A Bittersweet Life I Saw the Devil Kim Jee-Woon The Last Stand

หวานอมขมกลืนในหนังหลากแนวของ คิม จีวุน

Home / bioscope / หวานอมขมกลืนในหนังหลากแนวของ คิม จีวุน

แม้ว่าที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึง คิม จีวุน ผู้กำกับชื่อดังชาวเกาหลีใต้ เรามักจะนึกถึงหนังธริลเลอร์ที่มีธีมเรื่องอันว่าด้วยความเดือดดาล ความรุนแรงและการชำระแค้นอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ฉาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงจากไฟและเลือด หรือกระทั่งการชำแหละเอาความเปราะบางของมนุษย์ขึ้นมาขยายให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจาก A Tale of Two Sisters (2003), A Bittersweet Life (2005) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง I Saw the Devil (2010) หนังที่ส่งให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังบ้าเลือดน่าจับตาในทันทีที่มันออกฉาย

แต่ไม่ใช่เท่านั้น ก็จริงอยู่ว่าหนังธริลเลอร์นั้นคือหนังสร้างชื่อให้เขา หากแต่แท้จริงแล้ว จีวุนทำหนังหลากหลายสกุล รวมไปถึงหนังโรแมนติกที่หลายคนต้องเหวอแตกว่า ไอ้หนังสั้นความยาว 35 นาที ที่ว่าด้วยหนุ่มซื่อผู้ชวนให้สาวในฝันของเขาเล่นเป่ายิงฉุบด้วยกันใน One Perfect Day (2013) แถมยังได้สาวสวยแห่งอุตสาหกรรมหนังเกาหลีใต้อย่าง ปาร์ค ชินเฮ มารับบทนำในเรื่อง จะเป็นผลงานมาจากคนทำหนังที่ว่าด้วยการล้างแค้นถล่มโลกอย่าง I Saw the Devil

“สำหรับผม การเลือกประเภทของหนังก็เหมือนเลือกธีมให้มันนั่นแหละ” จีฮุนอธิบาย “อย่างถ้าหนังฟิล์มนัวร์ มันก็จะพูดถึงการทำลายล้าง, หนังเฮอร์เรอร์และธริลเลอร์ก็พูดถึงความคิดอันร้ายกาจ, หนังคอมิดี้ก็เล่าถึงสุนทรียะผ่านเรื่องราวเพี้ยนพิลึกต่างๆ, หนังไซ-ไฟพูดถึงความหวังและความหวาดกลัวของเราที่มีต่ออนาคต, หนังเมโลดราม่าพูดถึงห้วงอารมณ์ที่ตื่นเต้นและเจ็บปวด

“อย่าง A Bittersweet Life คือหนังที่ก้ำกึ่งระหว่างการเป็นหนังฟิล์มนัวร์กับหนังแก๊งสเตอร์ ผมได้รับอิทธิพลมาจากหนังของ ฌ็อง ปิแอร์ เมลวิลล์ (คนทำหนังชาวฝรั่งเศส กำกับ The Red Circle, Le Samouraï) ที่ผมเคยดูหนังของเขามาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ตัวผมเองหลงใหลไปกับปรัชญาและความงดงามต่างๆ ในหนังแอ็กชั่นธริลเลอร์ พอได้มาทำ A Bittersweet Life เลยอยากพูดถึงความดำมืดและเลือดเย็นของชีวิตมนุษย์น่ะครับ”

หนังจับจ้องไปยังชีวิตของ ซุนวู (คิม บยองฮุน ที่ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นนักแสดงคู่บุญอีกคนของจีวุน) มือขวาคนสนิทของเจ้าพ่อมาเฟียในเกาหลี วันหนึ่งเขาได้รับมอบหมายให้สังหารเด็กสาวของเจ้าพ่อที่บังอาจลักลอบมีชู้ หากแต่ซุนวูกลับปล่อยตัวทั้งคู่ไป จนตัวซุนวูเองถูกมาเฟียลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายสารพัดรูปแบบ

หากแต่นั่นคือจุดเริ่มต้นการระเบิดพลังล้างแค้นของซุนวูเท่านั้น แต่แล้วการ ‘ล่าหัว’ ของซุนวูที่คนดูเอาใจช่วยให้เขากลายมาเป็นผู้ชนะกลับเริ่มไม่ใช่อย่างที่เห็น เพราะมันนำไปสู่ความหฤโหดและชอกช้ำบางอย่างของตัวซุนวูเองในที่สุด

และโดยที่หนังอันว่าด้วยการล้างบางแก๊งมาเฟียส่งให้เขากลายเป็นคนทำหนังธริลเลอร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ หนังลำดับถัดมาของจีวุนก็เปลี่ยนแนวไปโดยสิ้นเชิงด้วยการทำหนังที่มีกลิ่นอายของคาวบอยจากโลกตะวันตกอย่าง The Good, the Bad, the Weird (2008)

“ผมก็ยังไม่รู้น่ะนะว่าผมทำหนังประเภทไหนได้ดีที่สุด ผมเลยต้องพยายามลองทำทุกแนวนั่นแหละ” จีฮุนอธิบาย “แถมยังไม่ได้อยากจะลองทำอะไรซ้ำๆ แบบที่เคยทำมาแล้วด้วย เพราะการทำงานที่มีสไตล์หลากหลายมันทั้งบันดาลใจและมอบพลังทางภาพยนตร์ให้ผมด้วย

“อย่างหนังตะวันตกเนี่ย ธีมของมันก็ต้องว่าด้วยการล้างแค้นใช่ไหมล่ะครับ กับตัวละครชายแข็งแกร่งที่เอาแต่แข่งกันว่าใครจะเจ๋งสุด และเรื่องราวของการหักหลังด้วย”

หนังเล่าย้อนกลับไปในปี 1930 เขตแมนจูเรีย กับการเผชิญหน้าของชายสามคน ‘คนดี’ (จอง วูซอง), ‘คนเลว’ (บยองฮุน -อีกแล้ว) และ ‘คนเพี้ยน’ (ซัง คังโฮ) ที่ออกตามหาขุมทรัพย์มหาศาลตามแผนที่ลึกลับบอก เรื่องราวดำเนินไปตามขนบหนังคาวบอยทั้งการควบม้า, ดวลปืนและการไล่ล่า หากแต่ที่ล้ำไปกว่านั้นคือการที่จีวุนเผยให้เห็นว่า คนทุกคนย่อมมีส่วนผสมของทั้งความดี ความชั่วและความบ้าระห่ำอยู่ในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น

หากแล้วจีวุนก็กลับมาพร้อมหนังดราม่า-ธริลเลอร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการหนังเกาหลีและหนังโลกอย่าง I Saw the Devil เพราะมันได้กลายเป็นหนังที่ชำแหละเอาความสามานย์ของมนุษย์ออกมาอย่างถึงแก่น แดฮุน (บยองฮุน -อีกครั้ง) นายตำรวจที่พบว่าคู่หมั้นของเขาถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งอย่างอำมหิตจึงออกตามล่าตัวผู้ร้าย (ชเว มินซิก) ด้วยความแค้น… แน่ล่ะว่ามันดูเป็นพล็อตที่ว่าด้วย ‘นายตำรวจฝ่ายดีออกไล่ล่าคนเลว’ แต่เมื่อมันตกมาอยู่ในมือของจีวุน บวกกับการแสดงระดับถวายชีวิตของทั้งบยองฮุนและมินซิก มันจึงไม่ใช่เรื่องราวของการไล่ล่าฝ่ายอธรรมอีกต่อไป กลับกัน I Saw the Devil คือหนังที่เปิดเผยให้เห็นบาดแผลช้ำเลือดช้ำหนองของความเป็นมนุษย์อันน่าเศร้าผ่านตัวละครแดฮุน เมื่อเขาจับฆาตกร -อย่างไม่ยากเย็นนัก- แล้วนำมาทรมาน ก่อนจะปล่อยไปอีกครั้งเพื่อจับกลับมาทรมานอีกหน ครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับแมวล่าหนู มันจึงเป็นหนังที่เผยให้เห็น ‘ปีศาจ’ ในคราบมนุษย์อย่างถึงแก่นผ่านการทรมานและการชำระแค้นอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้

