Daniel Henney My Lovely Sam Soon The Last Stand X-Men Origins: Wolverine

แดเนียล เฮนนีย์ และที่ตรงกลางระหว่างอเมริกันกับเกาหลีในฮอลลีวูด

Home / bioscope / แดเนียล เฮนนีย์ และที่ตรงกลางระหว่างอเมริกันกับเกาหลีในฮอลลีวูด

หลังจากปี 2018 เกิดกระแส asian august ด้วยการที่หนังซึ่งนำแสดงด้วยนักแสดงชาวเอเชีย-อเมริกัน เข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง Crazy Rich Asians (2018, จอน เอ็ม ชู) ที่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ด้วยการกวาดรายได้ 238 ล้านเหรียญฯ จากหนังที่ว่าด้วยสาวน้อยที่ไม่รู้เลยว่าแฟนหนุ่มของเธอมาจากครอบครัวของมหาเศรษฐีจากอีกซีกโลก, Searching (2018, อานีช ชากันที) เรื่องของชายชาวเอเชีย-อเมริกันที่ออกค้นหาลูกสาวที่หายสาบสูญไปของเขา, Kim’s Convenience ซีรีส์สัญชาติแคนาดาที่จับจ้องไปยังครอบครัวชาวเกาหลีที่มาพร้อมเรื่องป่วนชวนหัวจากร้านสะดวกซื้อแทบทุกวัน และ To All the Boys I’ve Loved Before (2018, ซูซาน จอห์นสัน) ซึ่งมีนักแสดงนำของเรื่องเป็นสาวน้อยลูกครึ่งนาม ลานา คอนดอร์

หากแต่มองย้อนกลับไป หนึ่งในนักแสดงชาวเอเชีย-อเมริกันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด -ซึ่งก่อนนี้ขึ้นชื่อว่ามีพื้นที่ให้ความแตกต่างหลากหลายน้อยกว่านี้มาก- คือชายหนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกันอย่าง แดเนียล เฮนนีย์ โดยแม่ของเขานั้นเป็นชาวเกาหลีใต้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาตั้งแต่ยังเด็กหลังเธอได้รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่รักคนขาว ก่อนที่ในเวลาต่อมาเธอจะสร้างครอบครัวของตัวเองที่นี่เช่นกัน

เฮนนีย์เติบโตที่มิชิแกน แน่นอนว่าพูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว เริ่มต้นรับงานถ่ายแบบอยู่พักใหญ่ก่อนจะดังระเบิดในเกาหลีใต้จากโฆษณาของเครื่องสำอาง Amore Pacific ชุด Odyssey Sunrise ออกฉาย และเป็นเหตุให้เขาถูกจับตาอย่างมากจากวงการสื่อในตะวันออก ทั้งยังเป็นบันไดแรกของการรับงานแสดงด้วย

“ผมไม่ได้เข้าเรียนภาษาเกาหลีอย่างเป็นเรื่องราวอะไร แต่พอต้องแสดงหนังผมก็ต้องพยายามพูดให้ได้” เฮนนีย์เล่า ซึ่งเขาเองตอบไม่ได้ว่าด้วยแรงมุมานะอยากลองงานแสดงในเกาหลีใต้ หรือเพราะด้วยสาเหตุอะไร แต่เขาก็กัดฟันเรียนรู้ภาษาต่างชาตินี้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนมีบทรับเชิญเล็กๆ ใน Hello Franceska (2005) ซิตคอมความยาว 45 นาที ตามด้วยซีรีส์ที่ฮิตมาถึงบ้านเราอย่าง My Lovely Sam Soon (2005)

แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยนและแจ้งเกิดเขาอย่างจริงจังไปทั่วทั้งโลก คือบทเจ้าหน้าที่ซีโร นักแม่นปืนเก่งกาจอย่างหาตัวจับได้ยากใน X-Men Origins: Wolverine (2009, กาวิน ฮูด) “ตอนได้ทำงานกับฮิวจ์นี่ดีมากๆ เลยเพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้อยู่ในหนังฟอร์มใหญ่น่ะ” เฮนนีย์เล่า “วันทำงานวันแรกผมต้องเข้าฉากที่ต้องสู้กับเขา ซึ่งฮิวจ์น่ะเป็นคนที่เจ๋งสุดๆ ไปเลยฮะ” และนั่นเองที่เป็นแรงส่งให้เขาได้คว้าบทอื่นๆ โดยเฉพาะ Three Rivers ซีรีส์สหรัฐฯ ที่พูดถึงชีวิตของแพทย์ตลอดจนผู้ป่วยและผู้บริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือการที่มันเป็นพื้นที่ที่เฮนนีย์มีโอกาสได้แสดงให้หลายๆ คนได้เห็นว่า แม้เขาจะเติบโตมากับงานสายนายแบบ และโด่งดังมาจากบทมือปืนในหนังแอ็กชั่น แต่เขายังเล่นบทดราม่าสะเทือนอารมณ์ได้ดีอีกเช่นกัน

“คนทั่วไปชอบพูดถึงอาชีพนายแบบในแง่ลบหรือไม่ก็ดูเป็นอาชีพที่มีมลทินอะไรทำนองนั้น ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันนะ” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี “โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มทำงานในสายอาชีพนี้ได้ดีเลยล่ะ ได้ออกเดินทางและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต แถมมีเงินเก็บได้นิดหน่อยด้วย

