Hugh Jackman James Mangold Logan x-men

เขียนบทหนังแบบ Logan : เมื่อ ‘หนังซูเปอร์ฮีโร่’ ถูกทำให้กลายพันธุ์!

Home / bioscope / เขียนบทหนังแบบ Logan : เมื่อ ‘หนังซูเปอร์ฮีโร่’ ถูกทำให้กลายพันธุ์!

ใครจะไปคาดคิดว่า Logan (2017) หนังซูเปอร์ฮีโร่ของตัวละครเจ้าของกรงเล็บอะดาแมนเทียมที่มีคนรักทั่วโลกอย่าง วูล์ฟเวอรีน จะถูกคนทำหนังมือดีอย่าง เจมส์ แมนโกลด์ (Girl, Interrupted; Walk the Line) บิดวิธีการเล่าด้วยบทที่ทำให้หนังแนว ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ ที่เราคุ้นเคยกันต้อง ‘กลายพันธุ์’ ไปเป็นหนังที่มีส่วนผสมอันสดใหม่จากหนังแนวอื่นๆ และสร้างความประทับใจให้ผู้ชมได้จนถึงขั้นกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา ‘บทดัดแปลงยอดเยี่ยม’ ในที่สุด

…ว่าแต่แมนโกลด์ทำอย่างไรกับบทหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้บ้าง เราขอเชิญไปย้อนรอยอย่างรวบรัดกันได้ ณ บัดนี้

แรกเริ่มเดิมที เมื่อแมนโกลด์ได้รับมอบหมายจากค่าย 20th Century Fox ให้ทำหนังฉายเดี่ยววูล์ฟเวอรีน-อันเป็นภาคต่อจาก The Wolverine (2013, แมนโกลด์) เขาก็ตัดสินใจว่าจะพาตัวละครนี้-ที่รับบทโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน มาแล้วถึง 8 ครั้ง-ไปสู่ทิศทางใหม่ที่ไม่เป็นไปตามขนบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป จนเรื่องของภาคนี้กลายสภาพมาเป็นการเล่าถึงชีวิตช่วงหลังเกษียณตัวเองจากการเป็นฮีโร่ของวูล์ฟเวอรีนหรือ โลแกน นี่เอง “เป้าหมายแรกก็คือเราจะสร้างเรื่องที่ทำให้(คนดู)รู้สึกใกล้ชิด(ตัวละคร)มากขึ้น” เขาว่า “มันต้องไม่ใช่สไตล์เดิมๆ อีกต่อไป เพราะอีกสักกี่ครั้งกันที่พวกเขา(ซูเปอร์ฮีโร่)จะสามารถช่วยโลกได้-ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจะสามารถก่อร่างสร้างเรื่องที่มาจากตัวละครหรือประเด็นชีวิตของพวกเขาเฉยๆ ได้มั้ย ในทิศทางที่เกือบๆ จะไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่อีกต่อไป แต่ก็ยังมีทั้งพลังพิเศษ การต่อสู้ดิ้นรน และธีม (theme) ต่างๆ อยู่ครบถ้วน

และยิ่งเมื่อผนวกกับการประกาศว่าจะรับบทวูล์ฟเวอรีนเป็นครั้งสุดท้ายของแจ็คแมนแล้ว บทหนังของ Logan จึงมุ่งไปยัง ‘การต่อสู้ครั้งสุดท้าย’ และ ‘เรื่องที่ยังไม่เคยเล่า’ ของพระเอกกรงเล็บอะดาแมนเทียมของเราเสียเลย โดยได้ ไมเคิล กรีน (Alien: Covenant, Blade Runner 2049) มาช่วยขยายทรีตเมนต์ (treatment) และได้ สก็อตต์ แฟรงค์ (Out of Sight, The Wolverine) มาช่วยเขียนบทร่วมกัน จนได้ออกมาเป็นหนังที่เล่าถึงปี 2029 อันเป็นช่วงเวลาที่มิวแทนต์หรือ ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ แทบจะไม่เหลือรอดอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป โลแกนใช้ชีวิตเป็นเพียงคนขับรถรับจ้างแก่ๆ ในเท็กซัสที่พลังการ ‘รักษาตัวเอง’ ของเขาเริ่มถดถอยและยังต้องดูแล ศจ.ชาร์ลส์ เซเวียร์ (แพทริค สตวร์ต) ที่แก่ชรา ป่วยเป็นโรคสมอง และผลกระทบจากพลังจิตที่ควบคุมไม่ได้ก็กำลังทำให้เขาโรยราลงไปทุกวัน ซึ่งชีวิตของคนทั้งคู่ต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งเมื่อ ลอรา (แดฟเน คีน) เด็กหญิงมิวแทนต์นาม X-23 ที่มีพลังแบบเดียวกับโลแกนต้องโคจรมาพบเจอ พร้อมหลบหนีการไล่ล่าจากกลุ่มนอกรีตไปด้วย

