animation marvel Spider Man Into The Spider Verse Spider-Man

ลายเส้นคอมิกที่มีชีวิตในแอนิเมชั่น เบื้องหลังงานภาพทรงพลังใน Spider-Man: Into the Spider-Verse

Home / bioscope / ลายเส้นคอมิกที่มีชีวิตในแอนิเมชั่น เบื้องหลังงานภาพทรงพลังใน Spider-Man: Into the Spider-Verse

ดูเหมือนว่าปี 2018 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหนังโลกไม่ขาดแคลนแอนิเมชั่นเท่าไหร่นัก นับจากการหวนกลับคืนบัลลังก์ของครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อใน Incredibles 2, ตามด้วย The Grinch และ Ralph Breaks the Internet ก่อนจะปิดปีด้วย Spider-Man: Into the Spider-Verse แอนิเมชั่นรวมสามผู้กำกับ บ็อบ เปอร์ซิเชตติ, ปีเตอร์ แรมซีย์ และ ร็อดนีย์ ร็อธแมน

และเจ้าเรื่องสุดท้ายนี่เองที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู ด้วยทุนสร้างเพียง 90 ล้านเหรียญฯ มาจนถึงตอนนี้ หนังกวาดรายได้ไปแล้วทั้งสิ้น 303 ล้านเหรียญฯ ทั้งยังไม่มีท่าทีว่ากระแสจะแผ่วเอาง่ายๆ ความโดดเด่นที่ทำให้แอนิเมชั่นที่ว่าด้วย ‘ไอ้แมงมุม’ จากมิติต่างๆ กันครองใจคนเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องที่แสนจะจริงใจและถ่ายทอดความเปราะบางของมนุษย์ในคราบยอดมนุษย์ออกมาได้อย่างหมดจด หากแต่งานด้านภาพก็ทำให้แฟนๆ คอมิกต่างกรี๊ดคอแทบแตกและพุ่งไปซื้อตั๋วแทบจะในทันทีที่มันเข้าโรง

แตกต่างจากแอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ Into the Spider-Verse -ว่าด้วยชีวิตเหวอสุดขีดของ ไมล์ส โมราเลส เด็กหนุ่มผิวสีชาวอเมริกันที่บังเอิญโดนแมงมุมกัดจนต้องกลายเป็นสไปเดอร์แมนแบบไม่ทันตั้งตัว (เช่นเดียวกับเหล่าสไปเดอร์แมนจากอีกหลากมิตินั่นแหละ)- บอกเล่าเรื่องด้วยลายเส้นแบบคอมิกวาดมือ ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับทั้งสามที่อยากให้ตัวหนังมีเอกลักษณ์ต่างไปจากแอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ มันจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบที่คนอ่านคอมิกจะต้องหลงรักไปพร้อมๆ กับคนที่ไม่ได้อ่านจะต้องตื่นตะลึงในแง่เทคนิคพิเศษที่ควบรวมเอาการเล่าเรื่องแบบในหนังสือการ์ตูนมาขยายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์ ผ่านการร่วมมือของบริษัททำเอฟเฟ็กต์สยักษ์ใหญ่ Sony Pictures Imageworks

โปรเจ็กต์นี้ถือกำเนิดขึ้นราวปี 2015 ซึ่งตอนนั้น เหล่าผู้กำกับทั้งสามก็ตระหนักดีอยู่แก่ใจว่า อิทธิพลและเรื่องราวของสไปเดอร์แมนนั้นทรงพลังมากแค่ไหน และมันยิ่งถูกตอกย้ำให้หนักมือยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมาร์เวลประกาศสร้างหนังภาคแยกสำหรับยอดมนุษย์ปล่อยใยรายนี้ ด้านหนึ่ง การจะทำแอนิเมชั่นที่พูดถึงสไปเดอร์แมนในแบบที่คนไม่เคยสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปี่ยมล้นไปด้วยบรรยากาศแบบที่แฟนคอมิกจะรัก จึงเป็นภาระที่หนักหนาไม่น้อย “ด้วยอิทธิพลของแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ เราเลยคิดขึ้นมาว่า ‘เอาวะ ลองสร้างสไปเดอร์แมนที่มันมีเอกลักษณ์ และขับเน้นความพิเศษของไมล์ส โมราเลสกันดีกว่า'” เปอร์ซิเชตติเล่า ก่อนจะตะลุยอ่าน ทำความเข้าใจและศึกษาบรรดาหนังสือคอมิกจำนวนมหาศาล ไม่ใช่แค่ตัวเนื้อเรื่อง หากแต่พวกเขาพยายามทำความเข้าใจกระทั่งวิธีการสร้างหนังสือและวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มของคนอ่าน จนไอเดียที่ว่าด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาพแบบคอมิกงอกออกมาระหว่างที่พวกเขานั่งหัวฟูอยู่กับกองหนังสือคอมิก

