Brian De Palma David Koepp Indiana Jones Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull Jurassic Park Mission Impossible Spider-Man Steven Spielberg War of the Worlds

‘จินตนาการคือขีดจำกัดเดียวของคนเขียนบท’ เขียนบทหนังให้ฮิตแบบ เดวิด ค็อปป์

Home / bioscope / ‘จินตนาการคือขีดจำกัดเดียวของคนเขียนบท’ เขียนบทหนังให้ฮิตแบบ เดวิด ค็อปป์

เดวิด ค็อปป์ น่าจะถูกจัดลำดับให้เป็นคนเขียนบทเนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งของอุตสาหกรรมฮอลลีวูด นับจากแจ้งเกิดครั้งใหญ่จากหนังบล็อกบัสเตอร์ Jurassic Park (1993, สตีเวน สปีลเบิร์ก) และตามมาด้วยหนังดราม่า-ธริลเลอร์ของ ไบรอัน เดอ พัลมา สองเรื่องไล่เลี่ยกันอย่าง Carlito’s Way (1993) และ Mission: Impossible (1996) กลางยุค 90 ค็อปป์จึงกลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากของผู้กำกับที่อยากได้บทหนังดีที่ทำเงินได้

ค็อปป์จบจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส สาขาภาพยนตร์ เข้าฝึกงานในฐานะตัวแทนจำหน่ายหนังต่างประเทศในบริษัทเล็กๆ และหนังเรื่องแรกๆ ที่เขาจัดจำหน่ายไปไม่น้อยคือสารพัดหนังเกรดบี และค็อปป์ใช้เวลาว่างในช่วงกลางคืน เมื่อเลิกงานแล้ว หมกมุ่นกับการเขียนบทหนังเรื่องแรกอย่าง Apartment Zero (1988, มาร์ติน โดโนแวน) แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ยังไม่ราบรื่นนัก แม้จะพูดได้ว่าเป็นคนเขียนบทหน้าใหม่น่าจับตาของช่วงต้นปี 90 ก็ตาม

สปีลเบิร์กและค็อปป์

กระทั่งเมื่อเขาจับพลัดจับผลูได้ร่วมงานกับผู้กำกับมาแรงของยุคอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ดังระเบิดมาแล้วจาก Jaws (1975), Raiders of the Lost Ark (1981) และ Empire of the Sun (1987) ในหนังแฟนตาซี-ธริลเลอร์อย่าง Jurassic Park ที่เล่าเรื่องการฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ในเกาะยักษ์แห่งหนึ่งจนเกิดเรื่องวุ่นวายตามมา เมื่อมันได้กลายเป็นสัตว์ที่ควบคุมไม่ได้

ค็อปป์ดัดแปลงบทมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ไมเคิล คริชตัน ความยาว 400 หน้า ที่เกินครึ่งเล่มเป็นศัพท์แสงและเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ซึ่งว่าด้วยการสร้างไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาอีกหน การจะดึงเอาเรื่องราวเหล่านี้ให้มาปรากฏบนจอจึงเป็นงานหินที่ค็อปป์ต้องเผชิญ และวิธีการที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้มันกลายเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้… ด้วยการใช้แอนิเมชั่นเข้าช่วยเสียเลย! “เราต้องอธิบายเรื่องพวกนี้ด้วยวิธีที่เด็กเจ็ดขวบหัวไวสักคนจะเข้าใจ อย่างมิสเตอร์ดีเอ็นเอ ก็เป็นไอเดียของสตีเวนเขานะครับ เราโคตรสนุกกับมันเลย เราใช้แอนิเมชั่นอธิบายได้โดยไม่ต้องไปใช้ไดอะล็อกยาวยืดชวนปวดหัว หรือให้ตัวละครอธิบายพร่ำอธิบายเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาเข้าใจกันอยู่แล้ว

“ร่างแรกของ Jurassic Park ที่ผมเขียนคือ ‘ทีเร็กซ์กระชากดงต้นไม้, ไล่กวดเจ้าแกลลิมิมัส, เขมือบมันเข้าไปท่ามกลางฝุ่นควันและคาวเลือด’ แล้วผมก็คิดว่า เจ๋งไปเลยแฮะ ผมเลยเอาไปเสนอให้สตีเวน ‘มันดูโอเคอยู่นะ ผมควรเขียนต่อไหมหรือปรับไปอีกทางดี ขีดจำกัดควรอยู่ตรงไหน’ แล้วเขาก็ตอบมาว่า ‘จินตนาการคือขีดจำกัดเดียวของนาย เขียนมาเถอะ เดี๋ยวเราสร้างมันขึ้นมาเอง'”

หากแต่ค็อปป์ไม่เคยคาดฝันว่าหนังไดโนเสาร์อย่าง Jurassic Park จะกลายเป็นหนังฮิตตลอดกาลอีกเรื่องของสปีลเบิร์ก เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือเทคโนโลยีการสร้าง CGI ในช่วงปี 1993 นั้นยังใหม่อยู่มากเสียจนตัวค็อปป์เองแทบไม่อาจมองออกได้เลยว่า เจ้าไดโนเสาร์ที่อยู่ในหน้ากระดาษที่เขาเขียนขึ้นมานั้นมันจะออกมาเป็นตัวเป็นตนได้ยังไง “จำได้ว่ามีการทดลองสร้างไดโนเสาร์ที่แล็ปป์ Industrial Light & Magic (ILM) ผมเห็นภาพที่ปรากฏบนจอแล้วล่ะ เป็นแค่โครงกระดูกของตัวเวโลซีแรปเตอร์วิ่งวนๆ โดยยังไม่มีกล้ามเนื้อหรือผิวหนังเลยด้วยซ้ำ เราแค่มองดูโครงกระดูกวิ่งได้เฉยๆ แต่ความพลิ้วและความสมจริงนั้นก็ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า มันอาจจะเวิร์คก็ได้แฮะ! แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจอะไรเลยก็เถอะ”

