Ben Kingsley Liam Neeson Oskar Schindler Ralph Fiennes Schindler's List Steven Spielberg World War II สงครามโลกครั้งท­ี่สอง สงครามโลกครั้งที่ 2

25 ปี Schindler’s List เบื้องหลังหนังที่ปวดร้าวที่สุดของ สตีเวน สปีลเบิร์ก

Home / bioscope / 25 ปี Schindler’s List เบื้องหลังหนังที่ปวดร้าวที่สุดของ สตีเวน สปีลเบิร์ก

“ตอนที่ผมยังเด็กมากๆ จำได้แม่ว่าเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเพื่อนของแม่ที่เป็นนักเปียโนอยู่ในเยอรมนี เธอเล่นเพลงซิมโฟนีที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เล่น และทหารเยอรมันบุกขึ้นมาบนเวที ทุบนิ้วเธอแหลกละเอียดทุกนิ้ว… ผมโตมาแบบนั้น โตมากับเรื่องที่นาซีบดนิ้วมือคนยิว” สตีเวน สปีลเบิร์ก

การทำหนังที่ว่าด้วยการสังหารมนุษย์นับล้านคนนั้นว่ายากแล้ว หากแต่การเอื้อมไปสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ที่มีส่วนเสี้ยวของตัวเองปะปนย่อมเป็นเรื่องที่ยากกว่า จึงไม่แปลกใจหากเราจะกล่าวว่า Schindler’s List (1993) คือหนังที่เจ็บปวดที่สุดของสตีเวน สปีลเบิร์ก ทั้งในฐานะมนุษย์ ในฐานะคนทำหนัง และในฐานะชาวยิวคนหนึ่งที่มีชีวิตหลังโศกนาฏกรรมในสงครามโลกครั้งที่สอง

ขวบปีที่ 1940 ภายใต้การเรืองอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซีในเยอรมนี ไม่เพียงแต่พวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจในสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็เดินหน้ากำจัดคนยิวไปกว่าหกล้านคนในยุโรปด้วยการคิดค้นวิธีการสังหารที่รวดเร็วและประหยัดที่สุดอย่างการรมแก๊ส ชาวยิวจะถูกสั่งให้โกนผมเพื่อกำจัดเหา เปลื้องเสื้อผ้า ชำระร่างกายและยืนรอความตายในห้องเล็กแคบที่พ่นเอาควันพิษออกมา จนมันได้กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมนามฮอโลคอสต์ ที่เป็นหลักฐานว่ามนุษย์จะกระทำความเจ็บช้ำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้หนักหนาถึงเพียงไหน และ Schindler’s List คือหนังที่ฉายภาพให้เห็นความอัปยศในครั้งนั้นของมนุษยชาติ หากแต่ด้วยท่าทีเปี่ยมความหวังโดยการเล่าผ่านเรื่องราวของ ออสการ์ ชินด์เลอร์ นักธุรกิจชาวเยอรมันที่ช่วยชีวิตคนงานชาวยิวในโรงงานของตัวเองเป็นจำนวน 1,200 ชีวิต ให้รอดพ้นจากการสังหารหมู่ในกรากุฟ ประเทศโปแลนด์

และหนังขาวดำ เจ้าของรางวัลออสการ์เจ็ดสาขา -รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและกำกับยอดเยี่ยม- เรื่องนี้ คือหนังที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทุกระเบียดนิ้วของสปีลเบิร์ก ที่ฉายภาพความดำมืดของมนุษย์ ควบคู่กันไปกับภาพของความหวังอันเรืองรองในยามแดดสลัวของสงคราม

 

1.

จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของหนังเริ่มขึ้นจาก มิลา เพ็ฟเฟอร์เบิร์ก หนึ่งในชาวยิวที่รอดชีวิตได้จากการช่วยเหลือของชินด์เลอร์ให้สัมภาษณ์นักเขียนชาวออสเตรเลีย โธมัส เคเนลลี และออกมาเป็นหนังสือในชื่อ Schindler’s Ark ในปี 1982 “ผมหมกมุ่นกับหนังสือมากเพราะมันเต็มไปด้วยตัวละครที่มีบุคลิกขัดแย้งกันหลายชั้น” สปีลเบิร์กเล่า “อะไรกันที่ทำให้ชายคนหนึ่งแลกทุกสิ่งที่เขามีเพื่อช่วยเหลือผู้คนมากมาย” หากแต่ในขวบปีนั้น สปีลเบิร์กตระหนักได้ว่า เขาอาจยังไม่แข็งแกร่งพอจะกำกับหนังที่ว่าด้วยความร้าวรานของมนุษยชาติเรื่องนี้ได้ มันจึงกลายเป็นโปรเจ็กต์ที่เขาให้สัญญากับเพ็ฟเฟอร์เบิร์กหลังเจอกันในปี 1983 ว่า อีกสิบปีข้างหน้า เขาจะสร้างเรื่องราวของชายที่ชื่อออสการ์ ชินด์เลอร์นี้เป็นภาพยนตร์ให้ได้