“ก่อนหน้านั้น เราพยายามหางานภาพเจ๋งๆ สไตล์การสร้างแอนิเมชั่นต่างๆ มาเพื่อรองรับการเล่าเรื่อง จนเราตั้งคำถามว่า ‘นี่เราจะทำยังไงกับเรื่องราวที่มันถูกสร้างเป็นซีจีแอนิเมชั่นมาแล้วตั้ง 20 ปีนี้ดีนะ'” เขาอธิบาย และหนทางของการใช้ภาพแบบคอมิกก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น “ในหนังทั่วๆ ไปถ่ายกัน 24 เฟรมต่อหนึ่งวินาทีใช่ไหม แต่พอเป็นแอนิเมชั่นวาดลายเส้นแบบเก่า คุณก็ต้องวาดไปสิ 12 ภาพต่อวินาที ทุกๆ เฟรมมันจะถูกใช้เพื่อย้ำการเคลื่อนไหวของตัวละคร และถ้าอยากให้การเคลื่อนไหวมันลื่น นุ่มขึ้น คุณก็ต้องใส่รายละเอียดทุกอย่างลงไปในเฟรมนั้น”

แพทริค โอคีฟ คือหัวเรือหลักของทีมงานแอนิเมชั่น ดูจะมองเห็นความหินของงานนี้ได้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่การนำเอาโลกจริงที่คนดูเห็นอยู่ทุกวัน หลอมรวมเข้ากับภาพแบบคอมิกโดยที่คนดูยังรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นอยู่บนจอนั้นคือเมืองและบรรยากาศที่พวกเขาคุ้นเคย “สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือรูปร่าง โครงสร้างและเฉดสีของภาพในหนัง” เขาอธิบาย “ถ้าถามผมนะ แอนิเมชั่นส่วนมากเน้นทุกสิ่งทุกอย่างหนักมือไปหมด ทั้งกราฟิตี้, หมากฝรั่งบนตู้ไปรษณีย์, พื้นผิวต่างๆ มันจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดทางงานภาพที่เกินความจำเป็นไปมาก เราจึงจำเป็นต้องเลือกว่า จะปล่อยรายละเอียดแบบไหนทิ้งไป และขับเน้นอะไรขึ้นมาแทน

“แต่ในหนังสือคอมิกมันไม่มีเลนส์ไง ฉะนั้นมันจึงไม่มีภาวะภาพใกล้ไกล ภาพที่อยู่ในหนังสือจะจับไปที่ระยะกลางอย่างเดียวเท่านั้น เราเลยต้องใช้ระบบสี CMYK เพื่อใช้มันแทนระยะภาพ” เขาว่า “คือถึงยังไง เลนส์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนดูรู้ว่าจะต้องโฟกัสกับอะไรบนจอ เลยลองใช้ระบบสี CMYK เหมือนเวลาที่คุณตีพิมพ์หนังสือสี่สีนั่นแหละ แล้วปรับให้โทนสีเป็นเหมือนหนังสือคอมิกแบบเก่าแทน

“แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคืองานกำกับภาพน่ะครับ” โอคีฟอธิบาย “คุณมีตัวละครแล้ว คุณมีระยะภาพต่างๆ แล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องอาศับการเคลื่อนกล้อง (ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีอยู่ในหนังสือ) จริงๆ อยู่ดี แทบจะเป็นสไตล์เดียวกันกับที่ อัลฟ็องโซ กัวร็อง ใช้ตอนเขากำกับเรื่อง Children of Men (2006) เลยครับ เพราะมันคือการเคลื่อนกล้องเพื่อกวาดให้เห็นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏในเรื่อง ซึ่งมันจะขับให้คนดูรู้สึกว่าสมจริงเหลือเกิน แต่พอคุณกดหยุด แต่ละเฟรมจะดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือคอมิกเลยล่ะครับ”