Hereditary Leave No Trace Oscar oscar 2019 Sorry to Bother You Suspiria You Were Never Really Here

เป็นได้เพียงหนังดีที่เธอไม่สน: ย้อนดูหนังดีที่เรารักจากปี 2018 ที่ไม่ติดโผออสการ์

Home / bioscope / เป็นได้เพียงหนังดีที่เธอไม่สน: ย้อนดูหนังดีที่เรารักจากปี 2018 ที่ไม่ติดโผออสการ์

ดูเหมือนว่างานออสการ์ครั้งที่ 91 ครั้งนี้จะคึกคักไม่น้อยทีเดียว หลังมีการประกาศรายชื่อหนังและทีมงานที่เข้าชิงในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ปีนี้มีเข้าชิงถึง 8 เรื่อง และแน่นอน มีหนังจำนวนไม่น้อยที่ติดโผขวัญใจนักวิจารณ์จากหลายสำนัก แต่ทว่า ไปไม่ถึงฝั่งฝันด้วยการไม่ได้เข้าชิงสาขาใดเลย

 

Hereditary
กำกับ – อาริ อาสเตอร์

หนังหลอนแจ้งเกิดอาสเตอร์ในฐานะคนทำหนังธริลเลอร์หน้าใหม่น่าจับตาสุดๆ และแม้ว่าหนังที่ว่าด้วยสายเลือดสุดเฮี้ยนในครอบครัวอันแสนเปราะบางนี้ จะถูกโหวตจากหลายสำนักว่าเป็นหนังธริลเลอร์ชวนสยองแห่งปี ชิงรางวัลใหญ่จากเทศกาลหนัง SXSW หากแต่ในที่สุดแล้ว มันก็อยู่นอกสายตาออสการ์จนได้ แต่ไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการที่คุณแม่ โทนี คอลเล็ตต์ ผู้รับบทเป็น แอนนี หญิงสาวผู้พังทลายในเรื่องแบบถวายชีวิต การแสดงของเธอไต่ระดับตั้งแต่การพยายามเป็นแม่ที่ดีตามครรลอง ภาวะแตกสลาย ตลอดจนการกลายเป็นอื่นภายในครอบครัวตัวเอง แถมนอกจากเธอแล้ว ยังมีเจ้าหนุ่ม อเล็กซ์ วูล์ฟฟ์ ในบทลูกชายคนโตที่ต้องรับมือกับอาการผีเข้าผีออกของแม่จนหัวแทบระเบิด (ใครจะไปลืมฉากเอาหัวฟาดโต๊ะเรียนตัวเองได้กัน…)

 

Sorry to Bother You
กำกับ – บูตส์ ไรลีย์

หนังที่ยึดธีมอันว่าด้วยโลกที่ปกครองด้วยคนขาว ที่สะท้อนชีวิตการทำงานของคนดำในโลกที่คนขาวเป็นใหญ่และควบคุมทุกสิ่งอย่าง ยอดกระทาชายนาย กรีน (ลาคีธ สแตนฟิลด์ -ในสภาพบอบช้ำแทบทั้งเรื่อง) ชายหนุ่มผิวสีที่อุตส่าห์ได้งานในตำแหน่งนักขายที่ต้องขายของผ่านโทรศัพท์ หากแต่เขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า วิธีที่จะขายได้ดีและทำเงินได้มากที่สุดนั้น เขาต้องเลียนเสียงและสำเนียงแบบคนขาวเท่านั้น ตัวหนังชิงรางวัลจากเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมาด้วย ทั้งยังแจ้งเกิดไรลีย์ -ซึ่งกำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก- ในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่น่าจับตาด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น แต่เจ้าหนังแสบสันต์เรื่องนี้ยังประกอบไปด้วยความหลากหลายในแบบที่ออสการ์แสดงท่าทีว่าสนใจมาโดยตลอด มันวิพากษ์สังคมคนขาวเป็นใหญ่อย่างแยบยล ผ่านตัวละครหลากเชื้อชาติทั้งคนผิวสี (ตัวสแตนฟิลด์เอง), ผู้ประกอบการคนขาวร่างสูงที่มาพร้อมบรรยากาศคุกคาม (อาร์มี แฮมเมอร์) และหนุ่มเอเชียสุดเพี้ยน (สตีเวน ยอน) จนหลายคนออกอาการเซ็งไม่น้อยที่เจ้าหนังชิงรางวัลหนังสายดราม่ายอดเยี่ยมจากเทศกาลซันแดนซ์เรื่องนี้ไม่ติดโผออสการ์แม้สักสาขาเดียว

 

You Were Never Really Here
กำกับ – ลินน์ แรมซีย์

ผลงานดราม่า-ธริลเลอร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับหญิงชาวสก็อตต์ที่เคยปั่นหัวคนดูมาแล้วใน We Need to Talk About Kevin (2011) แรมซีย์กลับมาพร้อมเรื่องราวของ โจ (ฮัวคิน ฟีนิกซ์ ที่เล่นแบบเดนตายมากๆ) ทหารผ่านศึกที่สภาพจิตใจบอบช้ำจากความโหดร้ายของสงคราม ได้รับมอบหมายให้ตามตัวหญิงสาวนางหนึ่งที่ถูกลักพาตัวไป หากแต่งานที่เรียบง่ายเริ่มทวีความเดือดดาลขึ้นเมื่อโจพบว่า อะไรต่อมิอะไรเริ่มไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด

หนังชิงรางวัลหนังโดดเด่นแห่งปีจากเวที BAFTA ตัวแรมซีย์เองคว้ารางวัลเขียนบทยอดเยี่ยมและชิงรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ขณะที่ฟีนิกซ์คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม หากแต่ดูเหมือนหนังที่ว่าด้วยชีวิตบอบช้ำ ผุพังของมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกบีบให้อยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงจะไม่ถูกใจออสการ์สักเท่าไหร่ในปีนี้