และอีกสิบปีต่อมา ในปี 1993 Schindler’s List ก็ออกฉายไปทั่วโลกตามที่สปีลเบิร์กได้ลั่นวาจาไว้

หากแต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนหน้าที่จะเปิดกล้องเริ่มโปรเจ็กต์ ตัวสปีลเบิร์กเองคิดว่าเขาไม่น่าจะแบกรับเรื่องราวเหล่านี้ไหว ถึงขั้นส่งต่อโปรเจ็กต์ไปให้ โรมัน โปลันสกี ที่ปฏิเสธที่จะทำหนังเรื่องนี้ทันทีด้วยเหตุผลที่ว่า แม่ของเขาถูกสังหารในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ และตัวเขาเองเติบโตมาในสลัมยิวที่กรากุฟ (อย่างไรก็ตาม ในอีกสิบปีถัดมา โรมันสกีกำกับหนังที่ว่าด้วยการสังหารหมู่ชาวยิว -ที่เรียกเลือดเรียกเนื้อจากเขาเองไม่แพ้กัน- อย่าง The Pianist) จนในที่สุด สปีลเบิร์กตกปากรับคำจะกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ในเวลาไล่เลี่ยกับที่เขากำกับหนังซึ่งในเวลาต่อมาทำเงินมหาศาลอย่าง Jurassic Park (1993)

ซิด เชียนเบิร์ก ประธานสตูดิโอหนัง -ที่เห็นแววสปีลเบิร์กมาตั้งแต่เห็นหนังสั้นเรื่องแรกของผู้กำกับหนุ่มในวัย 20 เรื่อง Amblin– มุ่งมั่นว่าอย่างไรเสีย หนังที่พูดถึงผลลัพธ์จากความเกลียดชังเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเรื่องนี้ ต้องได้สปีลเบิร์กมากำกับ “ผมอยากให้สตีเวนมากำกับเรื่องนี้” เชียนเบิร์กเล่า “เพราะมันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ทั้งตัวละคร ทั้งความสัมพันธ์ต่างๆ คนจะพูดว่า ‘โอ้ย มันไม่มีคนที่กำกับหนังไดโนเสาร์แล้วมาทำหนังแบบนี้หรอก’ ผมจะบอกให้ว่า ผิดไปแล้วล่ะ”

 

2.

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Schindler’s List กลายเป็นหนังที่หนักหน่วงที่สุดของสปีลเบิร์กไม่ใช่แค่การหวนไปสัมผัสประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น แต่อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญ คือการที่ตัวสปีลเบิร์กเองเป็นชาวยิว -ผู้มีบรรพบุรุษเสียชีวิตในโปแลนด์และยูเครน- ที่รู้สึกตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางเสมอมา

สปีลเบิร์กคือลูกหลานชาวยิวที่อพยพมาอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เขาเติบโตมาท่ามกลางชาวอเมริกันคนอื่นๆ และเป็นครอบครัวยิวคนเดียวในละแวกบ้านนั้น “ผมละอายมาก ประหม่าอยู่ตลอดเวลาและรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกเสมอเพราะความเป็นยิวของตัวเอง” เขาเล่า “ในไฮสคูล ผมมักถูกชกและทำร้ายร่างกายบ่อยๆ เลือดกำเดาไหลอาบประจำ

“ตอนเรียนวิชาพละก็ถูกซ้อมในห้องแต่งตัวหรือห้องอาบน้ำบ่อยๆ คนชอบปาเหรียญเพนนีใส่ผมในห้องที่มีคนอยู่นับร้อย เวลาอยู่ในห้องโถง คนชอบกระแอมคำว่า ‘ไอ้ยิว’ ใส่มือตัวเองตอนเดินผ่านผม”

