BlacKkKlansman Blindspotting kkk Ku Klux Klan Sorry to Bother You

รู้จัก Ku Klux Klan ประวัติศาสตร์ความเกลียดชังต่อความเป็นอื่นผ่านหนังโลก

Home / bioscope / รู้จัก Ku Klux Klan ประวัติศาสตร์ความเกลียดชังต่อความเป็นอื่นผ่านหนังโลก

อาจจะด้วยกระแสความหลากหลายที่โหมกระพือขึ้นมาในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด (และอาจจะรวมไปถึงในสหรัฐอเมริกาเอง) ทำให้ภายในปี 2018 ที่ผ่านมา และอาจจะยาวไปจนถึงปีนี้ มีหนังที่พูดถึงประเด็นความหลากหลาย -ทั้งทางเพศและเชื้อชาติ- ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการชำแหละประเด็น ‘คนขาวเป็นใหญ่’ ผ่านหนังหลายเรื่อง

Sorry to Bother You (2018, บูตส์ ไรลีย์) พนักงานผิวดำต้องแสร้งเลียนสำเนียงคนขาวเพื่อขายงานให้ได้, Blindspotting (2018, คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา) หนังที่วิพากษ์ความเป็นอยู่ของคนดำที่คนขาว -และคนเชื้อชาติอื่นๆ- อาจไม่เข้าใจได้อย่างดุเดือด, Green Book (2018, ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี) การเหยียดผิวอย่างรุนแรงจนคนดำต้องพกคู่มือการมีชีวิตรอดในสังคม และ BlacKkKlansman (2018, สไปค์ ลี) หนังที่ลีกลับมาท็อปฟอร์มสุดขีดด้วยการกระชากเอาด้านมืดสุดขีดของการเหยียดผิวผ่านลัทธิ Ku Klux Klan (KKK) กลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนคนผิวขาว!

สำหรับหลายๆ คนที่เติบโตมาในยุคที่โลกเริ่มรู้จักและสร้างม่านป้องกันที่เรียกกันว่าสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมขึ้นมาแล้ว อาจนึกถึงความน่ากลัวของ KKK อย่างเป็นรูปธรรมไม่ออกนัก กล่าวอย่างเข้าใจง่ายที่สุด มันคือกลุ่มคนที่มีแนวคิดเชิดชูคนผิวขาวซึ่งมาพร้อมกับความเกลียดชังในคนดำ พวกเขาเชื่อว่าคนขาว (มีตาสีฟ้าและผมสีอ่อน) คือชนเผ่าชั้นสูงกว่าชนเผ่าอื่นๆ ในหมู่มนุษย์ พวกเขามักรวมตัวกันในชุดขาวและหมวกกรวย ออกล่าชาวแอฟริกัน-อเมริกัน (รวมไปถึงชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ) อย่างโหดเหี้ยม

ควบคู่กันไปกับทางประวัติศาสตร์ KKK ก่อตั้งขึ้นมาจากรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา อันเป็นเมืองที่เน้นเกษตรกรรมเป็นหลักโดยเฉพาะการเก็บฝ้าย และเพื่อจะเก็บเกี่ยวพืชผลให้ได้เร็วและมากที่สุด ช่วงปี 1850 จึงเกิดการซื้อทาสคนดำมาทำงานในไร่ฝ้ายจำนวนมาก (หลังจากที่มีการซื้อทาสกันอย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17) ขณะที่อีกขั้วหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาฝั่งเหนือ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น 90 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตจากอุตสาหกรรมล้วนมาจากรัฐทางเหนือ การผลัดเปลี่ยนไปสู่สังคมอุตสาหรรมได้เร็วกว่าฝั่งทางใต้ไม่เพียงแต่ส่งผลอย่างเด่นชัดในภาคเศรษฐกิจ หากแต่มันยังกระเพื่อมไปยังนโยบายของแต่ละรัฐ จนในที่สุด มันได้นำมาสู่สงครามครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ อย่างสงครามกลางเมือง

