ingmar bergman liv ullmann

ลิฟ อุลล์มานน์ : ใบหน้าของ อิงมาร์ เบิร์กแมน และสุดยอดนักแสดงหญิงของโลก

Home / bioscope / ลิฟ อุลล์มานน์ : ใบหน้าของ อิงมาร์ เบิร์กแมน และสุดยอดนักแสดงหญิงของโลก

โดย นภัทร มะลิกุล

 

“มันเหมือนกับเวลาคุณมีความรัก ใครบางคนมองเข้ามาในตาของคุณ และคุณได้รับการมองเห็นและยอมรับ คุณเป็นตัวของตัวเอง และการทำงานกับอิงมาร์ให้ความรู้สึกเดียวกัน …เขาจะยืนอยู่หลังกล้องเสมอ และเขาจะอยู่ตรงนั้น แล้วคุณก็มีผู้ชมที่ดีที่สุดในโลกดูคุณอยู่”

 

ลิฟ อุลล์มานน์ ให้สัมภาษณ์ในปี 2018 เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับ อิงมาร์ เบิร์กแมน -ผู้กำกับชื่อก้องชาวสวีเดน- ไว้เช่นนั้น [1]

ในวัย 25 ปี อุลล์มานน์และ บีบี แอนเดอร์สสัน -ซึ่งเป็นภรรยาของเบิร์กแมนในตอนนั้น- เป็นเพื่อนสนิทกัน เธอได้พบกับเบิร์กแมนวัย 46 ปี บนท้องถนนของสวีเดนในวันหนึ่ง และให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนนั้นเธอหน้าแดงด้วยความประหม่า ในระหว่างที่อุลล์มานน์และแอนเดอร์สสันไปท่องยุโรปเพื่อดูละครด้วยกัน เบิร์กแมนก็เข้าโรงพยาบาล และเขียนบทหนังเรื่อง Persona เพื่อสำรวจอัตลักษณ์ของนักแสดงทั้งสองคนนี้ เขาเห็นทั้งความ ‘เหมือนและไม่เหมือนกัน’ ระหว่างพวกเธอในรูปถ่ายที่พวกเธออาบแดดด้วยกัน จนเกิดแรงบันดาลใจชวนอุลล์มานน์มาทำงานด้วย แอนเดอร์สสันให้สัมภาษณ์ว่า “เขาเห็นมิตรภาพของเรา และเขาก็ต้องการที่จะเข้ามาอยู่ในนี้ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” Persona จึงเป็นหนังเรื่องแรกที่อุลล์มานน์ทำกับเบิร์กแมน โดยเธอแสดงเป็น เอลิซาเบต นักแสดงสาวชื่อดังที่เกิดอาการหยุดพูดขึ้นมากะทันหัน ในขณะที่แอนเดอร์สสันรับบท อัลมา พยาบาลที่ต้องดูแลเธอ ซึ่งการแคสต์อุลล์มานน์มาเล่นนั้นไม่ได้มีการเตรียมการใดๆ และค่อนข้างฉุกละหุก

“มันเป็นเพราะใบหน้าของฉันสามารถพูดสิ่งที่เขาต้องการพูดได้ นั่นทำให้ฉันเป็นคนที่เขาอยากทำงานด้วย …เป็นเพราะใบหน้าของฉัน และฉันยังเข้าใจสิ่งที่เขาเขียนด้วย” เธอให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการรับบทที่ต้องไม่พูดอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

อุลล์มานน์กับเบิร์กแมน

อุลล์มานน์ให้สัมภาษณ์ว่าช่วงเวลาที่ถ่ายทำ Persona บนเกาะฟอเรอ (Fårö – ออกเสียงตามภาษาสวีดิช) เป็นช่วงเวลาทำหนังที่มีความสุขที่สุด เธอและเบิร์กแมนตกหลุมรักกันในกองถ่าย เมื่อถ่ายหนังเสร็จ เบิร์กแมนบอกกับเธอว่า “เราเชื่อมโยงกันอย่างเจ็บปวด” ซึ่งทำให้ลิฟ อุลล์มานน์กลายเป็นเป็น ‘คู่รัก’ ของเบิร์กแมนตั้งแต่ปี 1965-1970 พวกเขาทำหนังด้วยกันถึง 11 เรื่อง โดยอุลล์มานน์เป็นทั้งนักแสดงและภายหลังผันตัวมาเป็นผู้กำกับด้วย (เธอเคยชิงปาล์มทองจาก Faithless เมื่อปี 2000)

