจาก Black Panther ซึ่งระเบิดฟอร์มอย่างงดงามมาตั้งแต่ต้นปี และเป็นหนังที่ว่าด้วยซูเปอร์ฮีโร่ผิวสีเรื่องแรกๆ ที่ถูกสร้างด้วยฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ นอกจากมันจะพูดเรื่องการชิงบัลลังก์ของสองเสือหนุ่มแล้ว อีกแง่ มันคือภาพสะท้อนความกราดเกรี้ยวของการเป็นคนผิวสีที่ถูกกดอยู่ในโลกของคนขาวผ่านตัวละคร อีริค คิลมองเกอร์ (ไมเคิล บี จอร์แดน) ที่ปรารถนาบัลลังก์กษัตริย์เพื่อนำทัพวากันด้าออกไปปราบความอหังการ์ของคนขาว

2.

ธีมอันว่าด้วยโลกที่ปกครองด้วยคนขาวนั้นยังถูกบอกเล่าผ่าน Sorry to Bother You (2018, บูตส์ ไรลีย์) สะท้อนชีวิตการทำงานของคนดำในโลกที่คนขาวเป็นใหญ่และควบคุมทุกสิ่งอย่าง ยอดกระทาชายนาย กรีน (ลาคีธ สแตนฟิลด์ -ในสภาพบอบช้ำแทบทั้งเรื่อง) ชายหนุ่มผิวสีที่อุตส่าห์ได้งานในตำแหน่งนักขายที่ต้องขายของผ่านโทรศัพท์ หากแต่เขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า วิธีที่จะขายได้ดีและทำเงินได้มากที่สุดนั้น เขาต้องเลียนเสียงและสำเนียงแบบคนขาวเท่านั้น ตัวหนังชิงรางวัลจากเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมาด้วย ทั้งยังแจ้งเกิดไรลีย์ -ซึ่งกำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก- ในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่น่าจับตาด้วย

เช่นเดียวกันกับ Blindspotting (2018, คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา) หนังดราม่าของคนทำหนังมือใหม่ถอดด้าม ที่ชำแหละโลกของคนดำในทรรศนะของคนขาวอย่างถึงแก่นด้วยการให้คนขาวสวมร่างเป็นคนดำและใช้ชีวิตแบบคนขาว ในวัฒนธรรมของคนดำ ในเมืองที่เต็มไปด้วยคนดำและตำรวจที่มาจากต่างถิ่น คอลลิน (ดาวีด ดิกก์ส) คนผิวสีที่โดนภาคทัณฑ์หลังจากกระทืบคนขาวปางตายหน้าผับ และดันไปเป็นพยานรู้เห็นการวิสามัญของตำรวจผิวขาวกับคนดำกลางถนนอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาพยายามกลับมาใช้ชีวิตตามปกติด้วยการเป็นพนักงานขนส่งกับ ไมล์ส (ราฟาเอล คาซาล) เพื่อนผิวขาวหัวร้อน ใส่ฟังทอง ร้องเพลงฮิปฮอป และถูกคอลลินเรียกว่าไอ้นิโกร ซึ่งสุดท้ายแล้วหนังได้กลายเป็นพื้นที่ในการวิพากษ์ความเป็นอยู่ของคนดำที่คนขาว -และคนเชื้อชาติอื่นๆ- อาจไม่เข้าใจได้อย่างดุเดือด ผ่านท่วงทำนองการแร็ปจากสองคู่หูนักแสดงนำที่เขียนบทหนังเองด้วย และ BlacKkKlansman (2018, สไปค์ ลี) ที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์จริงยุค 70 ที่ รอน (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) นายตำรวจผิวสีต้องแฝงตัวเข้าไปสืบคดีในกลุ่ม Ku Klux Klan (KKK) กลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนคนผิวขาว ซึ่งการจะปฏิบัติภารกิจนี้ได้นั้น ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานคนขาวชาวยิวอย่าง ฟลิป (อดัม ไดร์เวอร์) ซึ่งเมื่อยิ่งสืบลึกเข้าไป ทั้งสองยิ่งรู้สึกว่า อเมริกาช่างปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นคนนอกเสียเหลือเกิน

 

3.

