Adolf Hitler Joseph Goebbels Leni Riefenstahl Nazi Triumph of the Will นาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

Propaganda สวัสติกะ นาซี: รวมหนังโฆษณาชวนเชื่อยุคนาซีเรืองอำนาจ

Home / bioscope / Propaganda สวัสติกะ นาซี: รวมหนังโฆษณาชวนเชื่อยุคนาซีเรืองอำนาจ

“The state doesn’t order us! We order the state! We created the state!” อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากสารคดี Triumph of the Will (1935, เลนี รีเฟนชตาล)

การขึ้นมาเรืองอำนาจของพรรคนาซีในเยอรมนีช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งความสั่นคลอนของขั้วอำนาจในโลก และการขึ้นมาควบรวมเบ็ดเสร็จของชายที่ชื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ความยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์และพรรคนาซีนั้นถูกสร้างขึ้นมาภายหลังจากเขาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคนาซีได้ไม่นาน และแทบทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกเรียงร้อยผ่านสื่อภาพยนตร์กระแสหลักในเยอรมนีทั้งสิ้น โดยการสนับสนุนโดยกระทรวงโฆษณาแถลงข่าวและโฆษณาชวนเชื่อแห่งอาณาจักรไรช์ ภายใต้การนำของ โยเซฟ ก็อบเบ็ลส์ หนึ่งในหัวเรือสำคัญของพรรคนาซี เป้าประสงค์หลักของกระทรวงคือการสร้างภาพลักษณ์ความเกรียงไกรของพรรคนาซีสู่สายตาประชาคมโลก และในอีกด้านหนึ่ง ก็มีอำนาจในการควบคุมและเซ็นเซอร์สื่ออื่นๆ ในเยอรมนีเวลานั้นด้วย โดยเฉพาะดนตรี, วรรณกรรม, หนังสือพิมพ์และภาพยนตร์ ที่ถ้าสร้างขึ้นโดยชาวยิวจะถูกเผาทิ้ง หรือหากมีการกล่าวถึงฮิตเลอร์ในแง่ลบจะถูกปิดกั้นหรือกำจัดในทันที

หนังที่สร้างขึ้นโดยพรรคนาซีนั้นโดยทั่วไปแล้วมีเป้าหมายหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ นั่นคือสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์และตัวพรรค และนี่คือรายชื่อภาพยนตร์บางเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยที่ฮิตเลอร์เรืองอำนาจ

 

A Symphony of the Will to Fight (1927, ยูเลียส ลิปเพิร์ต)

สารคดีชิ้นแรกแห่งไรช์เยอรมันที่สาม และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นสารคดีชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นความยิ่งใหญ่และความทะเยอทะยานของพรรคนาซี เพราะตัวหนังซึ่งมีความยาวเพียง 30 นาทีเรื่องนี้ บันทึกการชุมนุมของเหล่าสมาชิกพรรคและนายทหารที่นูเร็มแบร์ก อันเป็นใจกลางการประชุมหลักของพรรคนาซี ฟุตเตจขาวดำทั้งหมดถูกถ่ายทำโดย โรเบิร์ต อีบิก บันทึกภาพการทยอยมาร่วมชุมนุมของเหล่าสมาชิกในเครื่องแบบทหาร ห่างออกไปคือธงนาซีที่ถูกขึงตึงเป็นฉากหลัง ไฮไลต์สำคัญของหนังคือการเดินขบวนอันยิ่งใหญ่ของเหล่ากองทัพชตรอมอัพไทลุง หน่วยกองกำลังกึ่งทหารของพรรคนาซี

 

Our Flag Leads Us Forward (1933, ฮันส์ ชไตน์ฮอฟฟ์)