“เราทำให้อีกฝ่ายมีชีวิต มันจึงไม่ได้แตกต่างอะไร หากมันจะเจ็บปวดด้วย” เบิร์กแมนเขียนในจดหมายที่ให้กับอุลล์มานน์ครั้งหนึ่ง และความเข้มข้นทางอารมณ์นั้นก็ปรากฏอยู่ในผลงานแต่ละชิ้นที่พวกเขาทำร่วมกัน [2]

ในระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน พวกเขาอาศัยอยู่ที่เกาะฟอเรอ ที่ซึ่งเบิร์กแมนสร้างบ้านในฝันให้กับอุลล์มานน์ พวกเขาจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับวันหนึ่งหนึ่งเสมอว่าเป็นวันที่ดีหรือแย่ไว้ที่หน้าประตูห้องทำงาน และแม้ทั้งคู่จะเลิกรากันไปแล้ว เบิร์กแมนก็ยังเขียนบันทึกซ้ำลงไปเพื่อไม่ให้แสงแดดกัดกร่อนบันทึกเหล่านั้นให้ซีดจางลง มิตรภาพระหว่างทั้งคู่ยืนยาวตลอดชีวิตจนถึงวันที่เบิร์กแมนเสียชีวิต

“ฉันไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา” อุลมานน์ให้สัมภาษณ์ถึงวันที่เธอไปเยี่ยมเขา ซึ่งกำลังป่วยหนักอยู่ที่เกาะ “แต่ในหนังเรื่องสุดท้ายของเขา ซึ่งก็คือ Saraband ตัวละครผู้หญิงคนที่ฉันแสดงได้กลับไปหาสามีที่หย่าขาดจากกันแล้ว และเขาถามเธอว่าเธอมาที่นี่ทำไม เธอตอบว่า ‘เพราะว่าคุณเรียกหาฉันไง’ และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันพูดกับเขา ‘ฉันมาเพราะว่าคุณเรียกหาฉัน คุณเรียกหาฉัน อิงมาร์ และคุณเรียกหาคนอีกนับล้าน และฉันภูมิใจที่ได้รู้จักคุณมานาน และรู้จักคุณ’

The Emigrants
จุดกำเนิดสุดยอดนักแสดงหญิงของโลก :

ลิฟ อุลล์มานน์ตัดสินใจที่จะเป็นนักแสดงตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุนเท่าใดนัก อันที่จริงเธอเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยพูด แต่ในตอนที่เธอเด็กมาก เธอจินตนาการว่าเธอเล่นละครเรื่อง ‘เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ’ จากนิทานของ ฮานส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน และถึงกับใส่ดนตรีเข้าไปในการแสดงของตัวเอง เธออินกับบทบาทนั้นมากจนถึงขั้นร้องไห้ออกมา ตอนเธออายุ 17 ปี เธอโกหกพ่อแม่เพราะไม่ต้องการไปสอบและตั้งใจจะเลิกเรียน ทั้งแม่และครูใหญ่ของโรงเรียนปรึกษากันเพราะอยากให้เธอมีความสุข แม่ของอุลล์มานน์จึงส่งเธอไปอยู่ที่บ้านพักเยาวชน YWCA ในกรุงลอนดอน เพื่อเรียนกับครูที่โรงเรียนการละคร Webber Douglas โดยเธอต้องโกหกทุกคนที่บ้านพักเยาวชนว่าเธออายุ 19 และหมั้นหมายแล้ว เธอแกล้งไปโรงเรียนทุกเช้าทั้งที่จริงไปจบอยู่ที่โรงหนังและโรงละคร และไปเรียนอ่านบทละครสัปดาห์ละครั้งที่บ้านของครู