สปีลเบิร์กในวัยเด็กและครอบครัว

เด็กชายได้ดูสารคดีเกี่ยวกับการฆ่าชาวยิวเป็นครั้งแรกเมื่อเขาเรียนชั้นเกรดหก มันคือสารคดีเรื่องเล็กๆ ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ปี 1956 ชื่อ The Twisted Cross กำกับโดย เฮนรี ซาโลมอน เรียงร้อยเอาฟุตเตจภาพจากสงครามเข้าด้วยกัน “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นภาพของฮอโลคอสต์ ผมไม่เคยเห็นศพมาก่อน เกือบๆ จะทนมองดูไม่ได้ด้วยซ้ำไป” และนี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจกำกับ Schindler’s List ด้วยภาพขาวดำ “ผมไม่รู้ว่าสีสันของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันเป็นสีอะไร ผมไม่เคยเห็น แต่เคยดูสารคดีที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ และฟุตเตจพวกนั้นเป็นสีขาวดำทั้งสิ้น”

“การฆ่าล้างชาวยิวคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม จากเรื่องเล่าของพ่อแม่ที่พูดขึ้นมาระหว่างการทานอาหารมื้อค่ำ ว่าพวกเราสูญเสียญาติ ป้าและลุงไปยังไงบ้าง” เขาว่า “ผมไม่ใช่ลูกหลานของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยตรงก็จริง แต่ก็รู้สึกเชื่อมโยงกับเหล่าผู้รอดชีวิตและเหยื่อจากการสังหารนั้นผ่านปู่ย่า ที่เสียเพื่อนพ้องและคนรู้จักของพวกเขาไปในจากเหตุการณ์นั้น”

 

3.

ความที่หนังสร้างขึ้นมาจากประวัติศาสตร์ที่แสนเปราะบาง สปีลเบิร์กจึงระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการคัดเลือกนักแสดงมารับบทสำคัญอย่างชินด์เลอร์ นายทุนชาวเยอรมัน และโดยเฉพาะกับ อามอน เกิธ นายทหารนาซีผู้เหี้ยมโหด สปีลเบิร์กปฏิเสธที่จะใช้นักแสดงดังมาแสดงในหนังเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลเรียบง่ายว่าพลังดาราจะกลบตัวตนของตัวละครจนมิด ดังนั้น หลังจากที่เขาเห็นนักแสดงร่างสูงชาวไอริชจากละครบรอดเวย์เรื่อง Anna Christie เขาก็ไม่ลังเลที่จะเลือกให้ เลียม นีสัน มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ทันที “เลียมใกล้เคียงกับชินเลอร์ในความคิดผมที่สุดแล้ว” สปีลเบิร์กว่า “เขาสุภาพ สาวๆ รักเขา เขาดูแข็งแกร่ง แถมยังมีส่วนสูงไล่เลี่ยกันกับชินด์เลอร์ด้วย (193 ซม.)”

ออสการ์ ชิลด์เลอร์ ขณะงานเลี้ยงสังสรรค์กับสมาชิกพรรคนาซี

อย่างไรก็ดี ชินด์เลอร์คือบุคคลที่สปีลเบิร์กให้คำนิยามว่าซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างที่สุด หากแต่ความซับซ้อนของชายชาวเยอรมันผู้กอบกู้ชีวิตชาวยิวนี่เองที่กระทบใจเขาอย่างจัง “ชินด์เลอร์คือชาวเยอรมัน เป็นสมาชิกพรรคนาซี เป็นผู้ประกอบการและยังเป็นคนเจ้าชู้อีกต่างหาก เมื่อเอาทั้งหมดนี้มารวมกันคุณจะเห็นว่าเขาเป็นคนน่าสนใจและมีความย้อนแย้งในตัวเองสูงมาก เขาไม่ใช่คนที่จะปกป้องชาวยิวก่อนความปลอดภัยของตัวเองแน่นอน แต่นอกจากนั้น เขาให้อาหารชาวยิวมากกว่าที่โรงงานอื่นๆ จะให้ ตัวผมเองคิดว่าเขาเป็นคนดี ย้ำว่าเป็นคนดีมากๆ เพราะเขาปฏิบัติกับชาวยิวอย่างดีด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ชาวยิวพวกนั้นทำเงินให้เขามหาศาล และพวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

“ชินด์เลอร์คือคนที่จะเดินเข้าไปในโรงงานของตัวเอง สูบบุหรี่สักสองปื้ดแล้วทิ้งบุหรี่ไว้ ไม่ยอมเหยียบ รู้ดีว่าคนงานยิวจะเก็บมันขึ้นมาแล้วเอามันไปแลกกับซุปหรือขนมปัง นี่เป็นสิ่งที่ชินด์เลอร์มีโดยธรรมชาติ มันติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด เขาไม่ใช่นักบุญ -อันที่จริงก็เกือบจะตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ หากแต่เขาเกิดมาพร้อมสำนึกรู้เรื่องความเหมาะสม และมุมมองระหว่างความดีกับความเลว”

