ขุนบันลือ ทิวา เมยไธสง นาคี 2 นาคี ๒ พชร์ อานนท์ รักเอาอยู่ หม่ำ จ๊กมก หอแต๋วแตก หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ

‘หอแต๋วแตก’ ถึง ‘ขุนบันลือ’ บทความเผื่ออ้างอิงในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

Home / bioscope / ‘หอแต๋วแตก’ ถึง ‘ขุนบันลือ’ บทความเผื่ออ้างอิงในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

ฝันร้ายสำหรับการทำบทสัมภาษณ์คือ ‘ไฟล์เสียงเสีย’ เพราะไม่ว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด สิ่งที่ได้กลับมาย่อมไม่เหมือนครั้งแรกที่คุยกันอย่างแน่นอน และนี่คือการแสดงให้เห็นความสำคัญของ ‘บทบันทึก’ ที่ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร ตราบใดที่สิ่งนั้นหายสาบสูญ ย่อมหมายความว่าไม่มีอะไรยืนยันการมีอยู่จริง ด้วยเหตุนี้ บทบาทที่สำคัญยิ่งของหนังทุกเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการมอบความบันเทิงให้กับผู้ชม แต่มันคือบทบันทึกชิ้นสำคัญอันจะสามารถใช้เพื่อยืนยันทางประวัติศาสตร์ได้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิธีคิดของยุคสมัย ทั้งยังสามารถวิเคราะห์ลึกลงไปถึงบรรยากาศสังคม การเมือง ของช่วงเวลาที่มันถูกผลิตขึ้นมาด้วย

และเพราะเหตุนี้จึงทำให้หนังทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่ามันจะได้รับการยกย่องเชิดชูหรือถูกเหยียดหยามราวกองขยะก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หนังของ พชร์ อานนท์ ที่ถูกค่อนแคะมาตลอดถึงคุณค่าในเชิงศิลปะ ทว่าด้วยการทำหนังของเขาที่มีความต่อเนื่องมากว่าสิบปี หากเราไล่ย้อนดูหนังที่เกิดจากมุมมองของพชร์ อานนท์ จะพบจดหมายเหตุชิ้นสำคัญของวงการหนังไทยและอาจมองเห็นความเป็นไปของสังคมไทยในช่วงทศวรรษการทำหนังของเขาเลยก็เป็นได้ อาทิ ‘รักเอาอยู่’ หนัง พ.ศ. 2555 ที่ พจน์ อานนท์ (ชื่อเก่า) ผลิต และกำกับโดย ธนดล นวลสุทธิ์ กับ ทิวา เมยไธสง เป็นหนังไทยเพียงเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.2554 เอาไว้ได้ ดังนั้น มันจึงสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงชั้นดีในอีกสองทศวรรษข้างหน้าอย่างแน่นอน และสามารถอ่านได้ไปจนถึงชื่อเรื่องที่มีคำว่า ‘เอาอยู่’ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อสะท้อนถึงบรรยากาศทางการเมืองในครั้งนั้น

หรือโดยเฉพาะหนังในตระกูล ‘หอแต๋วแตก’ อันเป็นหนังชุดที่มาพร้อมมุกตลกร่วมสมัย ที่พชร์เลือกหยิบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในความนิยมของกระแสหลักมาปะติดปะต่อจนก่อร่างกลายเป็นหนังหนึ่งเรื่องมาโดยตลอด อย่าง ‘หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ’ ที่เขาประกาศว่าจะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของแฟรนไชส์ยอดฮิตนี้ มันถูกคลุมด้วยบรรยากาศแบบหนังอีสานผ่านเพลง ‘เต่างอย’ ของ จินตหรา พูนลาภ เพลงจังหวะสนุกสนานที่สามารถบุกความนิยมเข้าสู่ส่วนกลางได้สำเร็จ อีกทั้งมุกจิกกัดตัวเองด้วยการให้ตัวละครมอบข้อคิดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเป็นถ้อยความจากใจคนทำหนังสู่ผู้ชมที่ค่อนขอดความไร้สาระของหนังตระกูลนี้ ซึ่งนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของบทบันทึกสังคมไทยในวัฒนธรรมป๊อปที่ถูกเขียนโดยพชร์ผ่านหนังเรื่องนี้ อันสามารถถอดค่าทางยุคสมัยออกมาได้ทุกวินาที

‘ขุนบันลือ’ ของ หม่ำ จ๊กมก คือหนังเรื่องล่าสุดที่น่าสนใจยิ่งเมื่อมองมันในกรอบของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะหากมองไปข้างหน้าอีกสามสิบปี จะมีสักกี่คนที่เข้าใจว่าเหตุใดหนังจึงฉายซ้ำเรื่อง ‘เชียงราย’ นัก และหากมีการขุดคุ้ยถึงเหตุแห่งการอ้างอิงจังหวัดดังกล่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันจะนำไปสู่อะไรที่เป็นภาพใหญ่กว่านั้นหรือไม่?

