Cape Fear Martin Scorsese Method acting Raging Bull Taxi Driver The Deer Hunter The Godfather The Godfather: Part II

Method Acting การแสดงเข้มข้นถึงเส้นเลือดแบบ โรเบิร์ต เดอ นีโร

Home / bioscope / Method Acting การแสดงเข้มข้นถึงเส้นเลือดแบบ โรเบิร์ต เดอ นีโร

Method acting นั้นหมายถึงการแสดงแบบที่นักแสดงต้อง ‘กลาย’ เป็นตัวละครจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงบทบาทมากที่สุด และถูกใช้ขึ้นเป็นครั้งแรกๆ ผ่านการคิดค้นของ คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ผู้กำกับและนักแสดงชาวรัสเซียที่เขียนหนังสือเล่าถึงวิธีการถ่ายทอดบทบาทในฐานะนักแสดงไว้ในหนังสือ  An Actor Prepares, Building a Character และ Creating a Role ในระยะแรก มันถูกทดลองใช้ในแวดวงนักแสดงละครเวทีของรัสเซียก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายข้ามเขตแดนมาสู่ในอเมริกาผ่านคณะโรงละครแห่งมอสโกออกทัวร์เข้าสหรัฐฯ ช่วงปี 1920

เพียงเวลาไม่นาน การแสดงสาย method ก็เฟื่องฟูในหมู่คนทำละครเวที และขยับขยายไปยังอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอีกสิบปีต่อมา สร้างนักแสดงรุ่นใหม่ๆ ที่เคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนักในการเข้าถึงบทบาทจนในเวลาต่อมา พวกเขาและพวกเธอได้กลายมาเป็นนักแสดงผู้ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูด… และหนึ่งในนั้นคือ โรเบิร์ต เดอ นีโร

“การแสดงนี่มันดีอย่างหนึ่ง คือมันให้โอกาสคุณได้ใช้ชีวิตของคนอื่นโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายอะไรสักกะเหรียญฯ เลยยังไงล่ะ” เดอ นีโรเคยหยอกเย้าอาชีพที่ส่งเขาชิงออสการ์มาแล้วเจ็ดครั้งอย่างอารมณ์ดี “ผมแสดงแบบปลอมๆ ไม่ได้หรอก” เขาว่า “ผมช่างสงสัย ผมอยากจะเป็นตัวละครทุกตัวที่รับบทให้ได้ จะอ้วนหรือจะผอมก็ช่าง”

เดอ นีโร เข้าเรียนการแสดงจากครูสอนการแสดงที่รับไม้ต่อศาสตร์มาจากสตานิสลาฟสกีอย่าง สเตลลา แอดเลอร์ ตอนอายุได้เพียง 18 ปี “ผมเรียนกับเธอจนอายุ 21 ปี เรียนหนักและยาวนานมากเท่าที่จะทำได้”

และนี่คือทักษะการแสดงแบบ method ของเดอ นีโร ที่ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาจึงกลายมาเป็นนักแสดงอันเป็นที่รักของคนดูหนังกระทั่งจนทุกวันนี้

 

The Godfather: Part II (1974, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา)

มหากาพย์หนังสุดยิ่งใหญ่ของยุค 70 หลังความสำเร็จของภาคแรกในปี 1972 เรื่องราวของแก๊งมาเฟียในนิวยอร์กก็ส่งให้ มาร์ลอน แบรนโด ในบทของ ‘เจ้าพ่อ’ ดอน วีโต คอร์เลโอเน คว้าออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยม ทั้งตัวหนังยังชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย การสานต่อความสำเร็จจึงเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเรื่องในภาคต่อนี้หวนกลับไปเล่าถึงการต่อสู้และคืนวันอันรุ่งเรืองของคอร์เลโอเนในวัยหนุ่ม และคนที่มารับไม้ต่อบทบาทที่แบรนโดสร้างไว้อย่างทรงพลังในภาคก่อนหน้านั้นคือโรเบิร์ต เดอ นีโร ชายหนุ่มวัย 31 ปี