หลังจากนั้น เธอพยายามจะเข้าเรียนการละครที่กรุงออสโล และได้เล่นเรื่อง ‘โรมีโอกับจูเลียต’ หนึ่งในผู้ชมได้แนะนำเธอให้กับเจ้าของโรงละครในเมืองเล็กๆ ของนอร์เวย์ เธอจึงได้แสดงละครในโรงละคร โดยเรื่องแรกคือ The Diary of Anne Frank จากนั้นชื่อเสียงของเธอก็เริ่มถูกบอกเล่าแบบปากต่อปาก และเธอก็ได้ทำโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เธอให้สัมภาษณ์ว่าเคล็ดลับของความโด่งดังก็มาจากการที่เธอได้ทำสิ่งที่ให้แรงบันดาลใจกับตนเอง สำหรับเธอแล้ว การแสดงไม่ใช่การเรียกหาความสนใจจากผู้คน แต่เป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสาร และแชร์บางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในตัวเธอ มันยังเป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถเชื่อมโยงกันได้ และการเชื่อมโยงนี่เองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

นอกจากหนังที่เธอทำกับเบิร์กแมนแล้ว ผลงานการแสดงเด่นๆ ของเธอก็ยังมี The Emigrants (1971, ยอน โทรเอลล์) ที่ทำให้เธอเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากออสการ์ รวมถึงคว้ารางวัลเดียวกันในสาขาดราม่าจากลูกโลกทองคำ และ The Ox (1991) ผลงานการกำกับของตากล้องคู่บุญเบิร์กแมนอย่าง สเวน นีควิสต์ เป็นต้น – โดยในปัจจุบัน อุลล์มานน์มีอายุ 80 ปี และมีผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดคือ Miss Julie (2014) ที่นำแสดงโดย เจสสิกา แชสเทน และ โคลิน ฟาร์เรลล์

 

ผลงานหนังน่าสนใจ(เพียงบางส่วน)ของอุลล์มานน์กับเบิร์กแมน :
 
Persona (1966)

แอนเดอร์สสันกล่าวว่าเธอและอุลล์มานน์ตกลงที่จะเล่นบทที่เป็นเหมือนขั้วที่แตกต่างของบุคลิกภาพเดียวกัน และพวกเธอคิดว่าบุคลิกภาพนั้นเป็นของเบิร์กแมนเอง นักแสดงสาวทั้งสองกล่าวว่าเธอพยายามจะทำให้การแสดงที่ออกมาสมดุลกันมากที่สุด เบิร์กแมนห้ามไม่ให้นักแสดงของเขาถามว่าแต่ละซีนมีความหมายอย่างไร อุลล์มานน์เชื่อว่าคนถ่ายทำ (Cinematographer) ของเรื่องนี้ (คือ สเวน นีควิสต์) ก็ไม่รู้ความต้องการของผู้กำกับเช่นกัน และต้องทำงานโดยใช้สัญชาตญาณ

อุลมานน์เล่าถึงสคริปต์ของเบิร์กแมนที่ไม่เหมือนกับผู้กำกับของคนอื่นๆ เพราะสิ่งที่เขียนจะมีเพียงว่า ซีนนี้เกี่ยวกับอะไร วันนั้นเป็นวันแบบไหน และเขียนสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยไม่ได้บรรยายถึงแฟนตาซีและสิ่งที่อยู่ในตัวนักแสดง เป็นนักแสดงเองที่ต้องผจญภัยไปในแฟนตาซีของตัวเองและสร้างทางขึ้นมา และหนทางก็มีอยู่แล้วในคำต่างๆ ในสคริปต์ที่เบิร์กแมนเขียนไว้ นอกจากนั้นแล้ว การได้ทำงานกับคนที่ยอดเยี่ยมก็ยิ่งทำให้เธอพูดและวางตัวได้ดีขึ้นด้วย

จากคำสัมภาษณ์ของอุลล์มานน์ ซีนที่อัลมาอธิบายเรื่องความเป็นแม่ของเอลิซาเบตถูกถ่ายด้วยกล้องสองตัว แต่ละตัวถ่ายนักแสดงเพียงหนึ่งคน และทั้งสองช็อตถูกวางแผนไว้ให้นำมาผสมกันในขั้นตอนตัดต่อ แต่เบิร์กแมนกลับตัดสินใจภายหลังว่าแต่ละมุมสื่อสารสิ่งที่สำคัญ และเลือกใช้ทั้งสองช็อตแบบเต็ม โดยจัดลำดับให้อันหนึ่งมาก่อน พูดง่ายๆ ก็คือ เขาเลือกไม่ได้ว่าจะโชว์ภาพของอุลล์มานน์หรือแอนเดอร์สสันนั่นเอง

