Baz Luhrmann Claire Danes Dirty Dancing I Love Trouble Julia Roberts Kramer vs. Kramer Leonardo DiCaprio Meryl Streep Rachel McAdams Romeo & Juliet Ryan Gosling The Notebook

เกลียดแต่ต้องทำเป็นรัก: คู่รักจากหนังโรแมนติกที่นักแสดงไม่ชอบหน้ากันในชีวิตจริง

Home / bioscope / เกลียดแต่ต้องทำเป็นรัก: คู่รักจากหนังโรแมนติกที่นักแสดงไม่ชอบหน้ากันในชีวิตจริง

โดยทั่วไปแล้ว หนังโรแมนติกทั้งหลายนั้นไม่เพียงแค่อิงแอบอยู่บนโครงเรื่องแข็งแรงที่ว่าด้วยตัวละครของคน -หรือบางทีอาจมากกว่านั้น- รักกัน หากแต่มันยังต้องพึ่งพาเคมีเฉพาะตัวและความเข้าขาของนักแสดงนำที่รับบทเป็นคนรักในจอด้วยเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะมีนักแสดงหลายคู่ที่แม้ชีวิตจริงจะไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่นัก แต่ยังสามารถแสดงเป็นคนรักให้เราได้เชื่อกันอย่างสนิทใจในหนังโรแมนติกชวนซึ้งเหล่านั้น

 

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ – แคลร์ เดนส์ : Romeo + Juliet (1996, บาซ เลอห์แมนน์)

พล็อตเรื่องรักอมตะจากปลายปากกาของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ ว่าด้วยรักต้องห้ามของหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นภายใต้ความไม่ลงรอยของทั้งสองตระกูล โดยหนังถอดเรื่องราวจากศตวรรษที่ 16 ตามท้องเรื่องเดิมมาเป็นโลกสมัยใหม่ที่ โรมิโอ ขับรถคันเก๋และใส่เสื้อฮาวายลายดอกมัดใจสาว ทั้งยังมีกลิ่นอายของความละครเพลงด้วยการใส่ซาวด์แทร็คสุดล้ำอย่าง The Cardigans ไปจนถึงเพลงของวงร็อค Radiohead

และภายใต้บริบทของเรื่องที่ว่าด้วยฝ่ายชายฝ่ายหญิงพร้อมจะตายเพื่อกันและกันได้ นักแสดงอย่างดิคาปริโอและเดนส์ดูไม่ลงรอยกันเท่าไหร่นัก มีรายงานว่าเดนส์รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีทีเล่นทีจริงของดิคาปริโอเท่าไหร่นัก ส่วนอีกฝ่ายก็คิดว่าเธอนั่นแหละที่ “จริงจังเกินไปแล้ว” จนบรรยากาศหลังกล้องไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก (แม้ว่าดิคาปริโอจะเป็นคนโน้มน้าวให้สตูดิโอเลือกเธอมารับบทจูเลียตหลังการออดิชั่น ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่มองตาเขาเวลาแสดงเข้าคู่กันก็ตามที แต่ดูเหมือนพอต้องร่วมงานจริงๆ เดนส์จะไม่ประทับใจกับการเที่ยวไปแหย่คนโน้นคนนี้ไปทั่วของดิคาปริโอ)

 

ไรอัน กอสลิง – ราเชล แม็กอดัมส์ : The Notebook (2004, นิค แคสซาเวทิส)

หนังรักในดวงใจของหลายๆ คน สร้างจากวรรณกรรมของเจ้าพ่อนิยายรักอย่าง นิโคลัส สปาร์ค ว่าด้วยเรื่องของ โนอา (กอสลิง) หนุ่มฐานะยากจนที่ตกหลุมรัก แอลลี (แม็กอดัมส์) ลูกหลานมหาเศรษฐี ดูเผินๆ มันอาจจะเป็นหนังรักต่างชนชั้นหน้าตาธรรมดาทั่วไป หากแต่พล็อตที่ผูกโยงกับสงครามโลก จดหมายที่ถูกเก็บสะสมและความหลังอันไม่อาจรื้อถอน บวกรวมกับเสน่ห์ของสองนักแสดงนำก็ทำให้มันกลายเป็นหนังรักขึ้นหิ้งที่ไม่ว่าดูกี่ครั้งก็เรียกน้ำตาได้อยู่เสมอ