เดอ นีโรเดินทางไปอยู่ในซิซิลีนานสามเดือนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการรับบทเป็นเจ้าพ่อใหญ่ผู้มีรกรากมาจากอิตาลี และใช้เวลาอีกสี่เดือนเต็มเรียนรู้การพูดภาษาซิซิลีเพื่อรับกับไดอะล็อกในสคริปต์ ไม่ใช่แค่นั้น เขายังเดินทางไปหา เกรย์ เฟรเดอริคสัน โปรดิวเซอร์หนังถึงที่เพื่อขอเอาฟุตเตจและเทปทั้งหมดที่มีฉากของแบรนโด เพื่อจะขนกลับมาดูที่บ้าน และพบว่าแรงเสียดทานที่เขาต้องเจอนั้นไม่เพียงแต่การแสดงระดับกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวละครของแบรนโด หากแต่ความสำเร็จจากภาคแรกของหนังยังทำให้เขารู้ดีว่าไม่อาจทำมันพังได้ง่ายๆ “Godfather เป็นเรื่องแรกเลยจริงๆ ที่ผมจำได้ว่าเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ครั้งใหญ่” เขาว่า และด้วยบทนี้นี่เองที่ส่งเขาชิงสมทบชายยอดเยี่ยมจากออสการ์และคว้ากลับมาได้ -เช่นเดียวกับที่แบรนโดเคยทำสำเร็จมาแล้วนั่นเอง

 

Taxi Driver (1976, มาร์ติน สกอร์เซซี)

ทราวิส เป็นอดีตนาวิกโยธินผ่านศึกที่เจ็บปวดจากสงครามเวียดนามจนนอนไม่หลับ เขาจึงตั้งต้นตระเวนขับแท็กซี่ยามค่ำคืนเพื่อระบายความเก็บกดและฝันร้ายอันคุกคามเขาเสมอเมื่ออยู่คนเดียวไปทั่วนิวยอร์ค

แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยคนจิตป่วยออกมาขับแท็กซี่เพื่อบำบัดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Taxi Driver -ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งอีกเรื่องของสกอร์เซซี- ยังเผยให้เห็นสภาพสังคมนิวยอร์ค(และอเมริกา)อันฟอนเฟะและบอบช้ำหลังการเข้าร่วมสงคราม ผ่านสายตาและกระจกมองหลังที่ทราวิสชำเลืองมองเมืองทั้งเมืองและลูกค้าอยู่บ่อยๆ

เพื่อจะรับบทนี้ เดอ นีโร -ซึ่งตอนนั้นติดถ่ายทำหนัง Novecento (1976, เบอร์นาโด แบร์โตลุชชี) อยู่- เตรียมพร้อมตัวเองโดยการเช่ารถมาคันหนึ่งและตระเวนขับวันละ 15 ชั่วโมงอยู่นานนับเดือนเพื่อดูว่าทราวิสเห็นอะไร จนได้ใบขับขี่และใบอนุญาตสำหรับคนขับแท็กซี่มาใช้ ทั้งยังเข้าศึกษาอาการเจ็บป่วยทางจิตและขอเข้าพบนายทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในอิตาลีทางตอนเหนือ (เนื่องจาก Novecento ถ่ายทำที่อิตาลี) อัดเทปเพื่อศึกษาสำเนียง และพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของนายทหาร

ตัวหนังเปี่ยมไปด้วยฉากจำหลายอย่าง ทั้งความเจ็บปวดของคนในสังคมด้านชา ตลอดจนความคลั่งของทราวิส โดยเฉพาะประโยค “นายพูดกับฉันเหรอ” (“You talkin’ to me?”) ที่ในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นประโยคจำของหนัง จนในอีกหลายทศวรรษต่อมา เขายังออกปากอย่างกึ่งชื่นชมว่า “เชื่อมั้ย ผ่านมาแล้ว 40 ปีนี่ คนที่เจอหน้าผมแม่งพูดใส่หน้าผมด้วยประโยคนี้ทุกวันเลย” (อย่างไรก็ตาม ความที่เดอ นีโร ประสบความสำเร็จสุดขีดจาก The Godfather ทำให้สตูดิโอหวั่นใจว่าเขาอาจจะขอขึ้นค่าตัวเพิ่ม แต่เดอ นีโรกลับบอกเพียงว่า การได้เล่นหนังเรื่องนี้ก็นับเป็นเกียรติมากพอแล้ว และจะไม่มีการขึ้นค่าตัวเกินกว่าจากแรกที่ตกลงกันไว้ใดๆ ทั้งสิ้น)

 

The Deer Hunter (1978, ไมเคิล ซิมิโน)