สำหรับอุลล์มานน์แล้ว หนังเรื่องนี้เป็นกระจกส่องเข้าไปในตัวของเบิร์กแมน เหมือนกับที่เบิร์กแมนใช้กระจกส่องคนอื่นในหนังเรื่องอื่นๆ และเขาก็สื่อ ‘สาร’ ของเขาออกมาไม่ใช่ตรงสู่ความคิดของผู้คนเท่านั้น แต่ตรงสู่จิตวิญญาณของพวกเขาด้วย

Scenes from a Marriage (1973)

เบิร์กแมนเขียนละครโทรทัศน์เรื่องนี้ในเวลาสามเดือน โดยใช้ประสบการณ์จากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคู่รักคนก่อนๆ ซึ่งรวมถึงอุลล์มานน์ และความสัมพันธ์ของพ่อแม่เขาที่เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง อุลล์มานน์เปรียบเทียบการแสดงใน Scenes from a Marriage ว่าเป็นเหมือนการปรากฏตัวในหนังสารคดี โดยกล่าวว่าเธอ “รู้สึกเชื่อมโยงกับบทบาทอย่างมาก” เธอกล่าวว่าเธอเหมือนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ ‘ขบวนการสตรีนิยม’ ในขณะที่ทำหนัง

หนังเกี่ยวกับชีวิตการแต่งงานที่ลุ่มๆ ดอนๆ ของ มาริแอนน์ ทนายความสาวที่เชี่ยวชาญด้านการหย่าร้าง กับ โยฮัน อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งสองจบความสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานใหม่ แต่ก็ยังกลับมาพบกันเพื่อมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอยู่ดี

ผลสำรวจออกมาพบว่าคนดูส่วนมากเป็นผู้หญิง และหนังเรื่องนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราการหย่าร้างในสวีเดนสูงขึ้นในปีถัดมา ผู้กำกับชาวสวีเดน มายจ์ เวกเซลมานน์ วิจารณ์หนังเรื่องนี้ในแบบสตรีนิยมว่า หนังล้มเหลวที่จะวิจารณ์บทบาทการสมรส ส่วนเบิร์กแมนตอบกลับไปว่า มินิซีรีส์เรื่องนี้ตั้งใจจะแสดงให้เห็น “การปลดปล่อยของมาริแอนน์” และ “การเก็บกดความก้าวร้าว” ของผู้หญิง ขณะที่ วินเซ็นต์ แคนบี หัวหน้านักวิจารณ์ของ The New York Times ให้นิยามว่าเวอร์ชั่นหนังของเรื่องนี้เป็น “หนังที่มีความใกล้ชิดอย่างน่าอัศจรรย์ จนมันมีผลต่อการแยกองค์ประกอบของหลายสิ่งที่เรายอมรับว่าเป็นธรรมดาโดยไม่ได้คิด วัตถุ ใบหน้า กิริยา อารมณ์ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะความรัก […] อุลล์มานน์ได้สถาปนาตัวเองอีกครั้งในฐานะหนึ่งในนักแสดงหญิงที่น่าชื่นชมที่สุดในช่วงเวลาของเรา[3]

Face to Face (1976)

หนังเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของนักจิตบำบัดหญิงที่แต่งงานกับนักจิตบำบัดด้วยกัน ชีวิตคู่ของพวกเขาดูสมบูรณ์แบบ ทว่าเธอกลับต้องเผชิญกับอาการทางจิตของตัวเองที่เห็นภาพและความรู้สึกในอดีตที่ตามหลอกหลอน จนในที่สุด เธอไม่สามารถทำตัวเป็นปกติได้ ทั้งในฐานะนักจิตบำบัด ภรรยา และคนคนหนึ่ง เธอพยายามจะใช้ชีวิตให้มีความสุขและโทรฯ หาใครสักคน แต่ทุกครั้งที่เธอโทรฯ เธอก็จะเห็นภาพหลอนของแม่ที่ตายไปแล้ว และถูกรบกวนด้วยความวิตกกังวล และสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามาใกล้เธอ จนในที่สุด เธอตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย

ตอนเริ่มเล่นเรื่องนี้ อุลล์มานน์เล่าว่าเธอไม่ค่อยรู้เกี่ยวภาวะวิตกกังวลนัก แต่ก็ได้เห็นมันในสคริปต์และวิธีการที่มันถูกเขียนออกมา เบิร์กแมนให้อิสระกับเธอมากในเรื่องนี้ ซึ่งดูจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ โดยก่อนจะถึงฉากที่เธอจะต้องฆ่าตัวตาย เธอได้ยินเบิร์กแมนพูดเพียงเรื่องเดียวกับฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉากว่า อย่าลืมใส่ยาเม็ดน้ำตาลเข้าไปแทนยานอนหลับในขวด และเธอก็รู้ว่าเบิร์กแมนจงใจจะพูดเช่นนั้นด้วยจุดประสงค์บางอย่าง แต่ก็ไม่แน่ใจ เมื่อเธอเข้าฉากนั้นจริงๆ เธอจึงวิตกกังวลว่า ฝ่ายพร็อพจะลืมทำตามที่เบิร์กแมนสั่ง และรู้สึกวิตกกังวลแบบที่ตัวละครรู้สึกจริงๆ – แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงในที่สุด

เธอได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “มันเหมือนกับการให้ใครบางคนที่เธอรู้จักจากสคริปต์ได้ผ่านเข้ามาในตัวคุณ และทุกอย่างจะแสดงออกมาผ่านทางสีหน้า และแฟนตาซีของคุณก็จะทำงานอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าคุณเป็นนักเขียน เมื่อคุณเขียน สิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้น และคุณจะเป็นเพียงเครื่องดนตรี ไม่ใช่แค่ไวโอลิน แต่คุณเองจะกลายเป็นเครื่องดนตรี และการทำงานกับอิงมาร์ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น

 

Autumn Sonata (1978)

หนังเรื่องแรกที่เธอเล่นคู่กับ อิงกริด เบิร์กแมน เป็นเรื่องราวปมความขัดแย้งระหว่างแม่และลูกสาว โดยเบิร์กแมนเล่นเป็น ชาร์ล็อตต์ นักเปียโนผู้มีชื่อเสียงและแม่ของ อีวา -ที่รับบทโดยอุลล์มานน์- หญิงสาวผู้พยายามเป็นภรรยาที่ดีและดูแลน้องสาวที่พิการทางการพูดของตนเอง ชาร์ล็อตต์พยายามบังคับให้อีวาเล่นเปียโนให้เก่งเหมือนตนเองตั้งแต่ยังเด็ก และสิ่งนี้เป็นปมในใจของอีวา ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อชาร์ล็อตต์มาเยี่ยมบ้านอีวาหลังจากไม่พบกันถึงเจ็ดปี และทั้งสองแม่ลูกก็ทะเลาะกันอย่างรุนแรง อุลล์มานน์บอกว่าเธอพอใจกับซีนอารมณ์ในเรื่องนี้ ที่ลูกสาวต่อว่าแม่ว่าทำให้ชีวิตของเธออัปปางลงเพียงใด ในขณะที่เบิร์กแมนมีปัญหากับการเล่นซีนดังกล่าวจนทะเลาะกับผู้กำกับซึ่งก็คือสามีของเธอเอง แต่สุดท้ายก็ถ่ายทอดบทดังกล่าวด้วยวิธีที่ต่างออกไปจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

คีธ ฟิลลิป แห่ง The A.V. Club ได้ชื่นชมหนังเรื่องนี้ไว้ว่า เป็นการเล่นกับประเด็นความตายที่สวยงาม และเชื่อมโยงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่อาจไม่เคยถูกค้นพบเกี่ยวกับการประนีประนอมระหว่างคนต่างวัย [4]