และน่าประหลาดใจที่หลังกล้องนั้น ทั้งกอสลิงและแม็กอดัมส์ไม่ได้ปลื้มปริ่มหรือชอบพออีกฝ่ายเท่าไหร่นัก (และต้องนับเป็นความดีความชอบของทั้งคู่ในฐานะนักแสดงเหมือนกันที่กลบร่องรอยความรู้สึกส่วนตัวไว้จนมิดขนาดนี้) แคสซาเวทิสถึงกับออกปากว่าบรรยากาศในกองถ่ายนั้นตึงเครียดและย่ำแย่มาก จนถึงขั้นที่กอสลิงขอให้เปลี่ยนตัวนักแสดงหญิงไปเป็นคนอื่นเพราะเขาทนแม็กอดัมส์ไม่ได้เลย “ทั้งสองเข้ากันไม่ได้เลย ไม่เลยสักนิด จนไรอันเดินมาหาผม -ท่ามกลางทีมงานอีก 150 คนที่ยืนเตรียมถ่ายทำฉากใหญ่อยู่- บอกผมว่า ‘คุณช่วยพาหล่อนออกไปจากนี่แล้วเอาคนอื่นมาแสดงแทนได้ไหม'” แคสซาเวทิสเล่า “ผมเหวอแตก เขาย้ำว่า ‘ไม่ไหวว่ะ ผมแสดงกับเธอไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยเนี่ย’

“พวกเราเลยเข้าไปในห้องปิดกับโปรดิวเซอร์ แล้วทั้งสองก็ตั้งต้นแหกปากใส่กัน ผมต้องเดินหนีออกมา จุดบุหรี่สูบ รอจนทุกคนเดินออกมาจากห้องนั้นกัน แล้วทุกอย่างก็ค่อยดีขึ้นมาน่ะครับ” เขาพูด “ผมว่าไรอันเคารพเธอที่ยืนกรานต่อการสวมบทบาทเป็นตัวละครแอลลี ส่วนราเชลก็ดีใจที่ได้แสดงจุดยืนของตัวเองน่ะ”

 

แพทริค สเวซี – เจนนิเฟอร์ เกรย์ : Dirty Dancing (1987, เอมิลี อาร์โดลิโน)

บรรยากาศความรักที่อวลขึ้นในซัมเมอร์หนึ่งที่เกิดขึ้นในเทือกเขาแคตสกิลล์ส เมื่อหญิงสาวที่บังเอิญไปพักร้อนกับครอบครัว ตกหลุมรักครูหนุ่มผู้สอนเต้นหมดหัวใจ น่าจะระเหิดหายไปทันทีที่หลายคนรู้ว่าเบื้องหลังนั้น สองนักแสดงนำเขม่นกันรุนแรงแค่ไหน ความมาแตกตอนที่สเวซีออกหนังสือตัวเองเรื่อง The Time of My Life ในปี 2009 ที่เขาเผยว่า ส่วนตัวแล้วเขารู้สึกเกรย์นั้นเป็นนักแสดงที่ไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย หนำซ้ำยังสร้างความรำคาญให้เขาอย่างใหญ่หลวงตลอดระยะเวลาที่ถ่ายทำ และฟูมฟายทุกครั้งที่ถูกตำหนิหรือวิจารณ์แม้เพียงเล็กน้อย “หรือไม่อย่างนั้น หล่อนก็มักจะไม่มีสมาธิ ทำให้เราต้องแสดงฉากเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนหล่อนก็เอาแต่หัวเราะน่ะ” สเวซีเล่าอย่างหงุดหงิด

ความเปราะบางทางอารมณ์ของสเวซีตึงเครียดสุดขีดเมื่อพวกเขาต้องถ่ายทำฉากที่สเวซียกตัวเกรย์ขึ้นมาน้ำในทะเลสาบ ซึ่งเป็นฉากบังคับที่แสนจะอบอุ่น โรแมนติกและสะท้อนว่าตัวละครทั้งสองรักกันปานกลืนกินแค่ไหน “แต่น้ำในทะเลสาบมันหนาวจนแทบจับไข้ แล้วเราก็ถ่ายทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นเอง แล้วต่อให้เจนนิเฟอร์ตัวเบาแค่ไหนก็เถอะ แต่ลองคุณต้องยกตัวใครสักคนขึ้นมาจากน้ำ ต่อให้เป็นเด็กหญิงตัวผอมที่สุด ยังรู้สึกเหมือนหนักสัก 500 ปอนด์เลย” (อย่างไรก็ตาม สเวซีขยายความในเวลาต่อมาว่าเขาไม่ติดใจอะไรเกรย์แล้ว เพราะอย่างน้อย เธอก็มีส่วนทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเหมือนกัน)