อามอน เกิธ ขณะออกมายืนที่ระเบียง

ขณะที่บทอันเป็นเสมือนขั้วตรงข้ามของชินด์เลอร์อย่างอามอน เกิธนั้น สปีลเบิร์กได้ ราล์ฟ ไฟนส์ นักแสดงหนุ่มวัย 28 ชาวอังกฤษที่เขาประทับใจจาก A Dangerous Man: Lawrence After Arabia (1992, คริสโตเฟอร์ แมนวล) หนังสัญชาติสหราชอาณาจักรที่ออกฉายทางโทรทัศน์ มารับบทให้ “ผมมองเห็นความชั่วร้ายทางเพศบางอย่างในตัวราล์ฟ” สปีลเบิร์กเล่า “มันละเอียดอ่อนมากๆ มันมีช่วงเวลาอ่อนโยนในแววตานั้น และชั่วขณะเดียวที่เขาเหลือบไปทางอื่น มันก็แสนจะดูเลือดเย็นขึ้นมาในทันที”

สปีลเบิร์กสัมภาษณ์ชาวยิวที่รอดชีวิตจากการถูกสังหารจำนวนมาก หลายคนเคยเผชิญหน้ากับเกิธ และบรรยายว่าชายนาซีเป็นยิ่งกว่าปีศาจ “พวกเขาบอกผมว่าอามอน เกิธ คือชายที่จะออกมายืนตรงระเบียงในทุกๆ เช้า กับไรเฟิลและบุหรี่ แล้วจึงกวาดมองไปทั่วลาน ดูว่าคนไหนที่ดูทำงานไม่หนักพอบ้าง เล็งเป้า ประทับไรเฟิลเข้าบ่าแล้วทำลายชีวิตใครก็ตามที่เพิ่งจะพักหอบหายใจ”

“ผมว่าเกิธเป็นเหมือนเด็กผู้ชายที่ยิงนกยิงไม้ด้วยปืนอากาศน่ะ” ไฟนส์อธิบาย “ผมว่าเขารู้สึกแบบนั้นเวลาเล็งคนผ่านปืนไรเฟิล ซึ่งเป็นเรื่องที่บิดเบี้ยวและเลวร้ายมาก”

 

4.

หนังเปิดกล้องตอนต้นเดือนมีนาคม ปี 1993 ในระยะแรก สปีลเบิร์กหลงใหลกับหนังสือและบทภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงมาแล้วอย่างดีจากตัวเคเนลลีและ สตีเวน เซลเลียน และกระตือรือร้นอยากเดินทางไปยังโปแลนด์เพื่อดูสถานที่เกิดเหตุจริง เพื่อจะพบว่า ความรู้สึกของเขาแหลกเป็นชิ้นๆ ทันทีที่เดินทางไปถึงกรากุฟ

“ผมอ่านหนังสือจนจบเล่มและอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์จริงในสถานที่จริงว่าเป็นยังไง ผมมุ่งมั่นจะเดินทางไปที่นั่นด้วยเหตุผลนี้ และกลับมาอย่างปวดร้าวสุดขีด” สปีลเบิร์กเล่า “ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันเกิดขึ้นจริง แต่มันต่างออกไปมหาศาลตอนได้ไปเห็นป้ายถนนโปมอร์สกา (ชื่อถนนในกรากุฟ, โปแลนด์) แล้วรู้ว่าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นที่นี่ หรือได้ไปเห็นอพาร์ตเมนต์ของชินด์เลอร์ และคฤหาสถ์ของอามอน เกิธ

“ผมเอื้อมมือแตะก้อนอิฐอายุ 600 ปีเหล่านั้น แล้วถอยออกมา ก้มมองเท้าตัวเองและตระหนักได้ว่ากำลังยืนอยู่ที่ไหน ในฐานะคนยิว เมื่อ 50 ปีก่อนผมคงไม่อาจมายืนอยู่แบบนี้ได้ และนั่นคือช่วงเวลาอันลึกซึ้งของผมที่กำลังจะจำลองประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาอีกหน มันเปี่ยมความหมายมหาศาลในฐานะชาวยิว”