หนังเล่าเรื่องลำดับแรกๆ ที่มีสถานะเป็นโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซี เล่าถึง ไฮนี ฟอยเคอ หนุ่มน้อยชาวเยอรมันที่เติบโตในอพาร์ตเมนต์เก่าโทรมแห่งหนึ่งในเบอร์ลิน พ่อของเขาไปเข้าร่วมกับกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์และพยายามดึงตัวไฮนีให้ไปเข้าร่วมด้วย แต่ไฮนีกลับพบเจอแต่ความไร้วินัย ดื่มหนักและไม่มีสาระของพรรคที่พ่อเลือก (กับภาพหนุ่มสาวดื่มเหล้า เต้นรำ และแตะเนื้อต้องตัวกันอย่างเปิดเผย!) ไฮนีจึงหนีออกมาและเข้าร่วมกับกลุ่มยุวชนของฮิตเลอร์ที่เขาบังเอิญเจอระหว่างทางเข้าพอดี (พร้อมฉายภาพคนหนุ่มสาวกำลังทำอาหาร ขับร้องเพลงชาติ และถกปัญหาบ้านเมือง)

กลุ่มยุวชนต้อนรับไฮนีเป็นอย่างดี ทั้งยังมอบฉายาให้ (อันเป็นสัญญะของ ‘การเกิดใหม่’) ในนาม Quex หรือ Quicksilver ซึ่งหมายถึงความรวดเร็วและขยันขันแข็งในการทำงานของไฮนี แต่ชีวิตที่เริ่มไปได้สวยของเขากลับถูกขัดขวางโดยพ่อที่บังคับให้เขากลับไปอยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดิม หากแต่ความปรารถนาเดียวของเด็กหนุ่มคือการได้เป็นหนึ่งในยุวชนผู้ภักดีต่อฮิตเลอร์ ชาติบ้านเมืองและชาวสายเลือดอารยันเท่านั้น เรื่องจึงจบลงที่การเสียเลือดเนื้อและการยกย่องวีรบุรุษผู้เสียสละแก่อุดมการณ์ของฮิตเลอร์แต่เพียงผู้เดียว

 

The Victory of Faith (1933, เลนี รีเฟนชตาล)

ปฐมบทการกำกับหนังชวนเชื่อให้พรรคนาซีของนักแสดงหญิงที่ในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นคนทำหนังที่สร้างหมุดหมายสำคัญของช่วงเวลาที่พรรคนาซีเรืองอำนาจ และในเวลาต่อมา หนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของฮิตเลอร์กับ แอร์นส์ต รูห์ม (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกองทัพชตรอมอัพไทลุงด้วย) ที่สนิทชิดเชื้อกันก่อนที่รูห์มจะถูกสังหารในเหตุการณ์ปฏิบัติการฮัมมิงเบิร์ด ภายใต้การพยายามควบรวมอำนาจไว้ที่ฮิตเลอร์แต่เพียงผู้เดียวจนนำมาสู่การสังหารนายทหารคนสนิทอื่นๆ ทั้งในเวลาต่อมา ฟิล์มหนังยังถูกทำลายทิ้งจนเกือบหมดตามคำสั่งของฮิตเลอร์ด้วย

แม้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วตัวหนังจะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการรวบรวมเอาฟุตเตจสำคัญของฮิตเลอร์และคนสนิทเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสรรเสริญและชี้ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของท่านผู้นำขณะปราศรัยและปลุกใจนายทหาร หากแต่มองในเชิงประวัติศาสตร์ มันก็ได้กลายเป็นบทบันทึกที่สำคัญยิ่งถึงเส้นสายและความสัมพันธ์ที่ช่วยชักนำฮิตเลอร์ไปสู่จุดสูงสุดของอาณาจักรไรช์ในเวลานั้น

อย่างไรก็ดี ตัวรีเฟนชตาลเองคลุกคลีกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเยอรมันมาตั้งแต่ก่อนลงมือทำหนัง ในฐานะนักแสดง เธอเคยอยู่ทั้งเบื้องหน้า และเฝ้าจับตาการทำงานจากเบื้องหลัง สอดรับกันกับความเฟื่องฟูของวงการหนังเยอรมันที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่นาซีจะมาถึง ทำให้เธอรับเอาเทคนิคและแนวทางการทำหนังจากความยิ่งใหญ่เหล่านั้นมาใช้ในหนังของเธอเอง และมันได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงามในหนังลำดับถัดไปของเธอนั่นเอง

 

Triumph of the Will (1935, รีเฟนชตาล)