เมื่อรัฐจากฝั่งใต้เชื่อว่าจำเป็นต้องมีการซื้อขายทาสกันต่อเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐจากฝั่งเหนือปฏิเสธนโยบายนี้ ประกอบกันกับการชนะการเลือกตั้งของ อับราฮัม ลินคอล์น จากพรรครีพับลิกันซึ่งออกตัวเสมอมาว่าต่อต้านระบบทาส ทำให้ความขัดแย้งของคนทั้งจากสองฝั่งมาจนถึงขีดสุด และลงเอยที่การก่อสงครามซึ่งฝั่งซ้ายกลายเป็นผู้พ่ายแพ้… หากแต่เจตจำนงและความเชื่อเรื่องคนขาวเป็นใหญ่นั้นไม่จางหายลงไปด้วย ก่อกำเนิดลัทธิ KKK ขึ้นมาในขวบปีที่ 1866 นั่นเอง

กลุ่มลับที่ว่าด้วยการเชิดชูคนขาวและกำจัด ‘คนเป็นอื่น’ ออกจากสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อฟอกล้าง (purification) อเมริกา ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรัฐเทนเนสซี และด้วยการข่มขู่คนดำในระยะแรกๆ ด้วยการสวมหมวกกรวยสีขาวกับคบเพลิงเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้คนดำ KKK ได้ขยับขยายความรุนแรงไปสู่จุดที่เกินห้ามด้วยการทำร้ายร่างกาย เผาบ้าน ตลอดจนแขวนคอคนดำ (หรือคนขาวที่สนับสนุนคนดำ) จนมันได้กลายเป็นองค์กร ‘ศาลเตี้ย’ ที่รุนแรงที่สุดในห้วงเวลานั้น

และอาจจะด้วยผู้ก่อตั้ง KKK นั้นเป็นอดีตทหารผ่านศึก พวกเขาจึงมีวิธีการจัดลำดับขั้นในองค์กรอย่างเป็นระบบระเบียบ ยศต่างๆ ที่ปรากฏในกลุ่มล้วนเป็นชื่อที่สร้างจากความเชื่อในตำนาน ยศที่ใหญ่ที่สุดคือ Grand Wizard ของนายพล นาธาน เบดฟอร์ด ฟอร์เรสต์ (ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นชื่อของตัวละครเอกในหนังออสการ์อย่าง Forrest Gump, 1994 กำกับโดย โรเบิร์ต เซเม็กคิส โดยชื่อของฟอร์เรสต์มีความหมายตรงตัวไปยังหัวหน้ากลุ่ม KKK เพื่อย้ำเตือนว่า “บางทีเราก็ทำอะไรอย่างนั้นน่ะ ทำสิ่งที่มันไม่มีความหมายเลย”) ความแข็งแรงขององค์กรที่เพิ่งตั้งทำให้สมาชิกกลุ่มเริ่มกระทำมากกว่าการข่มขู่คนดำ แต่พวกเขาเริ่มออกปล้น ตลอดจนคร่าชีวิตอันทำให้รัฐเริ่มเข้ามามีบทบาทปราบปราม แม้ในที่สุด ฟอร์เรสต์จะประกาศยุบองค์กรเพราะไม่อาจควบคุมความวุ่นวายและความรุนแรงที่ตามมาได้ หากแต่ KKK ยังไม่ล่มสลายลงง่ายดาย นำมาสู่การปราบปรามจากรัฐบาลอเมริกาในขณะนั้นอย่างเด็ดขาด