ถัดจากนั้น เดอ นีโรยังแสดงในหนังที่ว่าด้วยผลกระทบอันรุนแรงของสงครามเวียดนามอีกครั้ง ด้วยการรับบทเป็น ไมเคิล หนุ่มโรงงานชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยและระห่ำตามประสาคนหนุ่ม งานอดิเรกของเขาคือการออกไปล่ากวางด้วยปืนไรเฟิลขนาดใหญ่ ก่อนที่เขากับเพื่อนรักอีกสองคนจะอาสาไปเป็นทหารประจำการในสงครามเวียดนามด้วยความบ้าบิ่น และเชื่อมั่นว่าตัวเองจะกำราบความเลวร้ายของสงครามที่เป็นที่เลื่องลือได้ โดยไม่รู้เลยว่าสถานที่ที่พวกเขากำลังไปเยือนนั้นคือนรก และมันจะส่งผลต่ออนาคต ตลอดจนความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอย่างถึงแก่น

เดอ นีโรเข้าทำงานและศึกษาสังคมในโรงงานถลุงเหล็กอันเป็นที่ทำงานของตัวละครเขา และแนะนำตัวเองว่าบ็อบ (ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจที่ไม่มีใครจำเขาได้เลย) ในภายหลัง ไมเคิล ดีลีย์ โปรดิวเซอร์หนังให้สัมภาษณ์ว่า เดอ นีโรนั้น “ทำทุกอย่างเพื่อให้หนังมันออกมาดี เขาซ้อมบทหนังในส่วนของตัวเองแทบตลอดเวลา จำไดอะล็อกได้แม่นทุกคำเลย”

ฉากที่ขึ้นชื่อที่สุดของหนังคือการเล่นรัสเซียนรูเล็ต หลังนายทหารชาวอเมริกันถูกชาวเวียดกงจับไปขังในคุกใต้น้ำ และถูกลากออกมาอีกครั้งเพื่อให้เล่นเกมอันเป็นกิจกรรมยามว่างของทหารเวียดนาม นั่นคือให้เชลยเล่นเกมวัดดวงตัวเองโดยการยิงกระสุนปืนเข้าหัวตัวเอง ซิมิโนและดีลีย์เล่าว่าฉากนี้ถ่ายทำอย่างทรหดสุดขีด เพราะไม่เพียงแต่อากาศร้อนชื้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีหนูและยุงจำนวนมหาศาล ทั้งเดอ นีโรยังเปรยๆ ให้ทีมงานใส่ลูกกระสุนจริงลงในปืนเพื่อเพิ่มความกดดันให้การแสดง แต่แน่นอนว่าไอเดียนั้นถูกปัดตก ทั้งยังทำให้ทีมงานทั้งกองสาละวนกับการตรวจสอบปืนกระบอกนั้นหลายสิบรอบว่าไม่มีใครแอบเอากระสุนมาใส่จริงๆ

 

Raging Bull (1980, สกอร์เซซี)

การกลับมาร่วมงานกับคนทำหนังคู่บุญอย่างสกอร์เซซีอีกครั้งในบทที่ส่งเดอ นีโรคว้านำชายได้เป็นคำรบสองถัดจาก The Godfather ด้วยการสวมบทบาทเป็น เจค ลาม็อตตา นักมวยอาชีพอดีตแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวต จับจ้องไปยังช่วงเวลารุ่งโรจน์สุดขีดของลาม็อตตาขณะที่เขาเผชิญหน้ากับยอดนักมวยอีกคนอย่าง ซูการ์เรย์ โรบินสัน ชายผู้ที่ลาม็อตตาไม่เคยเอาชนะบนสังเวียนได้ กระทั่งในการประจัญหน้ากันครั้งที่สี่ -หลังการฝึกซ้อมและกดดันตัวเองเจียนตาย- ลาม็อตตาก็ได้สร้างสังเวียนเลือดขึ้นมาในครั้งนั้น

เดอ นีโรเคยอ่านหนังสือชีวประวัติของลาม็อตตามาตั้งแต่เขาถ่ายหนัง The Godfather และคิดไว้ในใจว่ามันมีศักยภาพพอจะสร้างเป็นหนังยาวได้ ประจวบเหมาะกับที่หลังจากนั้นไม่นาน สกอร์เซซีเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวหลังติดโคเคนอย่างหนัก นักแสดงคู่บุญของเขาจึงมาเยี่ยมเยียนพร้อมเสนอให้สกอร์เซซี -ผู้ไม่เคยนิยมชมชอบหนังกีฬา- ลองทำหนังเรื่องนี้ดูเพื่อฟื้นคืนร่างกายและจิตใจด้วยการกลับมาจดจ่อกับงานอีกครั้ง (จนภายหลัง สกอร์เซซีกล่าวว่า คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในครั้งนั้นคือเดอ นีโรนี่เอง)

