Casino Royale Dark Shadows eva green The Dreamers

เย้ายวนอย่างเขินอาย ถอดบทเซ็กซี่แสนร้ายของ เอวา กรีน

Home / bioscope / เย้ายวนอย่างเขินอาย ถอดบทเซ็กซี่แสนร้ายของ เอวา กรีน

ปี 2003 ดูจะเป็นปีที่ เอวา กรีน นักแสดงสาวจากฝรั่งเศสยึดเป็นหมุดหมายหลายอย่าง ข้อหนึ่ง มันเป็นปีที่เธอออกจากวงการละครเวที ข้อสอง มันเป็นปีที่เธอแจ้งเกิดในการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก และข้อสาม มันเป็นปีแรกที่เธอเปลือยกายแบบหมดหน้าตักออกกล้อง!

The Dreamers (2003) หนังร่วมสามสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส-อิตาลี) ของผู้กำกับ แบร์นาโด แบร์โตลุชชี ออกฉายพร้อมคำวิจารณ์ว่ามันฉาวสุดขีด เรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันที่ไปเรียนต่อยังฝรั่งเศส และผูกมิตรกับสองพี่น้อง -ธีโอและอิซาเบลล์- นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เปลือยทั้งจิตวิญญาณและตัวตนภายใต้บรรยาการร้อนระอุของการก่อจลาจลในฝรั่งเศส

ตัวหนังไม่ใช่แค่กระชากเอาความสับสนของคนหนุ่มสาวออกมาตีแผ่อย่างถึงแก่นตามสไตล์แบร์โตลุชชีเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยฉากที่ท้าทายศีลธรรมของคนดูจนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นหนังอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะมีฉากสัมพันธ์ของชายหนุ่ม ของคู่พี่น้อง ตลอดจนคนทั้งสามที่เปลือยกายอยู่ด้วยกันในห้องเล็กแคบ แน่นอนว่ากรีนเองก็แสดงบทนี้อย่างถึงพริกถึงขิงด้วยเช่นกัน “จริงๆ ฉันเป็นคนขี้อายนะคะ เก็บเนื้อเก็บตัวมากทีเดียว แต่มันเป็นหนังของเบอร์นาโด แบร์โตลุชชีเชียวนะ” เธออธิบายถึงการที่ยอมรับงานนี้ ทั้งที่อยู่ในแวดวงละครเวทีมาทั้งชีวิต “ฉันเคยดู Last Tango in Paris (1972) ซึ่งมันไม่มีอะไรลามกเลย ไม่หยาบ ไม่ดูแย่ ฉันจึงเชื่อใจเขามากๆ เขาคือมาสเตอร์ของเรื่องรักและฉากอีโรติกเชียวล่ะ”

อันที่จริงก่อนหน้านี้ กรีนกำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยหน่ายสุดขีดกับละครเวที “ฉันเข้ากันกับผู้กำกับละครเวทีไม่ได้เลย ไม่ได้อยากแสดงอีกต่อไปแล้วด้วย มันบ้ามากๆ เราต้องแต่งเมคอัพหนาเตอะ ใส่วิก แล้วฉันต้องแสดงเป็นตัวละครแสนยั่วยวนบนเวทีอยู่นานแทบทั้งชาติ มีเวลาสามนาทีพักและฉี่ใส่ถังเล็กๆ และไอ้สามนาทีนั้น ฉันนั่งอยู่บนถัง ฉี่และร้องไห้ไปพร้อมๆ กัน มันแย่เหลือเกิน เหมือนเป็นฝันร้ายเลยล่ะ ฉันเกลียดมันจริงๆ”

และแม้ว่าตอนนั้น เธอพร้อมจะออกจากวงการการแสดงแล้ว หากแต่มีบทหนังอยู่บทหนึ่งที่เธอไปออดิชั่นไว้และสตูดิโอเพิ่งแจ้งเธอว่าเธอคว้าบทนั้นได้ “คุณบอกปัดมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คุณพูดว่า ‘ไม่’ ใส่แบร์โตลุชชีไม่ได้หรอกค่ะ”