40 Carats

อนึ่ง ในช่วงทศวรรษ 1970 อุลล์มานน์ได้ทำงานในอเมริกา ซึ่งรวมถึงฮอลลีวูด เธอได้เดบิวต์ในนิวยอร์คด้วยการเล่นละครเวทีเรื่อง A Doll’s House ในปี 1975 ซึ่งเบิร์กแมนได้มาดูด้วย นอกจากนั้น ยังมีการตัดสินใจผิดพลาดด้วยการไปเล่นเรื่อง Lost Horizon (1973) ที่ได้รับเสียงวิจารณ์เชิงลบอย่างล้นหลามจากสื่อต่างๆ และติดอันดับ 50 หนังที่แย่ที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมี 40 Carats (1973) ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี โดยเธอเล่นเป็นหญิงสาวอายุ 40 ที่ตกหลุมรักชายหนุ่มอายุ 22 ปี  จนกระทั่งในปี 1977 ความก้าวหน้าในอาชีพของเธอนั้นโดดเด่น โดยเธอได้ไปปรากฏตัวในบรอดเวย์ที่ Imperial Theater ในเรื่อง Anna Christie ซึ่งนักวิจารณ์บอกว่าเธอ “ส่องประกายความสิ้นหวังและความหวัง และเป็นทุกสิ่งที่ใครคนหนึ่งปรารถนาว่าเธอจะเป็นได้” การแสดงของเธอนั้น “ไม่ควรพลาดและไม่ควรที่จะลืมเลือนไปได้” และ “แอนนา คริสตี อาจเกิดขึ้นมาเพื่อเธอ” [5]

อย่างไรก็ตาม อุลล์มานน์ไม่ค่อยประทับใจกับการทำงานในฮอลลีวูดนัก เธอชอบการทำงานในสวีเดนและประเทศบ้านเกิดของเธออย่างนอร์เวย์มากกว่า แม้ว่าช่วงนั้น เธอจะเล่นหนังถึง 4 เรื่องใน 1 ปีที่อเมริกา แต่เธอก็ยังต้องการกลับมาทำงานกับเบิร์กแมน เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนกลับมายังบ้านของตนเอง

อ้างอิง : [5] Clive Barnes (1977). “Theater: Liv Ullman’s ‘Anna Christie’.” “New York Times.” April 15, 1977

Saraband (2003)

ในปี 2003 อุลล์มานน์ได้กลับมาเล่นบทเดิมของเธอใน Scenes from a Marriage อีกครั้งในเรื่อง Saraband ซึ่งเป็น หนังเรื่องสุดท้ายของเบิร์กแมน’ และเป็นภาคต่อของ Scenes from a Marriage หนังเล่าเกี่ยวกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของมาริแอนน์และโยฮัน ทั้งเรื่องการแต่งงานใหม่และเรื่องลูก และการกลับมาพบกันอีกครั้งของทั้งสอง รวมถึงการให้กำลังใจกันและกันของคู่สามีภรรยาที่หย่าร้าง แต่ยังคงความเป็นเพื่อนไว้อยู่ หนังได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวกค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ดี ในปีถัดมา อุลล์มานน์เปิดเผยว่าเธอได้รับข้อเสนอในเดือนพฤศจิกายน 2003 เพื่อเล่นใน 3 ตอนของซีรีส์อเมริกันสุดป๊อปปูลาร์ นั่นคือ Sex and the City อุลล์มานน์รู้สึกขบขันกับข้อเสนอ และกล่าวว่ามันเป็นซีรีส์ไม่กี่เรื่องที่เธอดูประจำ แต่ก็ไม่รับข้อเสนอ นอกจากนั้น ในปีเดียวกัน สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ ยังเขียนบทให้เธอเล่นในหนังเรื่อง Ocean’s 12 โดยเฉพาะ แต่แน่นอนว่าสุดยอดนักแสดงหญิงคนนี้ก็ยังคงไม่สนใจในสิ่งที่เธอไม่รู้สึกเชื่อมโยงในทางการแสดงด้วย และยังคงเลือกสรรแต่บทที่เธอพร้อมจะทุ่มเทให้เท่านั้น

 

อ่านเพื่มเติมเกี่ยวกับอุลล์มานน์และผู้หญิงคนอื่นๆ ของเบิร์กแมนได้ ที่นี่