Dan Gilroy Jake Gyllenhaal netflix Nightcrawler Rene Russo Velvet Buzzsaw Zawe Ashton เจค จิลเลนฮาล เน็ตฟลิกซ์

จาก Nightcrawler ถึง Velvet Buzzsaw ‘ทุนนิยมวิพากษ์’ ในสายตาของ แดน กิลรอย

Home / bioscope / จาก Nightcrawler ถึง Velvet Buzzsaw ‘ทุนนิยมวิพากษ์’ ในสายตาของ แดน กิลรอย

ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แดน กิลรอย แจ้งเกิดตัวเองในฐานะผู้กำกับผ่านหนังสามเรื่อง และทั้งสามเรื่องนั้นมีแกนกลางคล้ายๆ กัน นั่นคือการเป็นหนังธริลเลอร์ในคราบของความดราม่า และวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างถึงแก่นและเผ็ดร้อน ทั้ง Nightcrawler (2014 -นักข่าวสมัครเล่นที่ถ่ายฟุตเตจเหตุอาชญากรรมไปขายสำนักข่าวจนทำเงินได้มหาศาล), Roman J. Israel, Esq. (2017 -นักกฎหมายผิวสีที่ชีวิตถูกสั่นคลอนด้วยประเด็นทางเชื้อชาติและความรุนแรง) และล่าสุด Velvet Buzzsaw (2019 -งานศิลปะจากศิลปินลึกลับที่เป็นเหตุให้คนที่เกี่ยวข้องกับมันล้มตายอย่างโหดเหี้ยม)

เหตุที่หนังทั้งสามวนเวียนอยู่กับเรื่องของเงินตราและค่านิยมในระบบทุนนิยมนั้น ส่วนหนึ่งแล้วมันเป็นผลมาจากการที่กิลรอย ‘อกหัก’ ครั้งใหญ่สมัยเมื่อเขาเขียนบทให้ Superman Lives โปรเจ็กต์หนังซูเปอร์แมนของ ทิม เบอร์ตัน ที่วางตัว นิโคลัส เคจ ให้มารับบทเป็นยอดมนุษย์จากดาวดวงอื่น หากแต่มันถูกปลดออกจากผังด้วยเรื่องงบประมาณ และเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ฝังใจกิลรอยมาจนทุกวันนี้ รวมถึงกลายเป็นฉากปิดอันแสนสะเทือนใจของ Velvet Buzzsaw ซึ่งเราจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป หากแต่เราจะมาชวนรู้จักนักเขียนบทหนุ่มที่ระเบิดประเด็นเฉียบคมในหนังของตัวเองรายนี้ก่อน

แม้จะกำกับหนังได้สามเรื่อง แต่กิลรอยไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการฮอลลีวูดนัก เขาคือคนเขียนบทอาชีพที่เคยเขียนบทหนังธริลเลอร์ Two for the Money (2005, ดี เจ คารูโซ) และหนังแอ็กชั่นระเบิดระเบ้อของ โทนี พี่ชายแท้ๆ ใน The Bourne Legacy (2012, โทนี กิลรอย) ทั้งชีวิตส่วนตัวที่ผูกพันกับวงการนี้มาตั้งแต่ยังเด็กด้วยการเติบโตมาในครอบครัวของพ่อผู้เป็นคนเขียนบทชื่อดังอย่าง แฟรงค์ ดี กิลรอย (The Subject Was Roses, Desperate Characters) ดังนั้น ภาพที่กิลรอยคุ้นตาคือพ่อที่นั่งเขียนงาน ค้นคว้าข้อมูลสำหรับนิยายและบทภาพยนตร์อยู่ในบ้าน ห้องทำงานของแฟรงค์จึงเป็นเสมือนคลังแสงของหนังสือที่ลูกๆ เห็นตั้งแต่ลืมตาตื่น และซึมซับเข้าเลือดเนื้อจนกระทั่งเติบโต จนสุดท้ายกิลรอยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเอกภาษาอังกฤษ ศึกษาสารพัดงานเขียนจากยุควิคตอเรียน และโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งสองพี่น้องก็เดินหน้าเข้าสู่วงการการเขียนบทจนได้ “มันเหมือนกันว่า ธุรกิจภาพยนตร์ก็ดูไม่เลวสำหรับพวกเราเลยนี่หว่า” กิลรอยอธิบายง่ายๆ ก่อนที่จะเริ่มเขียนบทครั้งแรกใน Freejack (1992, โกฟฟ์ เมอร์ฟี) ซึ่งเท่ากับว่าเขาต้องใช้เวลาถึง 22 ปีในการจะลงมือเขียนบทและกำกับหนังเรื่องแรกอย่าง Nightcrawler ที่ส่งเขาเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

Nightcrawler เล่าเรื่องของ ลู บลูม (เจค จิลเลนฮาล ชิงนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำจากบทนี้) หนุ่มตกงานที่จับจุดได้ว่า ฟุตเตจดิบๆ ของเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ นั้นสามารถทำเงินให้เขาได้ ลูจึงตระเวนขับรถไปทั่วเมือง ดักฟังวิทยุของตำรวจเพื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้ทันเวลาหรือก่อนหน้าตำรวจจะไปถึง แล้วถ่ายเหตุนองเลือดอันหมายรวมถึงอุบัติเหตุตลอดจนการฆาตกรรม เพื่อเอาไปขายให้สำนักข่าวใหญ่ใช้เรียกเรตติ้งของช่อง และหนังขยับไปไกลกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ศีลธรรมของคนทำข่าว -ไม่ว่าจะตัวของลูหรือเจ้าของสำนักข่าวเองก็ตาม- แต่มันกำลังพูดถึงความกระหายเรื่องราวน่าตื่นเต้นของผู้คนในเมืองใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างน่าเบื่อหน่ายจนข่าวความรุนแรงคือแหล่งปล่อยอะดรีนาลีนของพวกเขา ตลอดจนความอ่อนไหวของคนขาวในเมืองที่ทำให้สำนักข่าวเอามาขยี้เพื่อขายได้มากขึ้น

กิลรอยได้ไอเดียนี้มาจากการได้ยินอาชีพที่เกิดใหม่ในยุคหลังๆ นั่นคือคนถ่ายวิดีโอฟรีแลนซ์ที่เที่ยวเก็บฟุตเตจเหตุการณ์ต่างๆ ทั่วเมือง “มันมาจากบริบทโดยรอบก่อน ผมได้ยินเรื่องนักถ่ายวิดีโอฟรีแลนซ์ที่ออกมาตระเวนไปทั่วแอลเอตอนกลางคืน ถ่ายฟุตเตจเก็บไว้แล้วเอามาขาย” เขาเล่า “ซึ่งผมทึ่งกับเรื่องพวกนี้มากๆ และคิดว่ามันน่าจะเอามาทำเป็นหนังได้น่าสนใจและมีเอกลักษณ์แบบที่ผมไม่เคยได้ดูมาก่อน คือมันมีองค์ประกอบทุกอย่างที่ผมต้องการเลย”

หากแต่การจะสร้างเรื่องขึ้นมาก็ไม่ง่ายนัก ยังไม่นับว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่เขาปักหมุดอยากลงมือกำกับเองอีกต่างหาก “ผมหมกมุ่นกับไอเดียนี้หลายปี คิดไม่ตกว่าจะทำมันออกมายังไง แล้วตอนนั้นแหละที่ตัวละครลูโผล่เข้ามาในสมการ พร้อมกันกับไอเดียที่ว่าฮีโร่ที่กลายไปเป็นแอนติ-ฮีโร่” แต่ถึงอย่างนั้น ไอเดียนี้ก็ยังนับเป็นเรื่องยากสำหรับกิลรอยอยู่ดี สำหรับการสร้างสรรค์ ‘วายร้าย’ ให้กลายมาเป็นตัวเอกในภาพยนตร์ เขาจึงต้องตั้งต้นทำการบ้านใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ลู ชายผู้ถ่ายฟุตเตจอันตรายนี้โลดแล่นในหนังเรื่องแรกของเขาเองให้ได้ กิลรอยเริ่มจากการศึกษาตัวละครร้ายกาจอย่าง รูเบิร์ค พัปคิน (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร) จาก The King of Comedy (1982, มาร์ติน สกอร์เซซี), ซูซานเน สโตน (นิโคล คิดแมน) จาก To Die For (1995, กัส แวน แซงต์) และ ทอม ริปลีย์ (แมตต์ ดามอน) จาก The Talented Mr. Ripley (1999, แอนโธนี มิงเกลลา) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครที่ไล่เชือดเฉือนตัวละครอื่นๆ ในเรื่องอย่างไม่ยั้งมือ และในที่สุด การพยายามสรรสร้างตัวละครอย่างลูขึ้นมาได้กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญครั้งใหญ่ของกิลรอย เพราะมันทำให้เขา -ในฐานะคนเขียนบทและผู้กำกับ- ต้องรื้อตำราที่เคยใช้เล่าเรื่องในหนังเรื่องก่อนหน้าที่เคยทำมาทั้งหมด “เพราะมันคือการปั้นตัวละครที่ดูจะเป็นฮีโร่ขึ้นมาตัวนึง แล้วทำให้เขากลายเป็นคนร้ายกาจน่ารังเกียจซึ่งเป็นการแหกคอกสูตรเขียนบทที่ผมเคยทำมาทั้งหมด มันเหมือนเป็นการเบิกเนตรผมเหมือนกันนะ”

หลังจากได้ตัวละครอันตรายที่ขับเคลื่อนไปด้วยการตัดความผิดชอบชั่วดีในชีวิตทิ้งแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่กิลรอยร่างออกมาคือ แล้วคนแบบนี้มันต้องมีชีวิตอยู่ในโลกแบบไหน เกิดขึ้นมาในสภาพสังคมแบบใด นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Nightcrawler แฝงฝังสัญญะวิพากษ์ระบบทุนนิยมที่แข็งแกร่งในอเมริกา โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างแอลเอ

“ผมไปได้ยินวลีนี้มา เขาบอกว่า ‘เราไม่ควรกลัวหุ่นยนต์กลายมาเป็นมนุษย์หรอก เราควรกลัวที่มนุษย์จะกลายเป็นหุ่นยนต์ต่างหาก’ นี่แหละที่ผมรู้สึกว่าพวกเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกบริโภคนิยมพุ่งถึงขีดสุดจริงๆ ในแง่ที่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของสังคมในทุกวันนี้คือการทำเงินเท่านั้น และในโลกแบบนี้แหละที่ตัวละครอย่างลูมันไปไกลกว่าคนอื่นแล้ว เพราะคนอย่างเขามุ่งมั่นอยู่กับการหาเงินอันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ” กิลรอยอธิบาย “ลูวางตัวเองเป็นบริษัท ตอนที่เขาคุยกับริคในท้ายเรื่องว่า ‘ฉันยอมให้พนักงานที่วางใจไม่ได้(แบบนาย)เป็นอันตรายต่อความสำเร็จของบริษัทหรอก’ ซึ่งมันแปลง่ายๆ ว่า ‘ฉันเลยต้องฆ่านายไงล่ะวะ’ เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นจริงๆ นะ ซึ่งเจคถ่ายทอดบทสนทนานั้นได้อย่างเอาจริงเอาจังและน่าเชื่อถือมากๆ เลย

“ผมกับเจคเชื่อว่า อีกสิบปีข้างหน้าถ้าคุณหวนกลับมาดูชีวิตลูอีก เขาก็จะยังทำบริษัทนี้อยู่ดี ไม่มีอะไรหยุดลูได้ทั้งนั้น คนอย่างเขาจะทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาเจอที่ทางของเขาเองแล้ว” กิลรอยกล่าว “ทุนนิยมคือทุนนิยม ความสำเร็จก็คือความสำเร็จ และคนที่มุ่งมั่นเอาเป็นเอาตายโดยไม่ให้มีอะไร -โดยเฉพาะความเปราะบางในสังคมที่เราให้ความสำคัญนักหนานั้น- มากีดขวางทางได้ คนพวกนี้แหละจะไปได้ไกลยิ่งกว่าใครทั้งหมด”

‘ความเปราะบาง’ ในความหมายของกิลรอยนั้น ในที่นี้คือศีลธรรมหรือจริยธรรมของสื่อมวลชนที่หลายคนพยายามให้ความสลักสำคัญกับมัน แต่ก็อย่างที่เราเห็นในหนัง ร่างเปื้อนเลือดของเหยื่อ, ซากความรุนแรงต่างๆ กลายเป็นของขายได้ในสังคมที่ผู้คนนิยมเรื่องราวดราม่าเสียยิ่งกว่าข้อเท็จจริง และลูเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีกว่าใคร จึงไม่ลังเลที่จะตัดความเปราะบางเชิงนามธรรมทิ้งแล้วเชิดชูสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างเลือดเนื้อและฟุตเตจ ซึ่งตอบแทนเขาด้วยราคามหาศาลจากสำนักข่าวใหญ่

แน่นอนว่าลูจะไม่น่ากลัวและไม่คุกคามเท่านี้เลยหากไม่ได้การแสดงระดับระเบิดพลังของเจค จิลเลนฮาลมาขับเน้น กิลรอยจึงจับไปที่ดวงตาสีฟ้าเบิกโพลงแข็งค้างแทบตลอดเวลาของลู, น้ำเสียงเย็นเยียบ และร่างกายผ่ายผอมแบบคนที่ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนเพื่อบรรลุเป้าประสงค์บางอย่าง และในที่นี้คือการออกตระเวนหา ‘เหยื่อข่าว’ กลางค่ำคืน “เจคเก่งมากๆ นักแสดงรุ่นเล็กหลายคนทำแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ เขามีร่างกายที่น่าทึ่งมาก ก็คือว่าตอนถ่ายหนังเรื่องนี้เขาหนักสัก 168 ปอนด์ (ประมาณ 76 กก.) ได้ แล้วพอไปแสดงเรื่อง Southpaw (2015, แอนโธนี ฟูกัว) หมอนี่ก็เพิ่มน้ำหนักอยู่ที่ 195 ปอนด์ (ประมาณ 88 กก.)” กิลรอยกล่าวอย่างชื่นชม

หากแต่หนังลำดับถัดมาของกิลรอยไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้นัก Roman J. Israel, Esq. ขาดทุนยับด้วยการกวาดรายได้ไปเพียง 13 ล้านเหรียญฯ จากทุน 22 ล้าน แม้ว่ามันจะส่งให้คุณน้า ดันเซล วอชิงตัน ชิงนำชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวทีออสการ์และลูกโลกทองคำก็ตาม (หากก็พ่ายให้กับ แกรี โอลด์แมน ทั้งสองเวที)

Roman J. Israel, Esq. เล่าเรื่องของ โรมัน (วอชิงตัน) ทนายความผิวสีที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบมาโดยตลอดในยุค 70 ด้วยอุดมการณ์ความยุติธรรมอันแรงกล้าและฝันจะเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น หากแต่แล้วโลกก็สั่นคลอนเมื่อสำนักทนายความที่อยู่กำลังจะถูกสั่งปิด โรมันจึงต้องออกหาลูกค้าด้วยตัวเอง และนั่นรวมถึงการต้องต่อสู้กับเงินตราและการกดราคาของผู้จ้างมากมาย ยังไม่นับการเหยียดหยามทางเชื้อชาติและสีผิวที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในความดีงามของมนุษยชาติจนสิ้น

เช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้า กิลรอยมองเห็น ‘บริบท’ ก่อนการมาถึงของตัวเนื้อเรื่อง “จำได้ว่าช่วง 1960 เป็นช่วงที่ดูเหมือนทุกคนจะมีจิตวิญญาณที่อยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทั้งกฎหมายมนุษยชน, สิทธิสตรี ตลอดจนการต่อต้านสงคราม” เขาอธิบาย “อีกสี่ทศวรรษต่อมา จิตวิญญาณเหล่านี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลกไปโดยสิ้นเชิง”

สำนักทนายความที่ถูกสั่งปิดทำให้โรมันต้องก้าวออกมาเผชิญหน้ากับการรับงานเองโดยไม่มีผู้ช่วยคอยดูแล และมันได้กลายเป็นฉากของการเผชิญหน้าโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงของชายสูงวัยที่ไม่อาจก้าวทันโลกอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่เคยปฏิเสธงานที่ไม่อยากว่าความมาตลอด 40 ปี วันหนึ่งเมื่อสถานการณ์บีบคั้น เงินตราก็เป็นสิ่งที่เขย่าอุดมการณ์อันแน่วแน่ของโรมันในที่สุด “ผมพยายามใส่มุมมองที่ผมมีต่อโลกเข้าไปในเนื้อเรื่องด้วย คือผมเชื่อว่าในช่วงเวลานั้น เรากำลังย่าวก้าวเข้าสู่โลกทุนนิยมแบบเต็มตัวแล้วล่ะ” กิลรอยกล่าว “ผมไม่ได้บอกนะว่ามันมีระบบที่ดีกว่าทุนนิยม ไม่ได้พูดว่าสังคมนิยมมันดีกว่า ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าลัทธิคอมมิวนิสต์มันเวิร์ค แต่นั่นแหละ เห็นๆ อยู่ว่าในตอนนั้น เรากำลังก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ และสำหรับผม มันเป็นระบบที่ผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะชนะ”

ประเด็นทุนนิยมยังถูกส่งต่อมายังหนังลำดับที่สามของเขาที่เพิ่งเข้าฉายอย่าง Velvet Buzzsaw ที่กิลรอยหวนกลับมาจับมือกับจิลเลนฮาลอีกหน แต่ในบทที่แตกต่างกันออกไปจาก Nightcrawler ราวกับมาจากคนละโลก แม้ว่าสถานที่หลักของหนังจะยังเป็นมหานครลอสแองเจลิสเช่นเดิมก็ตามที ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าคนในแวดวงศิลปะ โรโดรา (เรเน รัสโซ) กับ โจเซฟีนา (ซาเว แอชตัน) เป็นนายหน้านักค้าผลงานศิลปะที่อยู่ในจังหวะช่วงชิงศิลปินทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ให้มาอยู่ในสังกัดตัวเอง โดยมี เกร็ตเชน (โทนี คอลเล็ตต์) หญิงสาวผู้ผันตัวมาเป็นคนจัดนิทรรศการหมาดๆ และ มอร์ฟ (จิลเลนฮาล) นักวิจารณ์ปากจัดที่แม้จะมีแฟนหนุ่มอยู่แล้วแต่ไม่วายตกบ่วงโจเซฟีนาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากแต่เรื่องเลวร้ายเกินควบคุมและเกินจะเข้าใจก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อโจเซฟีนาไปบังเอิญเจอคลังภาพมหาศาลของ ดีส ชายปริศนาที่ตายในอพาร์ตเมนต์ และแม้ว่าจะมีคำสั่งจากเจ้าของผลงานให้ทำลายงานของเขาทิ้ง แต่เพราะเล็งเห็นมูลค่าที่จะเกิดขึ้นจากงานนี้ก็ทำให้เธอเอางานนั้นไปจัดแสดงจนได้ ขณะที่มอร์ฟสืบหาเรื่องราวของดีสก่อนจะพบความวิกลจริตสุดขีดของเขา และพร้อมๆ กันนั้น คนในแวดวงศิลปะก็เกิดล้มตายอย่างน่าสยดสยอง จุดศูนย์กลางดูเหมือนจะเริ่มมาจากทุกคนที่เกี่ยวข้องกับภาพของดีสนี่เอง

กิลรอยไปได้ไอเดียนี้มาจากพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย (contemporary art) กำลังปิดตัวลง “แถมตัวงานศิลปะร่วมสมัยพวกนี้มันยังเคลื่อนไหวแบบท้าทายบางอย่างด้วย โดยมีธุรกิจยักษ์ใหญ่และเงินทุนมหาศาลเป็นผู้หนุนหลัง” กิลรอยอธิบาย “และผมมองว่านี่แหละเป็นแก่นแกนของโลกเลย มันเหมือนว่าโลกที่เราอยู่กำลังเอนไหว และผู้คนที่ยืนอยู่บนโลกก็รู้ถึงเรื่องนี้ดี พร้อมกันนั้น มันก็มีบรรยากาศความตึงเครียดบางอย่างที่ผมว่าน่าจะไปกันได้ดีกับองค์ประกอบชวนเขย่าขวัญในงานพวกนี้”