ความตึงเครียดระหว่างการถ่ายทำถาโถมรุนแรงจนสปีลเบิร์กต้องพักกองกลางคันบ่อยครั้ง และหนักหนาเสียจนเพื่อนรักอย่าง โรบิน วิลเลียมส์ ต้องโทรศัพท์ข้ามประเทศมาให้กำลังใจเขาอยู่บ่อยครั้ง “โรบิน วิลเลียมส์โทรศัพท์มาหาผมทุกสัปดาห์เพื่อให้กำลังใจผม ส่วนผมจะคอยบอกเขาว่าวันนี้ผมถ่ายฉากไหนไปบ้าง” สปีลเบิร์กเล่า “เขารู้ว่าผมกำลังเผชิญหน้ากับอะไร รู้ตารางงานของผมและรู้เวลาที่โปแลนด์เป็นอย่างดี

“ในสาย เขาจะคุยกับผม 15 นาทีเต็ม ปล่อยให้ผมหัวเราะจนสุดขั้วปอดเพราะรู้ดีว่าผมต้องการการผ่อนคลายอย่างจริงจัง เขาจะรอจนกว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดจากคุณก่อนแล้วจึงวางสาย นั่นแหละเขาล่ะ”

 

5.

จึงไม่น่าแปลกใจหากการเดินทางไปยังกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ พร้อมบทหนังที่ว่าด้วยการสังหารมนุษย์หกล้านคนในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จะกลายมาเป็นเหตุการณ์ที่สปีลเบิร์กต้องอาศัยพลังใจจำนวนมากในการกำกับ นอกจากนั้น มันยังสะกิดแผลลึกในใจตั้งแต่วัยเด็กของเขาในฐานะเด็กชาวยิวที่เติบโตมาในสหรัฐฯ -ทั้งยังรู้สึกผิดที่ผิดทางเพราะความเป็นยิวของตัวเอง- อีกด้วย “ผมตั้งคำถามกับตัวเองถึงเรื่องนี้ตลอดมา เพราะผมเติบโตขึ้นในละแวกที่ไม่มีคนยิวอยู่ ไปโรงเรียนที่ไม่ใช่ของชาวยิว”

พวกเขาปักหลักถ่ายทำกันที่ค่ายกักกันพลาสซุฟ สถานที่ซึ่งอามอน เกิธสังหารเหยื่อด้วยกระสุนไรเฟิลขณะจ้องมองพวกเขาผ่านระเบียงบ้านของตัวเอง “ตอนแรก ผมคิดว่าตัวเองน่าจะทนได้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโปแลนด์ระหว่างถ่ายทำ Schindler’s List แค่ตั้งกล้องคั่นระหว่างตัวผมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น ปกป้องตัวเองด้วยการสร้างระยะห่างขึ้นมา” สปีลเบิร์กเล่า “และทันทีทันใดนั้นเอง ผมพังทลายนับตั้งแต่วันแรกของการถ่ายทำ ไม่ได้ป้องกันอะไรตัวเองเสียด้วยซ้ำ แล้วจึงตระหนักได้ว่านี่มันจะกลายเป็นหนังที่เล่าประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองอย่างถึงที่สุด

“ทุกๆ วัน คนงานชาวยิวได้แต่คาดเดาว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของพวกเขา ชีวิตกลายเป็นเพียงผ้ากันเปื้อนใช้แล้วทิ้ง คุณไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะตายเมื่อไหร่ ทุกๆ วันคือการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ที่สุดแล้ว เมื่อคุณมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น แปลว่าชีวิตคุณยืดออกไปอีกหนึ่งชั่วโมง”

6.

“ใครที่ช่วยชีวิตหนึ่งชีวิต เท่ากับช่วยโลกทั้งใบ”

การหวนกลับมาฉายโรงอีกครั้งในรอบ 25 ปีของ Schindler’s List ไม่เพียงแต่เป็นการย้ำเตือนถึงความยิ่งใหญ่ของมันในฐานะภาพยนตร์ แต่มันยังเป็นการย้ำเตือนให้เราเห็นว่า ครั้งหนึ่ง มนุษย์เคยเลือดเย็นและโหดร้ายต่อกันมากถึงขนาดไหน และในทางกลับกัน มันก็ได้ฉายให้เห็นแง่งามที่ผลิบานขึ้นท่ามกลางโศกนาฏกรรม มันจึงเป็นหนังที่ชำแหละบาดแผลบนหน้าประวัติศาสตร์ให้เราเห็นด้วยท่าทีปลอบประโลมใจ ว่าไม่ควรอีกแล้วแม้แต่ครั้งเดียวที่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ไม่ว่าจะที่ไหนและเมื่อไหร่บนดาวเคราะห์ดวงนี้