 

Suspiria
กำกับ – ลูกา กัวดัญญีโน

แม้จะเป็นหนังที่ฉายในงานเทศกาลแล้วจะมีคนลุกหนีไปดื้อๆ กลางเรื่องก็ตาม (ฮา) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังรีเมคจากปี 1977 เรื่องนี้ก็ทรงพลังในแบบของมัน ไม่เพียงแต่จะสร้างบรรยากาศขนหัวลุกและเฮี้ยนไร้สติตลอดความยาวสองชั่วโมงครึ่ง ว่าด้วยเรื่องราวของนักเต้นสาวจากอเมริกาเข้ามาเรียนในโรงเรียนสอนเต้นที่เบอร์ลิน และพบว่าที่แห่งนี้มีบรรยากาศลี้ลับโอบล้อมอยู่ ควบคู่กันไปกับสงครามที่คุกรุ่นอยู่นอกกำแพง หากแต่การแสดงระดับระเบิดปรมาณูของทั้ง ทิลดา สวินตัน และ ดาโกตา จอห์นสัน ก็อีกหมุดหมายหนึ่งที่น่าจดจำในอาชีพการแสดงของทั้งสอง

แต่หนังคว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (ธอม ยอร์ค) และสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์สยอดเยี่ยม (ฟรานโก รากูซา) มาจากเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเวนิสได้นะเอ้อ!

 

Leave No Trace
กำกับ – เดบรา กรานิค

ผลงานของคนทำหนังอย่างกรานิคที่นานๆ จะหวนกลับมากำกับหนังสักเรื่อง ก่อนหน้านี้ Winter’s Bone (2010) ของเธอส่งให้แม่สาวน้อย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เข้าชิงรางวัลนำหญิงยอดเยี่ยมของออสการ์ได้เป็นครั้งแรก (ก่อนจะมาคว้ารางวัลนี้ได้จาก Silver Linings Playbook ในอีกสองปีถัดมา) หากแต่ Leave No Trace หนังลำดับถัดมาของเธอ ว่าด้วยชีวิตของสองพ่อลูก วิลล์ (เบน ฟอสเตอร์) และ ทอม -โทมาซิน- (โทมาซิน แม็กเคนซี) ลูกสาววัยกำลังโตที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่ากว้างชานเมืองโอเรกอน พวกเขาตั้งแคมป์ ก่อไฟ และนอนในเต๊นต์เล็กแคบ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกจับ ลากพวกเขากลับเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองตามแบบที่รัฐเห็นว่าดีและถูกระเบียบ ขณะที่ทอมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมสังคมกับเพื่อนใหม่ คนพ่อกลับดิ้นรนจะกลับเข้าไปในป่าอีกหนเพราะไม่อาจทนกับความกดดันของกฎระเบียบและกลิ่นอายของรัฐได้อีกต่อไป

มันเป็นหนังขวัญใจนักวิจารณ์โดยแท้ วัดจากการที่มันเดินหน้าเข้าชิงรางวัลน้อยใหญ่ในเทศกาลหนังต่างๆ หากแต่เสียดายที่มันไปไม่ถึงเวทีใหญ่ในอเมริกาอย่างออสการ์เสียได้

 

Burning
กำกับ – อีชางดง

หนังดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่เมื่อมันตกมาอยู่ในมือคนทำหนังผู้คลั่งไคล้ในการเมืองแบบอีชางดงแล้ว มันก็ได้ขยับจากการเป็นวรรณกรรมเลือดเย็นที่ว่าด้วยสองหนุ่มหนึ่งสาว มาสู่การเป็นหนังวิพากษ์ชนชั้นในเกาหลีอย่างถึงพริกถึงขิง

หนังเล่าถึง จงซู (ยูอาอิน) พนักงานพาร์ตไทม์ธรรมดาที่บังเอิญกลับไปเจอ แฮมี (ชอนจงซอ) เพื่อนสาวจากชั้นมัธยมที่ห่างเหินกันไปนาน ก่อนที่ในเวลาต่อมา แฮมีจะแนะนำให้เขารู้จักกับ เบน (สตีเวน ยอน) หนุ่มหล่อรวยขับรถสปอร์ต ที่ค่อยๆ เปรยให้จงซูรู้ว่า เขามีงานอดิเรกที่ทำเพื่อความเพลิดเพลินใจอย่างหนึ่งคือการไล่เผาโรงนาของคนแปลกหน้า จงซูจึงเริ่มต้นออกตรวจตราดูว่าโรงนาใดบ้างที่ถูกเผาจนวอดวาย และพร้อมๆ กันนั้น เขาตระหนักว่าแฮมีหายหน้าไปจากชีวิตเขาอย่างเงียบเชียบ

หนังส่งให้อีชางดงคว้ารางวัลสหพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ (FIPRESCI Prize) จากเทศกาลเมืองคานส์ และชิงรางวัลปาล์มทองคำด้วย ขณะที่ตัวหนังได้รับคำชมเชยจากนักวิจารณ์หลายสำนัก โดยเฉพาะในแง่ที่มันวิพากษ์การเมืองเกาหลีใต้และขยับขยายไปไกลถึงพรมแดนการเมืองโลก ทั้งยังน้ำเสียงการเล่าเรื่องที่เลือดเย็นและคุกคาม การแสดงของสามนักแสดงนำที่ชิงรางวัลจากหลายเทศกาลหนัง จนหลายคนคะเนว่า Burning น่าจะมีศักยภาพพอจะเข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศได้