300 Cersei Lannister Game of Thrones Lena Headey

จะรักหรือชัง เซอร์ซี แลนนิสเตอร์ ก็ต้องยอมรับว่าเธอยอดหญิงแห่ง Game of Thrones

Home / bioscope / จะรักหรือชัง เซอร์ซี แลนนิสเตอร์ ก็ต้องยอมรับว่าเธอยอดหญิงแห่ง Game of Thrones

ในวาระที่ Game of Thrones ซีรีส์สัญชาติอังกฤษกำลังจะฉายซีซั่นที่ 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ และเป็นการปิดฉากมหากาพย์การชิงบัลลังก์และการเมืองระหว่างอาณาจักรทั้งเจ็ดในดินแดนเวสเทอรอส รวมทั้งการต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตายที่อยู่เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็งแห่งแดนเหนือ

เรื่องราวที่ดำเนินมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ประเดิมฉายในเดือนเมษายนปี 2011 จากวรรณกรรมของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน -ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นชายที่แฟนๆ ซีรีส์หวาดหวั่นที่สุดเพราะไม่รู้ได้เลยว่าลุงแกจะลงมือสังหารตัวละครโปรดของเราเมื่อไหร่!- ท่ามกลางบรรยากาศเชือดเฉือนของเขาตัวละครหลัก ซึ่งว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้คนติดซีรีส์นี้กันงอมแงมนั้นไม่ใช่แค่เส้นเรื่องซับซ้อนยากคาดเดา หากแต่เพราะตัวละครแต่ละตัวนั้นช่างมีมิติ เป็นทั้งที่รักและเป็นทั้งวายร้าย จนแม้เราจะเอาใจช่วยเขาหรือเธออยู่ลึกๆ ก็ยังเคยต้องรู้สึกต่อต้านกับการกระทำบางอย่างของตัวละครไม่มากก็น้อย

และโดยเฉพาะกับหล่อน เซอร์ซี แลนนิสเตอร์!

มาร์ตินรังสรรค์ตัวละครมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์หลากหลายยุคสมัย สลักเสลาจนกลายมาเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลแลนนิสเตอร์ กับ เจมี น้องชายฝาแฝดที่ยึดครองสถานะคนรักอย่างลับๆ กับเธอมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าเซอร์ซีจะสมรสกับ โรเบิร์ต บาราเธียน กษัตริย์แห่งเวสเทอรอสเพื่อความสัมพันธ์ทางการเมือง หากแต่ลูกทั้งสามของเซอร์ซีนั้นเกิดจากเจมีโดยที่โรเบิร์ตเองไม่เคยระแคะระคาย

จุดระเบิดของความซับซ้อนและเกมอำนาจเริ่มขึ้นในวันที่ แบรน ลูกชายของตระกูลสตาร์คบังเอิญไปเห็นเซอร์ซีกับเจมีร่วมรักกันบนหอคอยสูง เขาถูกผลักตกลงมาจนพิการท่อนล่างถาวร (หากแต่ก็เปิดโอกาสให้เขาได้มีความสามารถพิเศษที่คนอื่นไม่มีเช่นกัน) ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นชนวนความบาดหมางระหว่างแลนนิสเตอร์และสตาร์ค เมื่อฝ่ายหลังเชื่อว่าอุบัติเหตุของแบรนนั้นเกิดจากคนของฝ่ายแรกแน่นอน ทั้งในเวลาต่อมา กษัตริย์โรเบิร์ตเสียชีวิตและเปิดโอกาสให้ จอฟฟรีย์ ลูกชายคนโต (ซึ่งจริงๆ เกิดจากเจมีและเซอร์ซี) ครองบัลลังก์

แน่นอนว่า ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอำนาจทั้งหมดของเด็กหนุ่มคือแม่ของเขาอย่างเซอร์ซีนั่นเอง

เธอคือเจ้าของประโยคทอง “When you play the game of thrones you win or you die.” กับ เน็ด สตาร์ค ชายที่ในเวลาต่อมา เจ้าหล่อนจะแผลงฤทธิ์โดยการกุดหัวเขาทิ้งจนคนในตระกูลแค้นฝังใจตั้งแต่ซีซั่นแรก ตลอดจนการขึ้น ‘งัดข้อ’ กับลิตเติลฟิงเกอร์หรือเจ้านิ้วก้อย ปีเตอร์ เบลิช ผู้เป็นเจ้าของมันสมองอันปราดเปรื่องซึ่งกล่าวกับเธอว่า “ความรู้คืออำนาจ” หากแต่เซอร์ซีสั่งทหารรวบตัวเขาไว้พร้อมตอกกลับอย่างเย็นชาว่า “อำนาจคืออำนาจต่างหาก” (“Power is power.”)

แน่นอนว่าความเป็นเซอร์ซีนั้นผลักคนดูให้ออกห่างจากเธออยู่เกือบตลอดเวลา ความทะเยอทะยานหรือกระทั่งความดื้อดึงแบบที่ ไทวิน พ่อของเธอพูดใส่หน้าว่า “ที่ข้าไม่วางใจเจ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นผู้หญิง แต่เพราะเจ้าไม่ได้ฉลาดเท่าที่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นต่างหาก” แม้ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจชื่นชมเซอร์ซีในแง่ที่เธอใช้ทุกอย่างที่เธอมีเป็นอาวุธ โดยเฉพาะความทะเยอทะยานไร้ขีดสุดที่กลายเป็นจุดแข็งของเธอ จนเธอไม่ลังเลหากต้องแลกทุกสิ่งมาเพื่อควบรวมอำนาจอันเบ็ดเสร็จไว้ในมือ (“น้ำตาไม่ใช่อาวุธเดียวของผู้หญิงหรอก อาวุธที่ดีที่สุดอยู่ตรงหว่างขาเธอนั่นน่ะ หัดใช้มันซะ” -กล่าวกับ ซานซา สตาร์ค ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกสะใภ้ของตัวเอง)

กระแสความเกลียดชังของเซอร์ซีพุ่งสูงถึงขีดสุดเมื่อเธอกล่าวหาว่า ไทเรียน น้องชายคนเล็กสุดของบ้าน -ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่คนดูรักและรู้สึกผูกพันมากที่สุดคนหนึ่ง- ลงมือสังหารพ่อของตัวเอง อันส่งผลให้ไทเรียนต้องระเห็จออกจากเวสเทอรอส หากแต่การขับไสน้องชายแคระออกไปจากตระกูลนั้นยิ่งทำให้แต้มต่อของแลนนิสเตอร์ยิ่งมืดบอด ลูกชายของเธอตาย ลูกสาวของเธอก็ด้วย ความแค้นปะทุขึ้นแต่ไม่มีใครเห็นใจหรือเห็นหัวเธอทั้งนั้น ดูราวกับว่าความเจ็บปวดนี้คือสิ่งที่เธอสมควรได้รับนับตั้งแต่วันที่เธอบั่นคอเน็ด สตาร์คลง และเมื่อปราศจากพ่อผู้ทรงอิทธิพล น้องผู้ปราดเปรื่อง ทางเลือกของเซอร์ซียิ่งคับแคบจนต้องหันไปพึ่งกลุ่มคลั่งศาสนาเพื่อคานอำนาจตัวเองกับอีกตระกูลใหญ่ ก่อนจะถูกหักหลังและจับกร้อนผม นำมาสู่ฉาก Walk of Shame ที่หลายคน ไม่ว่าจะเกลียดเธออย่างไรยังอดเห็นใจในสิ่งที่เซอร์ซีต้องเผชิญไม่ได้

ลีนา เฮดีย์ คือนักแสดงผู้รับบทเป็นราชินีผู้ทรงอำนาจแห่งเวสเทอรอสมาตลอดตั้งแต่ซีซั่นแรก เธอแจ้งเกิดจาก Aberdeen (2000, ฮานส์ เพ็ตเตอร์ โมแลนด์) หนังร่วมสามสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-นอร์เวย์-สวีเดน) โดยรับบทเป็นทนายความสาวชาวสก็อตแลนด์ที่ดันไปหลับนอนกับหนุ่มยุโรปแปลกหน้าจนเรื่องวุ่นวายตามมาอีกเป็นกองทัพ บทนี้ส่งเธอคว้ารางวัลนำหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังยุโรปเมืองบรัสเซลส์, The Brothers Grimm (2005, เทอร์รี กิลเลียม) หนังที่ผู้กำกับฟาดปากกับโปรดิวเซอร์อย่างพี่น้องไวน์สตีนจนแทบไม่ได้สร้าง เพราะฝ่ายหลังยืนกรานว่าบทสาวสวยผู้ยั่วยวนควรเป็นของเฮดีย์ ไม่ใช่ ซาแมนธา มอร์ตัน ที่กิลเลียมเล็งไว้ อย่างไรก็ตาม นี่สะท้อนว่าไวน์สตีนมองเห็นเสน่ห์บางอย่างในตัวเธอ และยิ่งตอกย้ำเมื่อเธอได้มารับบทเป็น กอร์โก ราชินีแห่งสปาร์ตาใน 300 (2006, แซ็ค ชไนเดอร์) รวมถึงภาคต่ออย่าง 300: Rise of an Empire (2014, โนม เมอร์โร)

และทันทีที่เธอรับแสดงใน GOT บทของราชินีผยองแห่งเวสเทอรอสก็ได้กลายเป็นภาพจำของเฮดีย์ในทันที บทนี้ส่งเธอเข้าชิงสาขานักแสดงหญิงจากเวทีหลายแห่ง ทั้งนังทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจนักวิจารณ์และคนดูไปโดยปริยาย เพราะหากไม่ได้การแสดงที่เต็มไปด้วยมิติ เข้าอกเข้าใจตัวละคร เซอร์ซี แลนนิสเตอร์ จะเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่ไม่ถูกจำจำเลยท่ามกลางกองทัพตัวละครมหาศาล

ดูความเข้าถึงบทของเธอเมื่อสวมร่างเป็นเซอร์ซีในบทสัมภาษณ์

“ฉันไม่ได้แสดงเซอร์ซีโดยการมองว่าเธอเป็นตัวร้ายหรอกนะ” เฮดีย์ให้สัมภาษณ์ “ฉันแสดงเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งทีดิ้นรนเอาชีวิตรอด และทำทุกอย่างที่ผู้ชายจะทำ นั่นคือสังหารใครสักคนเมื่อตกอยู่ในสงคราม แค่อาจไม่ได้ลงมือโดยตรงเท่านั้นเอง

“ฉันชอบที่ได้แสดงเป็นเซอร์ซี อยากรู้มาตลอดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอบ้าง เธอเป็นตัวละครที่มีหลายชั้น ไม่มีจุดสิ้นสุดเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่ารู้จักเธอดีแล้ว มันก็ยังมีความเศร้าโศกและความโกรธแค้นอื่นๆ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนเธออีก… ฉันเองไม่รู้หรอกนะว่าฉันเห็นใจเธอหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ฉันชื่นชมเธอนะ”

คนที่ถือกุญแจความผยองและยโสของเซอร์ซี นอกเหนือไปจากเฮดีย์ที่ถือเป็นร่างทรงในการถ่ายทอดบท คือมาร์ตินผู้รังสรรค์เธอขึ้นมานี่เอง เขาถูกแฟนซีรีส์ถามไถ่อย่างมากหลังเซอร์ซีต้องเผชิญกับสถานการณ์ Walk of Shame โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า นี่นับเป็นสิ่งที่เธอสามารถชดเชยความรุนแรงที่เธอก่อมานานหลายปีได้หรือไม่

“เธอจะไถ่บาปในสายตาของใครกัน สำหรับบางคน เซอร์ซีไม่เคยไถ่บาปอะไรอยู่แล้ว” มาร์ตินให้สัมภาษณ์ถึงตัวละครแสนซับซ้อนรายนี้ “เธอคือตัวละครที่มุ่งมั่นปกป้องลูกๆ ของตัวเองอย่างเต็มกำลัง อันที่จริงก็น่าตั้งคำถามว่า เธอรักเด็กๆ พวกนั้นจริงๆ หรือแค่รักเพราะพวกเขาเป็นลูกของเธอ ตัวละครของเธอนั้นมีมิติการหลงตัวเอง (narcissism) หลายระดับมาก มุมมองที่เธอมีต่อโลก ต่ออารยธรรมต่างๆ มันไม่เคยแน่นอนเลย”

และหากว่าการเดินเปลือยกายข้ามเมืองของเซอร์ซีดูจะเป็นบทเรียนที่ทำให้คนดูรู้สึกอารีกับเธอนั้น ก็ต้องชะงักงันอีกครั้งเมื่อเห็นการล้างแค้นที่รุนแรงของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการล้างแค้นเพื่อลูกสาว หรือการกำจัดศัตรูผู้ขวางทางการเถลิงอำนาจของเธอด้วยระเบิด

“สิ่งที่ผมอยากอธิบายตลอดมาคือเรื่องการชำระบาปนี่แหละ เราจะได้รับการไถ่บาปเมื่อไหร่ การไถ่ถอนความผิดมันเป็นไปได้จริงไหม ผมเองไม่มีคำตอบหรอก แต่เราให้อภัยคนอื่นๆ เมื่อไหร่กัน” มาร์ตินว่า “มองไปรอบๆ ตัวสิ มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เราให้อภัย ไมเคิล วิค (ควอเตอร์แบ็คลีก NFL ที่โดนจับข้อหาทารุณกรรมสัตว์) ได้ไหม ผมมีเพื่อนที่เป็นคนรักหมาที่ไม่มีวันให้อภัยสิ่งที่วิคทำเลย ตัววิคเองติดคุกไปแล้ว ออกปากขอโทษแล้ว เขาขอโทษมากพอแล้วหรือเปล่า หรือ วูดี อัลเลน (ผู้กำกับที่เคยต้องคดีคุกคามทางเพศ) คือคนที่เราควรชื่นชมหรือรังเกียจกันแน่

“มันเป็นแบบนี้เสมอ ในสังคมของเรามีคนหลงทางมากมายเต็มไปหมด แล้วเราควรทำอะไรกับพวกเขา ต้องทำดีสักเท่าไรถึงจะพอชดเชยเรื่องเลวร้ายที่เคยทำ ถ้าคุณคือชาวนาซีที่ใช้เวลาที่เหลืออีก 40 ปีพยายามสร้างความดีความชอบมากมาย แจกอาหารให้ผู้ยากไร้ มันพอชดเชยที่เขาเคยเป็นทหารยามที่ค่ายกักกันหรือเปล่า ผมเองไม่มีคำตอบเรื่องนี้หรอกนะ แต่คำถามพวกนี้มันมีคุณค่าพอให้เราตรึกตรองน่ะ

“ผมอยากให้มันมีการยกโทษให้กันในหมู่พวกเรา เพราะเราทุกคนล้วนเคยทำเรื่องเลวร้ายมาแล้วทั้งนั้น เราสมควรได้รับการให้อภัย เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น แล้วคำตอบจริงๆ ของคำถามเหล่านี้คืออะไรกันล่ะ…”