สิ่งที่กิลรอยสนใจเสมอมาคือสมดุลย์ของศิลปะและโฆษณา ที่เม็ดเงินจำนวนมากมีสิทธิในการกำหนดถึงคุณค่าของงานอย่างปฏิเสธไม่ได้ “คุณภาพไม่ควรถูกตัดสินโดยรายได้แค่สัปดาห์แรกหลังเปิดตัวหรือแค่คนไม่กี่คนได้เห็นงานมันทางออนไลน์ ความสำเร็จไม่ได้ลดทอนคุณค่าของงาน หากแต่ก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมันด้วยเช่นกัน ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมสนใจอยากสำรวจ” พร้อมกันนั้น มันยังได้กลายเป็นหนังที่ผสานเรื่องราวส่วนตัวอันเปราะบางของกิลรอยไว้อย่างลึกซึ้ง

ดังที่เล่าไปแล้ว ย้อนกลับไปในยุค 90 กิลรอยคือคนเขียนบทของ Superman Lives หากแต่ -ดังที่เรารู้กัน- โปรเจ็กต์นั้นล่มไม่เป็นท่าเมื่อสตูดิโอวอร์เนอร์ส บราเธอร์สปฏิเสธที่จะสานต่อโครงการนี้อันเนื่องมาจากข้อจำกัดเรื่องทุน และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้กิลรอยนั้น ‘ใจสลาย’ ทั้งเพราะเขาปั้นโปรเจ็กต์นี้ร่วมกับเบอร์ตันอยู่ปีครึ่ง และเพราะทั้งมันเป็นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของเขา “ผมเดินทางไปยังซานตา โมนิก้า นั่งอยู่ริมทะเล นั่งมองดูคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งและเอาแต่คิดว่า ผมจะเขียนไอเดียต่างๆ ลงบนหาดทรายแล้วปล่อยให้คลื่นกลบมันหายไปดีไหมนะ ผมจริงจังกับมันมากเลย แล้วหลังจากนั้น ผมบอกตัวเองว่า ไม่สำคัญหรอก ในฐานะคนสร้างงาน มันคือประสบการณ์ล้ำค่าว่ะ ผมได้บางสิ่งกลับมา ผมเติบโตขึ้นในฐานะคนเขียนบท ตอนที่ลุกเดินออกมาจากชายหาดนั้น ผมตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเองให้ได้มากเท่าที่ทำเพื่อคนอื่นๆ”

ดังนั้น ในฉากจบที่ขึ้นรายชื่อของนักแสดงและทีมงานใน Velvet Buzzsaw หนังจึงฉายให้เห็นภาพตัวละครที่เป็นศิลปินไฟมอดคนหนึ่ง เริงร่าขีดเขียนไอเดียที่พรั่งพรูของตัวเองลงบนหาดทราย ท่ามกลางคลื่นลมที่ซัดทุกสิ่งหายลับราวไม่มีอยู่จริง นั่นเพราะว่า แม้การถูกปฏิเสธจากสตูดิโอจะเป็นช่วงเวลาน่าเจ็บปวดสำหรับกิลรอย หากแต่มันก็ได้เหลาประเด็นเรื่องศิลปะและเงินทุนให้งอกงามในห้วงความคิดของเขาด้วย “มันจำเป็นนะครับที่ต้องตระหนักว่า ศิลปะทุกชิ้นนั้นเป็นมากกว่าสินค้า แน่นอนว่า ศิลปะมันมีมูลค่าให้คุณเอาเงินไปจ่ายค่าเช่านั่นนี่ จับจ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิต หรือมากกว่านั้นมันคือการเพิ่มพูนมูลค่าของตัวคุณด้วย

“แต่หากมันไม่ใช่ มันไม่ทำเงิน ก็อย่าได้สูญเสียเป้าหมายที่ว่าคุณนั้นได้ลงทุนบางอย่างที่มีค่ามากมายเหมือนกัน จริงๆ นะ หากว่ามันจะมีบางอย่างที่เป็นแกนกลางของหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือศิลปะนั้นเป็นมากกว่าสินค้า ศิลปินลงทุนส่วนเสี้ยวจิตวิญญาณของพวกเขาลงในงาน และนั่นแหละครับที่เปี่ยมคุณค่าเหลือเกิน”