นี่คือสารคดีที่เป็นบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องภายใต้การกำกับของรีเฟนชตาล เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว หากแต่รีเฟนชตาลนำเอาเทคนิคภาพยนตร์ทั้งการเคลื่อนกล้อง การจับภาพให้เห็นความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพรรคนาซี ธงสัญลักษณ์สวัสดิกะปลิวไสว การถ่าย close up ที่เจาะไปยังใบหน้าของฝูงชนที่มีน้ำตาเอ่อรื้นด้วยความชื่นชมในตัวฮิตเลอร์ ตลอดจนมีการเซ็ตบางฉากบางตอนขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของจักรวรรดิไรช์ ตัวหนังคว้ารางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมภาษาต่างประเทศจากเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเวนิส และมันได้กลายมาเป็นสารคดีทางการทหารที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ในแง่ที่มันประสบความสำเร็จสุดขีดที่สร้างความยิ่งใหญ่อันละเมียดเช่นนี้ออกมาได้ ภายใต้การทำงานของเหล่าทีมงานจำนวนนับร้อย โดยเฉพาะช่างภาพ 36 ราย (กับกล้อง 30 ตัว!), ช่างภาพสำหรับถ่ายทำภาพจากอากาศหรือมุมสูง 9 ราย, คนจัดแสงไฟ 17 ราย และทีมงานยิบย่อยแสนสำคัญอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

Triumph of the Will หรือ Triumph des Willens จับจ้องไปยังการชุมนุมที่นูเร็มแบร์กในสเกลที่ยิ่งใหญ่กว่าหนังสารคดี 30 นาทีของลิปเพิร์ตอย่างมาก รีเฟนชตาลจับภาพการกล่าวสุนทรพจน์อันยาวนานของฮิตเลอร์มาจนครบถ้วน และเล่าด้วยมุมกล้องต่างกันที่ขับให้คนดูรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตัวผู้นำ รวมถึงสมาชิกพรรคคนสำคัญทั้งตัวก็อบเบ็ลส์เอง, รูดอล์ฟ เฮส, ฮันส์ ฟรังค์, ยูเลียส ชไตรเชอร์ ตัดสลับกับสีหน้ามุ่งมั่นของเหล่ากองกำลัง ตลอดจนประชาชนที่ตั้งแถวรอต้อนรับฮิตเลอร์จำนวนมหาศาล ตามด้วยการเดินขบวนที่ยิ่งใหญ่และตระการตาที่สุดครั้งหนึ่งของสารคดีที่ว่าด้วยกองทัพทั้งมวล รวมถึงกองกำลังยุวชนฮิตเลอร์ด้วย จนมีการประมาณการว่า มีเหล่านาซีไปร่วมในงานครั้งนี้กว่า 700,000 คน

ในเวลาต่อมา นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามขนาดนี้ คือการที่รีเฟนชตาลนำเอาเทคนิคทางภาพยนตร์มาใช้เพื่อขับเน้นความยิ่งใหญ่และเรื่องราว แต่เหนืออื่นใด หลังนาซีล่มสลาย ตัวรีเฟนชตาลได้รับการตราหน้าว่าเป็นนาซีด้วยเช่นกัน เธอถูกประณามและแทบไม่มีใครอยากให้ทุนเธอไปทำหนังอีกเลย ภายหลังชีวิตของเธอถูกนำไปสร้างเป็นหนังสารคดีนาม The Wonderful Horrible Life of Leni Riefenstahl หรือ Die Macht der Bilder: Leni Riefenstahl (1993, เรย์ มุลเลอร์) ถ่ายทอดชีวิตของรีเฟนชตาลและความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพรรคนาซี และชีวิตหลังจากนั้น

 

The Rothschilds (1940, อีริช วาสชเน็ค)

หนังเรื่องแรกๆ หลังจากเยอรมนีเดินหน้าเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัวภายใต้การนำของพรรคนาซี และเป็นหนังที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ยิวกลายเป็นชาติพันธุ์เลวร้ายผ่านเรื่องราวของครอบครัวรอธส์ไชลด์ ครอบครัวชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่เป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยธุรกิจหลักของครอบครัวนี้คือการเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่หลายแห่งในเยอรมนีในปี 1760 ก่อนขยับขยายสาขา -โดยอาศัยลูกหลานไปสร้างเครือข่าย- ไปยังอังกฤษ, ออสเตรีย, อิตาลีและฝรั่งเศส หนังนำประเด็นที่ตระกูลนี้ให้เงินสนับสนุนอังกฤษทำสงครามรบกับฝรั่งเศสช่วงสงครามนโปเลียน และเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ครอบครัวรอธส์ไชลด์กอบโกยเงินกลับมามหาศาล