แน่นอนว่าหนังเปรี้ยงถึงขีดสุดแบบที่แม้แต่เขาและทีมงานหลายๆ คนยังคาดไม่ถึง เมื่อมีการประกาศว่าตั๋วหนังทุกรอบของแต่ละวันขายหมดเกลี้ยงเสียจนแม้แต่ตัวค็อปป์เองก็หาซื้อไม่ได้ และมันได้กลายเป็นประตูบานสำคัญที่เบิกทางให้เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับหลายๆ คน โดยเแพาะการหวนกลับมาร่วมงานกับเดอ พัลมาอีกครั้งในหนังสายลับที่ในเวลาต่อมากลายเป็นแฟรนไชส์ยักษ์ของโลกภาพยนตร์อย่าง Mission: Impossible

โดย Mission: Impossible เป็นหนังที่ค็อปป์รับไม้ต่อมาจากการเขียนบทของ สตีเวน เซลเลียน (Schindler’s List, Moneyball) ที่ติดงานอื่นแทรกจนไม่อาจแบ่งเวลามาเขียนบทต่อจนเสร็จได้ ค็อปป์จึงมารับช่วงต่ออีกครึ่งหนึ่ง และมันได้เป็นการทำงานที่แปลกใหม่ของค็อปป์อีกเรื่อง

“ใน Jurassic Park ผมเขียนบทจากหนังสือ แต่กับเรื่องนี้ ผมเข้ามาเขียนแบบรับช่วงต่อซึ่งแตกต่างจากเรื่องเดิมมาก” เขาเล่า “แล้วมันก็ไม่ได้สนุกเท่าไหร่ด้วย ผมว่าหนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับที่เก่งแต่เนื้อเรื่องมันสับสนมากๆ แต่มันเป็นแบบนี้เสมอเวลาคุณเปลี่ยนตัวคนเขียนบทกลางทางน่ะ”

ดังนั้นหากเลือกได้ ค็อปป์จึงอยากจะเขียนบทที่ร่างขึ้นมาโดยเขาคนเดียวหรือไม่ก็ร่วมกันเขียนกับใครอีกคน โดยไม่ใช่การรับช่วงต่อแบบครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้ เพราะมันทำให้เขาจัดสรรเวลาสำหรับทำงานได้ดี โดยเฉพาะการหาข้อมูลเพื่อเป็นรากฐานที่แน่นหนาสำหรับการเขียนบท “คุณต้องลงมือศึกษาค้นคว้าก่อน การครุ่นคิดอย่างเดียวมันเหมือนคุณมีไอเดียที่พุ่งกระฉูดอยู่ในหัวตลอดเวลาทั้งปี ทั้งสัปดาห์หรืออะไรทำนองนั้น แต่การศึกษาข้อมูลทำให้เข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นกว้างขวางขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับซัปเจ็กต์แค่อย่างเดียว แล้วค่อยขึ้นโครง ลงมือเขียนร่างแรกและเขียนใหม่อีกหน”

ค็อปป์หวนมาร่วมงานกับสปีลเบิร์กอีกครั้งในภาคต่อ The Lost World: Jurassic Park (1997), War of the Worlds (2005) และ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (2008) ล้วนแล้วแต่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ทำเงินตลอดกาล รวมไปถึงหนังไอ้แมงมุมที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งยุคอย่าง Spider-Man (2002, แซม ไรมี) ซึ่งหากมองจากภาพรวมแล้ว น่าจะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญของค็อปป์นั้นไม่ใช่แค่เขียนบทหนังฮิต แต่มันคือการวางรากฐานบทอันแข็งแกร่งของหนังแฟรนไชส์หรือหนังที่มีภาคต่อต่างหาก เพราะไม่ว่าจะ Jurassic Park เองหรือ Indiana Jones กระทั่ง Spider-Man ที่แม้เขาจะเขียนบทแค่ภาคแรก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทหนังของเขานั้นสร้างฐานตัวละครและเส้นเรื่องอันแข็งแกร่งสำหรับภาคต่อไว้เรียบร้อยแล้ว

“ผมอยากเขียนบท Spider-Man มาตลอดแหละครับเพราะเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่เด็ก เลยรู้ว่าต้องใส่อะไรเข้าไปในหนังบ้าง” เขาเล่าอย่างเป็นสุข ซึ่งมันย่อมหวนกลับไปสู่กระบวนการทำงานที่สำคัญของเขาอย่างการศึกษาข้อมูลต่างๆ ประดามีเพื่อเขียนบทให้สมจริงที่สุด หากแต่กรณีไอ้แมงมุมนี้ ค็อปป์อนุญาตให้ตัวเองใช้ความเนิร์ดเฉพาะตัวที่มีมาตั้งแต่สมัยอ่านคอมิกมาเป็นตัวขับเคลื่อนหนังด้วย

“ผมว่าการเป็นนักเขียนบททรงพลังมากกว่าที่เราคิดนะ เราคืออาชีพเดียวในฮอลลีวูดที่ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครเวลาทำงาน เราเขียนบทให้ผู้กำกับ ยื่นบทให้นักแสดง กลับบ้านแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเขียนเรื่องใหม่ๆ ได้อีก และนี่แหละครับ ความเป็นอิสระ”