Baz Luhrmann Romeo & Juliet Strictly Ballroom

อู้ฟู่และหรูหรา: อลังการงานสร้างแบบหนังของ บาซ เลอห์แมนน์

Home / bioscope / อู้ฟู่และหรูหรา: อลังการงานสร้างแบบหนังของ บาซ เลอห์แมนน์

เอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของ บาซ เลอห์แมนน์ ผู้กำกับชาวออสเตรเลียนั้น อย่างแรกคือเขามักนานๆ จะหวนมากำกับหนังยาวสักที อย่างที่สอง หนังที่เขากำกับนั้นมักเป็นเรื่องเล่าจากวรรณกรรมหรือเคยสร้างเป็นละครเวทีมาก่อน และอย่างที่สาม มันมักประกอบไปด้วยความอลังการงานสร้างทั้งฉาก เนื้อเรื่อง ตลอดจนเสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดง

“หนังทุกเรื่องที่ผมกำกับ มีแค่ 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละที่เป็นไปตามจินตนาการที่ผมวาดไว้” เลอห์แมนน์ให้สัมภาษณ์ ทั้งที่หากกวาดตาไปมองหนังของเขานั้น มันแทบจะเพียบไปด้วยสารพัดสิ่งประดับและสิ่งประกอบฉากจนหลายคนรู้สึกว่ามันออกจะล้นเกินอยู่ไม่น้อย ขณะที่อีกหลายเสียงชอบอกชอบใจกับความเล่นใหญ่อู้ฟู่ในแบบของเขา

“ก็ถ้าคุณทำหนังที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง สตูดิโอจะไม่จ่ายเงินคุณ 50 ล้านเหรียญฯ ให้ไปทำหนังมิวสิคัลแบบโพสต์โมเดิร์นหรอกครับ ผมบอกได้เลย แต่ถ้าคุณหว่านล้อมพวกเขาจนเขายอมจ่ายให้คุณได้ทำอะไรก็ได้อย่างที่อยาก แน่ใจได้เลยว่ามันมีราคาที่ต้องจ่ายตามมาแน่นอน”

ลำพังหนังเรื่องแรกของเขาอย่าง Strictly Ballroom (1992) ก็ประเดิมด้วยงบประมาณ 3 ล้านเหรียญฯ เข้าไปแล้ว (ซึ่งนับว่าเยอะอยู่ไม่หยอกสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่) แถมโปรดักชั่นยังอลังการระเบิดระเบ้อ โดยหนังเล่าถึงนักเต้นบอลรูมแดนซ์ที่คิดค้นท่าเต้นรูปแบบใหม่ ที่ท่าเต้นนอกรีตของเขาไม่เป็นที่ถูกใจคณะกรรมการการแข่งขันและนักเต้นหัวเก่า หากแต่ยังดีที่เขายังได้จับคู่กับสาวน้อยนักเต้นที่แหกคอกพอๆ กัน จึงก่อกำเนิดเป็นคู่นักเต้นเท้าไฟที่สร้างแบบบแผนการเต้นรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตะลึงขึ้น

หนังกวาดเงินไปได้ทั้งสิ้น 80 ล้านเหรียญฯ และแน่นอนว่าแจ้งเกิดเลอห์แมนน์ในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่ทันที จนเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างหนัง -ที่ในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นตำนานอีกเรื่อง- อย่าง Romeo + Juliet (1996) จากบทประพันธ์ของ วิลเลียม เชคสเปียร์

ความเล่นใหญ่แบบเลอห์แมนน์เริ่มตั้งแต่ใช้ไดอะล็อกแบบละครเวทีของเชคสเปียร์ในหนังของเขาเอง แต่ถอดเรื่องราวจากศตวรรษที่ 16 ตามท้องเรื่องเดิมมาเป็นโลกสมัยใหม่ที่โรมิโอขับรถคันเก๋และใส่เสื้อฮาวายลายดอกมัดใจสาวจูเลียต ทั้งยังมีกลิ่นอายของความละครเพลงด้วยการใส่ซาวด์แทร็คสุดล้ำอย่าง The Cardigans ไปจนถึงเพลงของวงร็อค Radiohead (!!) “ทำไมล่ะ เพลงป๊อปน่ะเข้ากันได้ดีกับเรื่องของเชคสเปียร์จะตายไป” เขาว่า แน่นอนว่าเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไม่น้อย พ่อหนุ่ม ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ขโมยหัวใจสาวน้อยใหญ่นับตั้งแต่นาทีแรกที่ปรากฏตัว และแม้หนังจะทำคำวิจารณ์ได้ไม่ดีนัก หากแต่ก็ทำเงินไปทั้งสิ้น 147.5 ล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว

และมาถึงหนังลำดับที่สามที่เลอห์แมนน์เรียกว่าเป็นไตรภาค “The Red Curtain Trilogy” อย่าง Moulin Rouge! (2001) หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 52 ล้านเหรียญฯ ที่มาพร้อมธีมอลังการงานสร้างเช่นเคย โดยหอบหิ้วเรื่องราวของคณะนักเต้น -และชุดเสื้อผ้าอันแสนตระการตาแบบสุดขีด- ไปอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดัดแปลงมาจากละครโอเปราเรื่อง La traviata บวกรวมกับเรื่อง Orpheus and Eurydice จนได้พล็อตเรื่องที่ผสมผสานกันทั้งดราม่าและโรแมนติก ว่าด้วยเรื่องของ คริสเตียน (ยวน แม็กเกรเกอร์) หนุ่มน้อยชาวอังกฤษที่ตกหลุมรักนักเต้นระบำสาวแห่งปารีส (นิโคล คิดแมน) หากแต่ปัญหาคือเธอได้รับการหมั้นหมายให้คู่ครองกับดยุคผู้ยิ่งใหญ่รายหนึ่งแล้ว…

จุดเด่นของ Moulin Rouge! ไม่ได้อยู่แค่ดาวรุ่งพุ่งแรงในเวลานั้น (และเคมีที่แสนจะเข้ากันของทั้งสอง) อย่างคิดแมนและแม็กเกรเกอร์ หรือเสื้อผ้าหน้าผมสุดบรรเจิด -ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมมาได้- เท่านั้น แต่ยังมีเพลงประกอบที่เอากลับมาฟังได้ซ้ำๆ อีกหลายรอบอย่างเพลงของ มาร์ก โบแลน ไปจนเพลงล้ำสมัยของ เดวิด โบวี ที่แสนจะเข้ากันกับเนื้อเรื่อง

แล้วก็มาถึงคิวของหนังที่เลอห์แมนน์ทะเยอทะยานจะสร้างที่สุดอย่าง Australia (2008) ที่โกยเอาคำวิจารณ์แง่ลบกลับบ้านไปเป็นกอบเป็นกำ (ฮือ) แม้ว่าหนังจะนำแสดงโดยนักแสดงชาวออสเตรเลียตัวพ่อและตัวแม่อย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน กับคิดแมนแล้วก็ตาม จนมันถูกเรียกว่าเป็นหนังที่แสนจะออสซี่มากๆ โดยเล่าถึงการเดินทางของคุณนายนางหนึ่ง (คิดแมน) ที่เดินทางไปยังตอนเหนือของออสเตรเลียเพื่อจัดการกับปัญหาหยุมหยิมที่คนรักสร้างไว้ แต่กลับไปเจอหนุ่มเหนืออารมณ์ร้อน (แจ็คแมน) ที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาได้ภายในเวลาย่ำแย่ของชีวิต

และแม้ว่าหนังจะทำเงินไปทั้งสิ้น 211 ล้านเหรียญฯ แต่มันก็ยังเป็นหนึ่งในหนังที่เลอห์แมนน์ถูกก่นด่าอย่างที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่มันช่างเป็นหนังน่าเบื่อเสียจริงๆ นี่เอง ซึ่งหลังจากนั้น เลอห์แมนน์ก็หายตัวเงียบไปกำกับหนังสั้นและวิดีโอโฆษณาอีกหลายตัว หวนกลับมากำกับหนังยาวอีกทีก็ปี 2013 กับความอลังการงานสร้างระเบิดระเบ้อเช่นเคยอย่าง The Great Gatsby ซึ่งตัวเนื้อเรื่องก็แทบจะเป็นลานขนมหวานของเลอห์แมนน์ในการประดับประดาตัวละครด้วยความหรูหราและเสื้อผ้าสุดยิ่งใหญ่ จนคว้ารางวัลแต่งกายยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครองได้อีกหน

อย่างไรก็ตาม หลังความสำเร็จครั้งนี้ เลอห์แมนน์ก็ไม่ได้เร่งเร้าจะสร้างหนังเรื่องต่อไปแต่อย่างใด กลับกัน เขาหวนกลับไปทำหนังสั้นและกำกับโฆษณาอีกหน และเราก็ได้แต่รอว่า ผู้กำกับหนังชาวออสเตรเลียคนนี้จะกลับมาสังเวียนทำหนังอีกทีเมื่อไหร่ และจะมีอะไรตระการตามาให้เราดูอีกนะ!