และเพื่อจะรับบทนักกีฬาอาชีพ เดอ นีโรไปเรียนต่อยมวยอย่างจริงจังด้วยการจ้างเทรนเนอร์มืออาชีพมาสอน (จนลงสังเวียนเองและชนะมาได้สองครั้งในการแข่งสนามเล็กๆ ที่บรูคลิน) รวมถึงขลุกอยู่กับลาม็อตตาตัวจริงที่ออกปากชมเชยเขาว่า “หมอนี่ไปเป็นนักมวยอาชีพได้เลยนะ”

“ก่อนหน้านั้น ผมเคยเจอเจคครั้งนึงแถวโรงละครบรอดเวย์ เขาทักทายคนรอบๆ ตัวอยู่ตรงประตูน่ะ” เดอ นีโรเล่า “ตอนนั้นเขาเริ่มน้ำหนักเกินแล้ว ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจดีแฮะที่เขาให้ตัวเองตัวใหญ่ได้ขนาดนี้ แล้วค่อยได้ไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับเขา เกี่ยวกับการแข่งขันและวิธีที่พวกนักกีฬาต้องเจอเพื่อทำน้ำหนัก” ซึ่งในที่สุดแล้ว เมื่อกองถ่ายเปิดกล้อง และถ่ายทำฉากวัยหนุ่มของลาม็อตตาหมดสิ้น เดอ นีโรก็ทำน้ำหนักขึ้นมา 27 กิโลกรัมในเวลาเพียงสองเดือนเพื่อแสดงเป็นลาม็อตตาวัยแก่ และเขาตระหนักดีว่า โอกาสที่จะได้เพิ่มและลดน้ำหนักแบบบ้าคลั่งเช่นนี้มีเพียงครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ในวันที่เขาอายุ 35 ปีนั่นเอง

 

Cape Fear (1991, สกอร์เซซี)

สกอร์เซซีหวนกลับมาทำหนังที่วิพากษ์ความเป็นไปของสังคมอเมริกันที่เสื่อมถอยสุดขีดอีกครั้ง ด้วยการรีเมคจากหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1962 ของ เจ ลี ทอมป์สัน เล่าเรื่องความเคียดแค้นของ แม็กซ์ (เดอ นีโร) ชายถ่อยที่ต้องข้อหาข่มขืนและทำร้ายร่างกายหญิงสาว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ทนายของเขาเกิดรู้สึกว่าแม็กซ์เป็นอันตรายต่อสังคมจึงตัดสินใจแพ้คดี ส่งลูกความเข้าสู่เรือนจำนาน 14 ปีเต็ม หากแต่ความอันตรายที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากนั้น ในวันที่แม็กซ์ออกจากคุกและปรากฏตัวต่อหน้าครอบครัวทนายที่เคยว่าความให้เขา

ในวัย 48 ปี เดอ  นีโรออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อให้รูปร่างเข้าที่ รับบทนักโทษที่ออกกำลังกายอย่างหนักในเรือนจำ ทั้งมันยังต้องเป็นรูปร่างที่แข็งแกร่งพอจะคุกคามคนที่มองมาที่เขาด้วยจนเปอร์เซ็นต์ไขมันในตัวลดลงไปร่วมสามเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งจ้างหมอฟันให้ทำฟันเขาให้ออกมาน่าเกลียดกว่าที่เป็นในราคาห้าพันเหรียญฯ (และหลังถ่ายทำเสร็จ ก็ไปจ้างอีกสองพันเหรียญฯ เพื่อให้ฟันกลับมามีสภาพสวยงามดังเดิม)

มากไปกว่านั้น ตัวละครแม็กซ์นั้นเป็นชาวใต้โดยกำเนิด และเดอ นีโรตระหนักดีว่าเขายังไม่มีสำเนียงที่ดีพอ จึงคัดบทและไดอะล็อกยาวเหยียดทุกประโยคที่มีในสคริปต์แล้วเดินทางไปยังแถบทางใต้ของสหรัฐฯ เพื่อให้ชาวท้องถิ่นพูดใส่เครื่องอัดเสียงให้เขาเอากลับมาฟังและฝึกพูดตามด้วย