“พวกหนังแก้แค้นมันมีโครงสร้างเหมือนๆ กันหมด นั่นคือคุณทรมานอาชญากรแล้วก็จบๆ ไป ตัวละครหลักได้ชำระแค้นของตัวเอง คนดูได้รู้สึกว่าได้ดูหนังที่ว่าด้วยความยุติธรรม แต่ผมว่าไอ้จุดจบแบบนั้นน่ะโกหกกันสิ้นดี” จีวุนกล่าว “เพราะผมถามตัวเองตลอดเวลาว่า มันเป็นไปได้จริงๆ เหรอที่เราจะเก็บงำความแค้นคลั่งไว้กับตัวโดยไม่ทำลายตัวเองจนสิ้นไปเสียก่อน และนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ”

และในอีกสามปีถัดมา จีวุนก็แจ้งเกิดกับอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอย่างเป็นทางการ เมื่อเขากำกับหนังสัญชาติอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องแรกอย่าง The Last Stand (2013) ทั้งยังเป็นหนังแอ็กชั่นคอมิดี้ที่ว่าด้วยคุณลุง เรย์ (อาร์โนล ชวาร์เซเน็กเกอร์) นายอำเภอรุ่นเก๋าที่อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตสงบสุขกับเขาสักทีหลังปกป้องดูแลชุมชนไกลปืนเที่ยงมานาน หากแต่ชีวิตวัยเกษียณของลุงก็ไม่ราบรื่นนักเมื่อมีข่าวล่ามาไวบอกว่า มีนักโทษแหกคุกกับพรรคพวกอีกฝูงใหญ่ กำลังตรงดิ่งมายังหมู่บ้านที่เขาดูแลเพื่อเป็นทางผ่านไปยังเสรีภาพ เรย์จึงต้องออกโรงมาปกป้องทุกคนอีกครั้ง พร้อมปืนกลกระบอกยักษ์คู่ใจ

ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลใน The Last Stand จึงไม่ใช่แค่ธีมหนังเท่านั้น แต่ยังเป็นรสชาติใหม่ๆ ท้าทายจีวุนที่ต้องทำหนังฉายโรงในอเมริกา โดยเขายังไม่ทิ้งลายเส้นเดิมที่ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ ด้วยการไม่สร้างให้ตัวละครเรย์เป็นฮีโร่ไล่ตีคนร้ายแบบในหนังทั่วไป หากแต่เป็นชายวัยเกษียณที่ต้องปกป้องถิ่นที่อยู่อย่างเต็มกำลังเท่านั้น “มันเลยดูเป็นหนังแบบลูกผสมน่ะครับ” จีวุนว่า “ถ้าให้พูดคือ มันคือหนังที่เป็นผืนผ้าใบแบบอเมริกันที่แต่งแต้มด้วยสีสันของผมเอง นี่น่าจะเป็นวิธีอธิบายหนังเรื่องนี้ได้ดีที่สุดแล้วนะ”

และหากมองในภาพรวม หนังของจีฮุนทุกเรื่องนั้น -แม้จะถูกบอกเล่าผ่านธีมหนังหลากหลายและเลื่อนไหล- หากแต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นแกนกลางในหนังของเขาทุกเรื่อง คือเรื่องราวของมนุษย์ผู้เปราะบาง และต้องต่อสู้ดิ้นรนไปในโลกที่กลืนกินพวกเขาอย่างช้าๆ นั่นเอง