 

นิค โนลต์ – จูเลีย โรเบิร์ตส์ : I Love Trouble (1994, ชาร์ลส์ ชายเออร์)

หายนะไม่ผิดไปจากชื่อหนังที่เล่าเรื่องของนักข่าวจากสำนักข่าวคู่แข่ง ที่ลงสนามมาทำงานในประเด็นเดียวกันจนก่อตัวเป็นรักต้องห้ามขึ้นมา แม้หนังจะได้เจ้าแม่หนังโรแมนติก-คอมิดี้ยุค 90 อย่างโรเบิร์ตส์มา ก็ไม่อาจกอบกู้ความพินาศได้เมื่อสุดท้ายหนังทำเงินไปเพียง 60 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเหตุการณ์เบื้องหลังกล้องด้วย เมื่อมีรายงานว่าทั้งโนลต์และโรเบิร์ตส์ทนอีกฝ่ายไม่ได้เลยจนผู้กำกับต้องหาทางออกให้ทั้งคู่แสดงกับสแตนอินไปพลางๆ แทนที่จะเผชิญหน้ากันในฉากจริงๆ

ประการสำคัญคือโรเบิร์ตส์ทนลักษณะขี้เบ่งของโนลต์ไม่ได้และมักจะพูดจาถากถางของเขาหลังฉากเสมอ ฝ่ายโนลต์เองมีปัญหากับท่าทีของโรเบิร์ตส์ไม่แพ้กันจนมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง เรื่องราวบานปลายจนสตูดิโอต้องเข้ามาแก้ปัญหาให้ หากแต่ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พังครืนเร็วยิ่งกว่าเดิม จนเป็นเหตุให้ต้องใช้นักแสดงแทนมาให้ทั้งสองเข้าบทด้วยกันในกรณีที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้

 

ดัสติน ฮ็อฟฟ์แมน – เมอรีล สตรีป : Kramer vs. Kramer (1979, โรเบิร์ต เบ็นตัน)

แม้แต่ควีนแห่งวงการฮอลลีวูดเงอก็เคยต้องผ่านเรื่องทำนองนี้มาเหมือนกัน หนำซ้ำยังหนักหนาไม่แพ้คู่อื่นๆ ด้วย เพราะนับตั้งแต่เจอกับฮ็อฟฟ์แมนครั้งแรกหลังการออดิชั่นบท เธออ้างว่าฮ็อฟฟ์แมนเข้ามาแนะนำตัวแล้ว ‘วางมือลงบนหน้าอกเธอ’ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกแย่มากๆ และความสัมพันธ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปแม้กระทั่งหนังเปิดกล้อง และความเดือดก็ปะทุขึ้นมาเมื่อสตรีป -ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่และเพิ่งแสดงหนังได้ไม่กี่เรื่อง- ออกปากขอแก้ไขบทกับเบ็นตันผู้กำกับ ฮ็อฟฟ์แมนถึงกับอดรนทนไม่ได้และร้องตะโกนใส่เธอว่า “ทำไมเธอไม่ลดไอ้ธงเฟมินิสต์นั่นแล้วแค่แสดงไปตามบทซะล่ะวะ!”

แต่นั่นเป็นเพียงปฐมบทของความเดือดดาลเท่านั้น เพราะแรงระเบิดเกิดขึ้นเมื่อฮ็อฟฟ์แมนเล่นนอกบทโดยการตบสตรีปเข้าโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า และนั่นทำให้เธอหัวเสียสุดขีด “นั่นมันหนังเรื่องแรกๆ ของฉันนะ แล้วก็เป็นเทคแรกที่ฉันแสดงด้วย แล้วเขาก็ฟาดมือมาได้เนี่ยนะ!”

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาแสดงเป็นคู่สามีภรรยากัน  (เอ่อ…)