“ผมบอกจิม (เจมส์ โกลด์แมน) ว่า ‘เรามาเขียนบทหนังที่ว่าด้วยชายผู้เคยไร้เทียมทานและมีพลังรักษาตัวที่ตอนนี้สูญเสียพลังไปหมดตั้งแต่บทในหน้า 20 แล้วสำรวจสิ่งนั้นกันเถอะ’” แฟรงค์เล่าถึงไอเดียตั้งต้น “วูล์ฟเวอรีนที่กำลังแก่ตัวลงและมาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต และชาร์ลส์ที่กำลังย่ำแย่ เราอยากสำรวจทั้งหมดนั้นไปพร้อมๆ กับการหักล้างมายาคติเดิมๆ เกี่ยวกับ ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ ให้ถึงที่สุด” ขณะที่แมนโกลด์ก็เสริมว่า เขาอยากเล่าถึงสิ่งที่ชายคนนี้กลัวที่สุด นั่นคือ ‘ความรักความผูกพัน’ ที่ทำให้เขาต้องรู้สึกสูญเสียอย่างที่สุดเมื่อต้องถึงคราวจากพราก โดยเขายังได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการเขียนบท Logan มาจากคอมิกชื่อ Old Man Logan ของ มาร์ค มิลลาร์ อันว่าด้วยการเดินทางของโลแกนในวัยชรา ซึ่งแตกต่างจากเรื่องเล่าซูเปอร์ฮีโร่ในคอมิกส่วนใหญ่ จนทำให้เขารู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ Logan ได้รับคำชื่นชมล้นหลามว่าสามารถผสมผสานหลากแนวหนัง (genre) เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่/ดราม่าที่เล่าเรื่องในสไตล์ของหนังเวสเทิร์น (Western) ซึ่งแมนโกลด์เล่าว่า หนังแนวนี้ ‘เป็นมากกว่า’ เรื่องของการขี่ม้าและการใช้ปืนผาหน้าไม้เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคในชีวิตของตัวละคร “พวกหนังเวสเทิร์นมักมีพื้นฐานของการเป็นหนังที่ขับเคลื่อนด้วยตัวละคร (character-driven) มากกว่าขับเคลื่อนด้วยพล็อต (plot-driven) อยู่แล้ว พวกมันมักเว้นที่ว่างให้ให้ตัวละคร รวมถึงการส่องสำรวจที่น่าสนใจของธีมหนังผ่านตัวละคร บทสนทนา หรือปมความขัดแย้งอยู่แล้ว” (ในหนังยังมีฉากการฉายหนังเวสเทิร์นคลาสสิกปี 1953 อย่าง Shane ด้วย ซึ่งแมนโกลด์มองว่าตัวละครคาวบอยหนุ่มอย่าง เชน ที่มาปราบปรามเหล่าร้ายแล้วจากไปเงียบๆ ก็คือตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ตัวหนึ่ง-ที่ไม่ต่างจากโลแกนเช่นกัน) – ซึ่งการเลือกเล่าเรื่องชีวิตของตัวละครเพียงไม่กี่ตัวโดยแทบจะไม่มีฉากสู้รบปรบมือที่ใหญ่โตโก้หรู-เหมือนหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น-เลยนั้น ก็ถือเป็นการจงใจต่อต้านการแข่งกันเขียนบทเพื่อ ‘ออกแบบฉากทำลายล้างให้อลังการ’ และ ‘สร้างตัวละครเจ๋งๆ ให้เยอะเข้าไว้’ ตามขนบหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปสำหรับแมนโกลด์ด้วย

แถมการเขียนฉากรุนแรงสารพัดเพื่อตั้งใจที่จะให้ได้มาซึ่งเรต R ของ Logan ก็ยังทำให้เรื่องราวในหนังออกมากระทบใจผู้ชม-โดยเฉพาะผู้ใหญ่-ได้อย่างรุนแรงอีกต่างหาก “ผมไม่ได้อยากได้เรต R เพื่อเล่าความรุนแรง ผมอยากได้เรตนี้เพราะผมอยากทำหนังสำหรับผู้ใหญ่ยังไงล่ะ” ซึ่งหนึ่งในไอเดียความรุนแรงที่ยอดเยี่ยมของหนังก็คือ การสร้างตัวละคร X-24 อันเป็นร่างโคลนนิ่งของวูล์ฟเวอรีนในวัยหนุ่มที่มีแต่การฆ่าในหัวสมองออกมา เพื่อตามไล่ล่าวูล์ฟเวอรีนในวัยชรานี่เอง “มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับเขาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง เพราะมันทำให้เขานึกถึงตัวตนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นมา” แฟรงค์อธิบาย พร้อมเล่าว่า แมนโกลด์เองก็เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรงในหลายมิติของเรื่องเล่า (ร่างกาย-จิตใจ) เพื่อผลักตัวละครที่เขารักอย่างวูล์ฟเวอรีนให้เดินไปสุดทางอย่างน่าประทับใจ-ในหนังเรื่องสุดท้ายที่ชื่อ Logan นี่เอง

…พร้อมย้ำเตือนอยู่เสมอกับทีมเขียนบทว่า “เราไม่จำเป็นต้องขาย Happy Meals (มื้ออาหารสำหรับเด็ก) ให้ผู้ชมซะหน่อยนี่นา”