ตัวหนังพยายามทำให้คนดูรู้สึกว่า ครอบครัวรอธส์ไชลด์ -และชาวยิวคนอื่นๆ- เป็นกลุ่มคนที่หากินบนความทุกข์ยากของคนอื่น ทั้งยังเจ้าเล่ห์แกมโกง และในภายหลังนั้น ตระกูลนี้ทั้งตระกูลต้องหลบหนีออกจากเยอรมนี ข้ามจขากยุโรปไปสู่อเมริกาเพื่อหลบเลี่ยงการตามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวนาซี ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1941 เพียงปีเดียวหลังหนังเรื่องนี้ออกฉาย

 

Anschlag auf Baku (1942, ฟริตซ์ คริชฮ็อฟฟ์)

เมื่อเยอรมนีเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัว ภาพยนตร์จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่บอกเว่าคุณงามความดีของพรรคนาซีอีกต่อไป หากแต่มันพ่วงมาอีกหน้าที่หนึ่งนั่นคือการโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีหัวเรือหลักคือเครือจักรภพอังกฤษทั้งปวง หลังเล่าย้อนไปในปี 1919 ที่สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เมื่อกองทัพอังกฤษเข้ายึดครองเมืองบากู เมืองหลวงของอาเซอร์ไบจานและหวังจะยึดครองแหล่งน้ำมัน หากแต่ถูกขัดขวางโดย ฮันส์ รอมแบร์ก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวเยอรมันเพียงหนึ่งเดียวขัดขวางไว้ และรอมแบร์กจำต้องต่อสู้กับเหล่าชายชาวอังกฤษเพียงลำพังอย่างดุเดือด

 

Titanic (1943, แฮร์เบิร์ต เซลปิน และ เวอร์เนอร์ คลิงเงอร์)

เหตุการณ์เรือไททานิกล่มในปี 1912 ไม่เพียงแต่จะบันดาลใจให้ เจมส์ แคเมอรอน ทำหนังชื่อเดียวกันในปี 1997 เล่าเรื่องความรักของคนหนุ่มสาวต่างฐานันดรอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่มันยังกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นหนังหลากมุมหลากสัญชาติหลากจุดประสงค์ ไม่เว้นแม้แต่การโฆษณาสายเลือดเยอรมันอันเข้มข้น!

Titanic สัญชาติเยอรมัน ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากก็อบเบ็ลส์เจ้าเก่าเจ้าเดิม ด้วยการอัดเงินทุนทั้งสิ้น 4 ล้านไรชส์มาร์ค -ซึ่งนับเป็นจำนวนมหาศาลมากในเวลานั้น- ในการจะสร้างหนังให้ยิ่งใหญ่อลังการ ตอกย้ำสถานะความเหนือชั้นของวงการภาพยนตร์เยอรมัน บอกเล่าเหตุหายนะที่เกิดขึ้นจากเรือไททานิกที่เป็นเรืออังกฤษ ซึ่งสุดท้ายแล้วหนังย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของเครื่องยนต์อันไม่ได้มาตรฐานของอังกฤษ จนเป็นเหตุให้อับปางทั้งลำ  โดยบนเรือนั้นมีเจ้าหน้าที่ ปีเตอร์สัน (รับบทโดย ฮันส์ นีลเซ็น นักแสดงชายที่ดังเป็นพลุช่วงนั้น) ผู้รักษาความปลอดภัยบนเรือชาวเยอรมันที่เห็นภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ก่อนที่เรือจะพุ่งชน เขาพยายามวิงวอนให้เจ้าของเรือ (แน่นอนว่าเป็นชาวอังกฤษ) หักเลี้ยวหัวเรือก่อนเกิดการปะทะ หากแต่ฝ่ายหลังไม่ยอมฟังจนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ภายใต้ความวุ่นวายของผู้คนที่กำลังหนีตาย ปีเตอร์สันพยายามทำหน้าที่ขงอตัวเองจนถึงนาทีสุดท้าย