นาธาน เบดฟอร์ด ฟอร์เรสต์

หากแต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดอย่างแท้จริงของ KKK เพราะพวกเขากลับมาผงาดอีกครั้งในปี 1915 และถูกขนานนามว่า Klan ที่สอง (Second Klan) ในแถบแอตแลนต้า อันเป็นผลกระทบหลังหนัง The Birth of a Nation (1915, ดี ดับเบิลยู กริฟฟิธ) ออกฉาย โดยหนังดัดแปลงมาจากหนังสือ The Clansman: A Historical Romance of the Ku Klux Klan เรื่องเล่าไตรภาคที่ว่าด้วยเรื่องราวของ KKK โดย โธมัส เอฟ ดิกสัน จูเนียร์ ซึ่งตัวหนังสือมีส่วนอย่างมากในการกำหนด ‘รูปลักษณ์’ ของ KKK ยุคที่สองนี้ โดยเฉพาะกางเขนไฟที่ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของขบวนการ และด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับ KKK รุ่นแรก ผสมผสานกับสถานการณ์ที่อเมริกาเปิดรับผู้อพยพจากหลายเชื้อชาติ ข้อเท็จจริงประการนี้ได้สร้างความหวาดหวั่นให้เหล่าคนขาวผู้ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิก KKK ว่าพวกเขากำลังถูกคุกคามโดยคนจากชาติอื่น และในครั้งนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่มุ่งเป้าไปยังคนดำเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงคนชาติอื่นและเพศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชายหญิงคนขาว มีการใช้อาวุธหนักจนประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ต้องออกกฎหมายเพื่อปราบปรามกลุ่ม KKK อย่างจริงจังในเวลาต่อมา หากแต่จุดสิ้นสุดของการเกลียดชังยังไม่หมดแค่นั้น ดังที่เราเห็นได้จาก Green Book เมื่อนักดนตรีผิวดำเดินทางไปยังภาคใต้ในปี 1962 เขาจำเป็นต้องมีคู่มือการใช้ชีวิตและโรงแรมที่ยินดีต้อนรับคนดำเท่านั้น

The Birth of a Nation

เชื้อร้ายของความเกลียดชังความเป็นอื่นยังสะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก -ไม่เพียงแต่ในอเมริกา- ทั้งมันยังถูกบอกเล่าด้วยท่าทีแตกต่างกันไปในหนังหลายๆ เรื่อง Mississippi Burning (1988, อลัน ปาร์เกอร์) หนังชิงเจ็ดรางวัลออสการ์ที่ว่าด้วยนายตำรวจที่ออกเดินทางสืบคดีคนหาย ที่หนึ่งในนั้นเป็นคนดำด้วย ในปี 1964, A Time to Kill (1996, โจเอล ชูมาเชอร์) ความยุติธรรมที่คนดำไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขาเคยได้รับ ตลอดจน American History X (1998, โทนี เคย์) กลุ่มเกลียดชังคนดำหัวรุนแรงที่นำมาสู่โศกนาฏกรรมในยุคที่ดูเหมือนทุกคนพร้อมจะโอบรับความแตกต่างได้แล้ว

แน่นอนว่าแม้ทุกวันนี้ KKK จะสลายแตกตัวไปแล้วเมื่อโลกเริ่มยอมรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ แต่แนวคิดขวาจัดที่เชิดชูคนขาวยังไม่สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมา รายงานกลุ่มแนวคิดสุดโต่งที่มีแนวโน้มจะก่อเหตุร้ายในสหรัฐฯ นั้นมีนับร้อยกลุ่ม (รวมทั้งกลุ่มที่มีชื่อชัดเจนสุดๆ อย่าง Loyal White Knights of the Ku Klux Klan) ทั้งในระยะหลัง อุดมการณ์แบบ KKK ยังถูกเอามายั่วล้อในหนังหลายๆ เรื่องอยู่บ่อยครั้ง ในฐานะที่มันเป็นสัญลักษณ์ของความล้าสมัยและความเกลียดชังในโลกอดีต แต่พร้อมกันนั้น หนังอีกหลายเรื่องก็มุ่งนำเสนอประเด็นนี้ด้วยท่าทีจริงจัง เพื่อตอกย้ำให้เราไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่ง มนุษย์เราต่างเกลียดกลัว ‘ความเป็นอื่น’ มากขนาดไหน