“ตัวผมเองก็ภูมิใจในฐานะที่เป็นนักแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้นะ แต่ก็ยังได้ยินนักแสดงเอเชีย-อเมริกันรุ่นใหม่ๆ บ่นอยู่เรื่อยๆ ว่าไม่ค่อยมีบทอะไรให้แสดง แต่ที่ผมจะบอกพวกเขาคือ ‘แล้วพวกนายพร้อมสำหรับบทบาทอื่นจริงๆ หรือเปล่าล่ะ’ ผมว่าเราต้องเตรียมตัวสำหรับการรับบทใหม่ๆ ให้มากกว่านี้ เราต้องสนับสนุนเหล่านักแสดงหน้าใหม่ ทำให้คนเขียนบทเชื่อมั่นให้ได้ว่าหากเขาเขียนบท(ของคนเอเชีย-อเมริกัน)แล้วมันโอเค”

ความพร้อมในแบบของเฮนนีย์อาจไม่ได้หมายถึงแค่การเตรียมตัวสำหรับบทอันหลากหลายที่อาจถูกเสนอมาถึงมือทุกเมื่อ แต่ความทุ่มเทฉบับเฮนนีย์นั้นกินความตั้งแต่เรื่องภาษาทีเดียว เพราะหลังจากรับบทหนังเล็กๆ ในซีรีส์สัญชาติเกาหลีไปแล้ว ในอีกหลายปีต่อมา เขาเดินทางกลับไปยังเกาหลีอีกครั้ง และรับบทนำที่บทพูดกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของตัวละครเขานั้นพูดภาษาเกาหลีใน Spy (2013, ลี ซึงจุน) หนังแอ็กชั่นคอมิดี้ทำเงิน ทั้งจากฝั่งอเมริกาในปีเดียวกันนี้ เขายังปรากฏตัวในซีรีส์ Hawaii Five-0 และหนังแจ้งเกิดผู้กำกับ คิม จีวุน ในฮอลลีวูดอย่าง The Last Stand (2013) ประกบนักแสดงดังอย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (ซึ่งเฮนนีย์ประทับใจมากๆ เขาเล่าว่า “(ชวาร์เซเน็กเกอร์)น่ารักและเป็นมืออาชีพมากๆ ครับ ให้แจ็คเก็ตผมมาตัวนึง แถมลายเซ็นบนนั้นให้อีกต่างหาก”)

“ระบบการทำงานของเกาหลีกับอเมริกานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ ข้อแรก ในสหรัฐฯ มันมีสหภาพแรงงาน แต่ที่เกาหลีไม่มี” เขาอธิบาย “ฉะนั้น เวลาถ่ายทำในเกาหลีใต้พวกเราเลยต้องถ่ายติดต่อกันเป็นเวลานานมากๆ แต่ในสหรัฐฯ นั้นมันมีองค์กรควบคุมอยู่อีกที อย่างไรก็ตาม ผมว่าแต่ละประเทศมันก็มีข้อดีของมันอยู่ ผมเองชอบทำงานกับทีมงานเกาหลีนะ เพราะในกองถ่ายมันให้ความรู้สึกของความเป็นครอบครัวมากกว่า เราจะรู้สึกสนิทกับเพื่อนนักแสดงและทีมงานมากๆ ซึ่งที่อเมริกาก็มีบ้างแหละที่ผมรู้สึกแบบนี้ เพียงแต่ในเอเชียมันมีบางอย่างที่ดึงผู้คนให้ใกล้ชิดกันและกันมากกว่าก็เท่านั้นเอง

“การที่มันมีความแตกต่างกันแบบนี้มันก็โอเคอยู่นะ มันก็เวิร์คด้วยกันทั้งสองแบบนั่นแหละ” เขาว่า “อย่างถ้าตอนเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในฮอลลีวูด ถ้าโดนข่าวอื้อฉาวตั้งแต่แรกๆ ก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีเท่าไหร่ เพราะผมอยากได้แสดงบทดีๆ ในหนังดีๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตส่วนตัวตามใจอยาก แต่กฎหมายของอเมริกาก็เริ่มโหดขึ้นมาแล้วครับ คือคุณโดนระงับใบขับขี่เอาง่ายๆ นานหกเดือนเลยถ้าคุณดื่มเบียร์ในชั่วโมงนั้น หกเดือนเลยนะครับสำหรับเบียร์แก้วเดียว เพราะงั้นผมเลยไม่ดื่มดีกว่า (หัวเราะ)”

เฮนนีย์อาจเป็นหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จจากทั้งสองฝั่งอุตสาหกรรมหนังเกาหลีและอเมริกา และเขาคิดว่าไม่ใช่เขาคนเดียวแน่ๆ ที่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้ “ผมคิดว่าพื้นที่สำหรับนักแสดงเอเชียมันกว้างขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหน่อยนะ นักแสดงเอเชียได้รับบทบาทที่ดีขึ้นซึ่งผมว่าพวกเราควรต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมกับโอกาสที่อาจจะมาถึง เราต้องพร้อมมากๆ และพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่าเดิม เพื่อที่คนจะได้ส่งบทมาให้เราไปแคสติ้งน่ะครับ

“สำหรับคนทำหนังชาวเกาหลี ผมว่าโอกาสมาไม่ถึงหรอกถ้าคุณไม่ลอง ไม่เชื่อดูผู้กำกับอย่าง ปาร์ค ชานวุค, คิม จีวุนสิ ส่วนฝั่งนักแสดงอาจจะต่างไปอีกนิดเพราะเรื่องภาษา ผมเข้าใจได้นะว่า เรน หรือ ลี บยองฮุน พยายามมายังฮอลลีวูดได้ช้าเหมือนตอนที่ผมพยายามไปเริ่มงานที่เกาหลีน่ะ ซึ่งบยองฮุนเองคงเข้าใจผมเหมือนกันแหละครับ (หัวเราะ)”