จุดแข็งอย่างหนึ่งของหนัง ‘ขุนบันลือ’ คือการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับขี้ข้าที่ใช้การกดขี่เหยียดหยามมนุษย์มาขยี้จนเป็นเรื่องตลก ไปจนถึงการยกระดับสู่ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ซึ่งเพียงมิตินี้มันพอจะฟ้องถึงหลักฐานของสังคมชายเป็นใหญ่ที่ยังหลงเหลือความเข้มข้นอยู่ในปัจจุบัน แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว มันคือหนังที่มีตัวตนของหม่ำ จ๊กมกในสถานะ ‘ตลกทีวี’ อยู่อย่างชัดเจน

หม่ำเป็นตลกผู้โดดเด่นมาตั้งแต่ยุคคาเฟ่ ในสมัยที่เพียงแค่ความเป็นคนอีสานของเขาก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างง่ายดายแล้ว จนกระทั่งเขาเริ่มขยับสถานะขึ้นมาอยู่ในรายการทีวีและเปิดพื้นที่ให้ ‘เมีย’ อย่าง เอ็นดู วงศ์คำเหลา เข้ามามีบทบาทในพื้นที่สื่อเพื่อเปิดทางสู่มุก ‘กลัวเมีย’ ในวันที่ความเป็นอีสานไม่ใช่เรื่องตลกของสังคมขนาดนั้นแล้ว ซึ่งเขาได้ยึดทางตลกกลัวเมียนั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนกลายเป็นเรื่องอำเล่นในสื่อต่างๆ ที่เขาไปปรากฏตัวเป็นปกติ และมันก็ได้ผลเสียทุกที

หนึ่งในผลงานที่ผลิตซ้ำมุกกลัวเมียอย่างเป็นล่ำเป็นสันคือรายการ ‘ชิงร้อยชิงล้าน’ รายการยอดนิยมทางช่องเวิร์คพอยท์ ช่วงหนึ่งของรายการนี้คือละครสั้นที่แสดงโดยแก๊งสามช่า หม่ำ เท่ง โหน่ง อันผสมปนเปเรื่องราวของละครเข้าด้วยกันกับการอำกันเองของนักแสดงบนเวที มันจึงเป็นรายการที่นอกจากจะได้รับความสนุกสนานจากละครสั้นเรื่องต่างๆ แล้ว เรายังได้เห็นแก๊งสามช่าเปลี่ยนบทบาทตามบริบทของละครไปเรื่อยๆ ควบคู่กันไปกับความผูกพันระหว่างคนดูและนักแสดง ด้วยเหตุนี้แก๊งสามช่าจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับคนดูทีวีไทยที่มีจำนวนมากในระดับมหาชน

กว่ายี่สิบปีแล้วที่แก๊งสามช่าสร้างความบันเทิงให้กับคนดูทีวีไทย และเมื่อพวกเขาได้มาอยู่ในหนังกระแสหลัก บ่อยครั้งผู้สร้างหนังจึงเลือกจะให้ตัวตนของนักแสดงแทรกแซงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครด้วยความเต็มใจ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือพวกเขาเปรียบเสมือนสมาชิกของครอบครัวคนหนึ่ง โดยไม่ต้องเสียเวลาในการปูพื้นฐานตัวละครให้คนดูผูกพันยาวนานนัก ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับ ‘ขุนบันลือ’ ที่ผู้สร้างอย่างตัวหม่ำเอง กระโจนเข้าไปเล่นมุกเชียงรายอย่างไม่ต้องสาธยายปูมหลังตัวละครให้มากความ เพราะมันเป็นมุกที่ถูกเล่นจนปรุโปร่งไปแล้วในรายการ ‘ชิงร้อยชิงล้าน’ ว่าหม่ำซุกเมียน้อยไว้ที่เชียงราย อีกทั้งคนดูยังรู้จัก ‘มด’ เป็นอย่างดี ซึ่งรับบทโดยเอ็นดู ที่เป็นทาสของท่านขุนซึ่งรับบทโดยหม่ำ ดังนั้น ผู้ชมจึงไม่ต้องใช้เวลาสักวินาทีที่จะ ‘ต่อติด’ กับมุกดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ความสำเร็จของ ‘ขุนบันลือ’ ซึ่งเข้าฉายรับเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ โดยใช้จุดขายหลักเป็นเรื่องกลัวเมีย มีเอ็นดูซึ่งเป็นเมียผู้กำกับอยู่บนโปสเตอร์ และโปรยความน่าสนใจถึงภารกิจพิชิตเชียงรายของพระเอกและผู้กำกับหม่ำ จ๊กมกก็เพียงพอแล้วที่มหาชนจะสามารถปะติดปะต่อความสนุกที่จะได้รับชมหนังเรื่องนี้จากประสบการณ์การดูทีวีของตนเอง นี่คืออิทธิพลที่ยังทรงอานุภาพเสมอของฟรีทีวี ไม่ต่างกันนักกับความสำเร็จของ ‘นาคี 2’ ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปไม่ต้องขวนขวายหาหนังภาคแรกมาปูพื้นความรู้แต่อย่างใด เพราะมันไม่มีอยู่จริง แต่เป็นอันรู้กันว่ามันต่อยอดมาจากความสำเร็จของละครทีวีที่เรตติ้งพุ่งกระฉูดไปแล้วก่อนหน้านั้นเอง

นี่เป็นเพียงบทบันทึกเล็กๆ น้อยๆ ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากบทความชิ้นนี้จะมีอายุยืนยาวนับทศวรรษ มันคงจะพอเป็นประโยชน์บ้างกับคนรุ่นต่อไปที่พยายามหาข้อมูลประกอบเพื่อหาบริบทความนิยมของคนดูหนังไทยใน พ.ศ. 2561 ผ่านหนังตลกของพชร์ อานนท์และหม่ำ จ๊กมกได้บ้าง