นั่นจึงเป็นเหตุให้เธอแจ้งเกิดจากหนังเปลือยเปล่าสุดฉาวของผู้กำกับชาวอิตาลี ที่กว่าจะแสดงกันได้ก็อายม้วนกันไปไม่รู้กี่ตลบ ไม่ว่าจะตัวกรีน, หลุยส์ การ์เรล และ ไมเคิล พิตต์ สามนักแสดงนำที่ต้องเปลือยใส่กันอย่างเป็นปกติใน The Dreamers

“มันมีฉากที่ตัวละครของฉันเพิ่งเสียความบริสุทธิ์ไปด้วย และฉันจำได้ดีว่าตอนที่ตัวเองมีเซ็กซ์ครั้งแรกมันเป็นยังไง” เธอเล่า “ทีมงานถามว่าอยากดื่มแอลกอฮอลล์สักนิดก่อนเข้าฉากไหม และเสนอวิสกี้มาให้ แล้วก็มีการละลายพฤติกรรมกันก่อนแสดงฉากนี้ด้วย หลุสย์ การ์เรลเดินเข้ามาหาฉันแล้วบอกว่า ‘ผมจะโชว์จู๋ผมให้ดูถ้าคุณโชว์นมคุณด้วย’ ฉันเลยทำ แล้วเขาก็ทำเหมือนกัน หลุยส์บอกว่า ‘หน้าอกสวยนะครับ’ เพราะงั้นตอนแสดงฉากเซ็กซ์ด้วยกัน อะไรๆ ก็เลยง่ายขึ้นมาหน่อย” เธอเล่า “ฉากเซ็กซ์ในหนังเรื่องนี้คงทำให้คนดูชาวอเมริกันช็อคอยู่ แต่ที่ฉันไม่เข้าใจคือทำไมพวกเขาหมกมุ่นกับมันขนาดนั้น ทำไมถึงดูคนเปลือยบนจอหนังไม่ได้แต่เห็นเด็กๆ ถูกฆ่าได้ ช่างเป็นคนเคร่งศีลธรรมขี้ตื่นที่น่าประหลาดจริงๆ”

และหลังจากนั้น เส้นทางการแสดงของกรีนก็ไปได้ฉลุยกว่าที่เธอคิดฝันไว้มาก จากเด็กสาวที่พร้อมจะโบกมือลาให้การแสดง เธอยังได้ไปเล่นหนังฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับชื่อดังอีกคนอย่าง Kingdom of Heaven (2005, ริดลีย์ สก็อตต์) ที่ตัวหนังฉายในวงกว้างกว่าเรื่องแรกมาก คนอเมริกันเริ่มจำดวงตากลมโตและรอยยิ้มลึกลับบนมุมปากของเธอได้ หากแต่ปรากฏการณ์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักได้ในวงกว้างมากที่สุดคือการรับบทเป็นสาวบอนด์ใน Casino Royale (2006, มาร์ติน แคมป์เบลล์)

Casino Royale คือหนังที่แคมป์เบลล์หวนมากำกับเรื่องของสายลับชาวอังกฤษอย่าง เจมส์ บอนด์ อีกครั้งหลังเคยกำกับมาแล้วใน GoldenEye (1995) และสิ่งที่ทำให้หนังถูกจับตาอย่างมากคือการมารับบทบอนด์เป็นครั้งแรกของ แดเนียล เคร็ก ที่เคมีของเขาเข้ากันกับบุคลิกลึกลับของกรีนในบทหญิงที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปริศนาที่บอนด์ต้องรับมือ หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 600 ล้านเหรียญฯ ปักหมุดมายเคร็กในฐานะบอนด์คนต่อไปของโลกและกรีนในฐานะสาวบอนด์คนใหม่ที่แสนเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์ ตามมาด้วยหนังฟอร์มยักษ์อีกเรื่องอย่าง The Golden Compass (2007, คริส ไวต์ส) ก่อนที่เธอจะหวนกลับไปเล่นหนังฟอร์มเล็กอย่าง Franklyn (2008, เจอรัล์ด แม็กมอร์โรว) และ Cracks (2009, จอร์แดน สก็อตต์) ซึ่งสุดเด่นของสองเรื่องหลังนี้คือ บทบาทที่เธอรับนั้นไม่เซ็กซี่ยั่วยวนใดๆ หากแต่เป็นหญิงที่ต้องผจญกับสถานการณ์อันชวนแตกสลายทั้งนั้น

“หนังจะฟอร์มใหญ่หรือฟอร์มเล็กก็ได้ทั้งนั้น ถ้าฉันชอบมันฉันก็จะรับบทค่ะ” เธอตอบเรียบๆ “คนชอบบอกว่า ‘เธอต้องแสดงเรื่องนี้นะ มันยิ่งใหญ่มาก คนดูจะจำเธอได้’ แต่ฉันไม่ได้อยากทำอะไรแบบนั้นเพราะไม่มีใจให้มันน่ะ ก็เลยทำคนอื่นโกรธอยู่บ่อยๆ

ชัดเจนว่ากรีนไม่ได้มุ่งหวังจะกลายเป็นสตาร์ดังในฮอลลีวูด เธอมีบุคลิกลึกลับและเก็บเนื้อเก็บตัวมากพอกับบทบาทการเป็นนักแสดงที่ขวนขวายพาตัวเองไปอยู่ในหนังดีๆ สักเรื่อง ไม่ว่ามันจะเป็นหนังลับแลหรือใหญ่โตแค่ไหน จึงไม่น่าแปลกที่เธอจะปรากฏตัวในหนังเฮอร์เรอร์-แฟนตาซี Dark Shadows (2012, ทิม เบอร์ตัน) ตลอดจน Sin City: A Dame to Kill For (2014, แฟรงค์ มิลเลอร์ กับ โรเบิร์ต ร็อดริเกซ) ก่อนจะหวนกลับมายังบทเร่าร้อนสุดขีดที่ทำให้บางประเทศจำต้องเซ็นเซอร์ฉากร้อนแรงของเธอออกอย่าง 300: Rise of an Empire (2014, โนม เมอร์โร) ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับบุคลิกขี้เขินอายของตัวเธออยู่ดี หากแต่มันไม่ใช่ปัญหา นั่นเพราะสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึก ‘เปลือยเปล่า’ จริงๆ ไม่ใช่การปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่าง หากแต่เป็นการต้องเป็นตัวเองต่อหน้ากล้อง หรือถูกบังคับให้ยิ้มแย้มในสภาวะที่ไม่ทันตั้งตัวหรือไม่พร้อม

“ฉันชอบที่จะได้ดูเป็นนางแบบ pinup ตอนถ่ายแบบ ไม่ใช่เป็นตัวเอง หรือจะเป็นนักสตรีนิยม เป็นสาวลุคเลิศๆ หรือไม่ก็ดาร์คสุดขีดไปเลย แบบที่ไม่ใช่ในชีวิตจริง ฉันไม่ชอบเวลาเข้าฉากพร้อมถ่ายรูปแล้วพวกเขาบอกให้ฉันเป็นตัวของตัวเองหรือทำเป็นธรรมชาติหน่อย ตอนพวกเขาขอให้ยิ้ม -ซึ่งแน่ล่ะว่าในชีวิตจริงฉันก็ยิ้ม- ฉันก็ไม่ได้ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ เวลาต้องทำอะไรที่เป็นตัวเอง ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเปลือยอยู่เลย”

และหลังจากนั้น กรีนก็ดูหันไปแสดงในหนังฟอร์มเล็กฟอร์มใหญ่ในบทที่ทั้งตลก น่ารัก ไปกระทั่งชวนเหวอ ทั้งซีรีส์ Penny Dreadful หรือหนังเด็กชวนดาร์คอย่าง Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016, เบอร์ตัน) ปราศจากเงื่อนไขของการเป็นหนังจากสตูดิโอเล็กหรือใหญ่ใดๆ

“ฉันไม่ได้อยากเป็นดาวดังในฮอลลีวูด ที่อยากก็แค่ทำงานของตัวเองและสนุกไปกับมัน เป้าหมายของฉันก็แค่หาที่ทางของตัวเองให้เจอและอยู่กับมันไปก็แค่นั้นเอง”