ล่าสุดจาก Green Book (2018, ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี) ที่เพิ่งจะคว้ารางวัลลูกโลกทองคำมานอนกอดถึง 3 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขามิวสิคัลหรือคอมิดี้, เขียนบทยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดยหนังสร้างอิงจากเหตุการณ์จริง เล่าถึง โทนี “ลิป” วัลเลลองกา (วิกโก มอร์เทนเซน) คนขับรถสัญชาติอิตาลี-อเมริกันกับ ดอน เชอร์ลี (มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักดนตรีแจ๊ซซ์ผิวสีชาวอเมริกันที่เดินทางไปเล่นดนตรียังใต้สุดของประเทศในปี 1962 อันเป็นขวบปีที่การเหยียดผิวยังดำรงอยู่อย่างดุเดือดในอเมริกา พร้อมกับ Green Book คู่มือการเดินทางอย่างปลอดภัยของคนดำในยุคนั้น ซึ่งตัวหนังได้วิพากษ์การเหยียดผิวไปจนถึงสถานะความเป็นคนดำและคนขาวผ่านเพลงแจ๊ซซ์ ด้วยการเล่าเรื่องของถึงมนุษย์ตัวเล็กๆ สองคนที่ต้องเผชิญหน้ากับการกีดกันทางเชื้อชาติ สังคม และดนตรี

และประเด็นเหล่านี้ สะท้อนผ่านการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำที่ผ่านมาเมื่อเช้าวันนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่เพียงแต่ผู้เข้าชิงจะเต็มไปด้วยความหลากหลาย (ราวกับจะเป็นการดิ้นให้หลุดจากข้อครหาเดิมๆ ของฮอลลีวูด) แต่ตัวผู้รับรางวัลเองก็เต็มไปด้วยผู้ชนะแต่ละสาขาจากทุกๆ เชื้อชาติ ดังที่ ซานดรา โอ นักแสดงสาวสัญชาติเกาหลีใต้-แคนาดา ที่เพิ่งขึ้นรับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์ Killing Eve กล่าวไว้บนเวทีขณะรับรางวัลว่า “ฉันอยากมายืนตรงจุดนี้ มองออกไปสู่กลุ่มคนดู และได้เป็นพยานของช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงแสนสำคัญนี้” เพราะนอกจากเธอ เจ้าของรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมคือ รามิ มาเล็ค ซึ่งเป็นชาวอียิปต์-อเมริกัน ตลอดจนหนังที่คว้ารางวัลใหญ่ๆ สาขาอื่นๆ ก็ยังเป็นหนังที่มีแง่มุมของความหลากหลายทางเชื้อชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีหนังที่ว่าด้วยการต่อสู้และความเป็นอยู่ของคนผิวสีจ่อคิวรอฉายให้เราได้ดูตั้งแต่ต้นปีนี้อย่าง If Beale Street Could Talk ของผู้กำกับ แบร์รี เจนกินส์ เล่าถึงคู่รักผิวสีในยุค 70 ที่ฝ่ายชายโดนจับข้อหาอาชญากรรมที่เขาไม่ได้ก่อ และ Canal Street โดย ไรอัน ลามาร์ร เมื่อเด็กหนุ่มผิวสีถูกตั้งข้อหาว่าเขาฆาตกรรมเพื่อนร่วมชั้นเรียนผิวขาว จนครอบครัวของฝ่ายแรกต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้เด็กหนุ่ม

ความน่าสนใจคือ ทั้งหมดนี้มันได้สะท้อนบรรยากาศภาพรวม -ไม่เพียงแต่ในฮอลลีวูด- หากแต่หมายรวมถึงทั้งสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว