Akira DEATH NOTE Dragonball Evolution Edge of Tomorrow Ghost in the Shell Naruto

จะแป้กหรือปัง ความเสี่ยงของอนิเมะดังที่ถูกดัดแปลงเป็นหนังโดยฮอลลีวูด

Home / bioscope / จะแป้กหรือปัง ความเสี่ยงของอนิเมะดังที่ถูกดัดแปลงเป็นหนังโดยฮอลลีวูด

ดูเหมือนว่ากระแสดัดแปลงอนิเมะจากฝั่งญี่ปุ่นให้เป็นภาพยนตร์คนแสดง จะเป็นเรื่องที่อุตสาหกรรมฮอลลีวูดให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับตั้งแต่การดัดแปลงมังงะ Bio Booster Armor Guyver ของ โทชิกิ ทาคายะ เป็นภาพยนตร์คนแสดงในชื่อ The Guyver เมื่อปี 1991 เรื่องราวในมังงะก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งที่ฮอลลีวูดให้ความสนใจมาอย่างนมนาน และในปีนี้ Alita: Battle Angel แอนิเมชั่นเดือดโดย โรเบิร์ต ร็อดริเกซ ที่ดัดแปลงจากมังงะ Battle Angel Alita ของ ยูคิโตะ คิโรชิ ก็เพิ่งจะเข้าฉาย ไหนจะข่าวคราวโปรเจ็กต์สร้าง Akira มังงะไซเบอร์พังค์โดย คัตสึฮิโระ โอโตโมะ ที่โด่งดังมาตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1982 ที่อยู่ในระหว่างหาตัวผู้กำกับมากุมบังเหียนเวอร์ชั่นภาพยนตร์

และแม้ว่านี่จะเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับแฟนมังงะที่ได้เห็นเรื่องราวที่เรารักจากหน้ากระดาษ ถูกขยายใหญ่ขึ้นจอภาพยนตร์ในระดับสากล หากแต่ก็มีหลายคนที่ออกอาการหวั่นวิตกว่ามันจะออกมา เอ่อ… แป้ก หรือเลวร้ายกว่านั้นคือสูญเสียอัตลักษณ์บางอย่างไปพร้อมการดัดแปลงจากสตูดิโอ ซึ่งความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นมาลอยๆ หากแต่มันมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งมันเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันตก (ฮอลลีวูด) และตะวันออก (มังงะ) ที่หากดัดแปลงบิดเพี้ยนไม่ลงจังหวะ ก็มีแนวโน้มจะทำหนังเจ๊งเอาได้ง่ายๆ ตลอดจนรสนิยมคนดูที่แตกต่างกันพอสมควรยิ่งถ่างขยายช่องว่างนี้ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม จนการดัดแปลงมังงะเป็นหนังนั้นดูจะเฟื่องฟูอยู่ในหมู่คนทำหนังชาวญี่ปุ่นเท่านั้น (แต่ก็มีไม่น้อยทีเดียวที่ทำแล้วออกมาแป้กเหมือนกัน)

เราจะจำแนกกลุ่มหนังที่ฮอลลีวูดดัดแปลงจากมังงะออกเป็นสามกลุ่มดังนี้

 

กลุ่มแป้กระเบิดระเบ้อ (TT)

Dragonball Evolution (2009, เจมส์ หว่อง) คือแผลที่ชัดที่สุดของการดัดแปลงมังงะเป็นภาพยนตร์โดยชาวตะวันตก โดยมันดัดแปลงมาจากมังงะก้องโลกอย่าง Dragon Ball ของอาจารย์ อาคิระ โทริยามะ โดยจับเอาเรื่องราวของ โงกุน (จัสติน แชตวิน) ที่ตามสะสมดรากอนบอลก่อนที่จอมมารพิคโกโลจะได้มันไปครอง และแม้ว่าหนังจะใส่เทคนิคพิเศษมากมายเพื่อขับเน้นให้ฉากต่อสู้ยิ่งใหญ่สมกับที่สร้างมาจากมังงะโชเน็น แถมเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละครก็เหมือนต้นฉบับแทบทุกระเบียดนิ้ว หากแต่มันก็ยังได้ตำแหน่งหนังดัดแปลงได้ห่วยที่สุดเรื่องหนึ่งไปครองอย่างน่าเศร้า นับตั้งแต่ข้อครหาว่าโงกุนหน้าฝรั่งจ๋า, การแสดงของทุกคนในเรื่องแข็งปั้ก ตลอดจนเส้นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเลยสักนิด ก็ทำให้หนังทำเงินไปแบบหืดขึ้นคอที่ 58 ล้านเหรียญฯ หรือแม้แต่ Speed Racer หนังปี 2008 ของพี่น้องวาชอว์สกี ที่ดัดแปลงมาจาก Mach GoGoGo ของ เท็ตสึโอะ โยชิดะ ก็ไม่ประสบความสำเร็จนักด้วยการขาดทุนยับ

หนังที่ถูกนำมาเปรียบเทียบถึงการดัดแปลงโดยสตูดิโอตะวันตกและตะวันออกที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Death Note จากมังงะชื่อเดียวกันของ ทสึกูมิ โอบะ ด้วยพล็อตเรื่องที่สำรวจเส้นแบ่งศีลธรรมของมนุษย์ผ่าน ยางามิ ไลท์ เด็กหนุ่มผู้ปราดเปรื่องที่บังเอิญเก็บสมุดโน้ตของยมทูต ที่ใครก็ตามที่ถูกเขียนชื่อลงไปจะตายหลังจากนั้นไม่นาน นั่นจึงเป็นที่มาของการล้างบางความชั่วช้าในสังคมที่ไลท์วางตัวเองเป็นผู้พิพากษา กระทั่งเมื่อเขาเจอตอใหญ่อย่างนักสืบ แอล ผู้ลึกลับและทันเล่ห์เหลี่ยมของเขา มันถูกดัดแปลงเป็นหนังครั้งแรกในปี 2006 โดยสตูดิโอในญี่ปุ่น และมันได้รับคำชมท่วมท้นถึงการดัดแปลงเรื่องราวซับซ้อน รวมถึงการแคสติ้งที่เหมาะสม ขณะที่ Death Note เวอร์ชั่นตะวันตกที่กำกับโดย อดัม วิงการ์ด (You’re Next, Blair Witch) กลับแป้กไม่เป็นท่าเพราะโดนด่าสาดเสียเทเสียว่าดำเนินเรื่องได้พิลึกพิลั่นสุดขีดแถมยังไม่เฉียบเท่าตัวมังงะต้นฉบับหรือแม้แต่หนังปี 2006 ด้วยซ้ำ

 

กลุ่มกลางๆ ไม่พังแต่ก็ไม่ได้ปังมากเท่าไหร่นะ

Ghost in the Shell (2017, รูเพิร์ต แซนเดอร์ส) ที่ถูกวิจารณ์หนาหูในประเด็นเอานักแสดงคนขาว (สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) มารับบทเป็นตัวละครชาวญี่ปุ่นจนไม่วายถูกโจมตีเรื่องการพยายาม whitewashing หากแต่ดูเหมือนตัวหนังจะยังรักษาแก่นของปรัชญาจากต้นฉบับของ มาซามูเนะ ชิโรว์ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องราวของ ผู้พันโมโตโกะ (โจแฮนส์สัน) ไซบอร์กแห่งองค์กรต่อต้านการก่อการร้าย ที่การทำงานที่ได้รับมอบหมายล่าสุดทำให้เธอตั้งคำถามต่อตัวเองว่า หากปราศจากเรือนร่างที่ซ่อมแซมและสร้างได้ใหม่นี้ เธอและความคิดของเธอคืออะไร จิตวิญญาณนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และด้วยทุนสร้างมหาศาล ตัวหนังทำเงินผ่านหลักขาดทุนไปอย่างฉิวเฉียดที่ 169.8 ล้านเหรียญฯ (จากทุน 100 ล้านเหรียญฯ)

 

กลุ่มเอาตัวรอดอย่างสวยงาม

Edge of Tomorrow (2014, ดักจ์ ไลแมน) ซึ่งแม้มันจะไม่ได้ดัดแปลงจากมังงะมาโดยตรง แต่ก็มาจากไลต์โนเวลสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง All You Need Is Kill โดย ฮิโรชิ ซาคุราซากะ กับพล็อตเรื่องสุดล้ำ (อีกแล้ว) ที่ว่าด้วยการเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหนของ เคจ (ทอม ครูซ) ในสงครามที่ทำให้เขาต้องหาทางเอาตัวรอดไปจากนรกแห่งนี้ให้ได้ ตัวหนังทำเงินไปทั้งสิ้น 370.5 ล้านเหรียญฯ ทั้งตัวหนังก็ได้รับคำวิจารณ์แง่บวกว่าช่างตีความลูปเวลาและการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างลึกซึ้ง ความสำเร็จทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นได้เพราะผู้กำกับและทีมเขียนบทล้วนตีความปรัชญาเหล่านี้ได้อย่างลงตัว ตลอดจนพลังนักแสดงนำที่รับบทได้อย่างสมจริงสมจังสุดขีด

 

แล้วหากว่าฮอลลีวูดยึดจับแก่นของมังงะไว้เช่นเดิมแล้วตีความ สร้างหนังขึ้นมาใหม่ มันจะกลายเป็นปัญหาได้ยังไงกันล่ะ!

นักวิจารณ์หลายสำนักก็ออกมาให้ความเห็นว่าก็เพราะว่าฮอลลีวูดตีความใหม่นี่แหละ หนังมันถึงได้ร่อแร่ยังไงล่ะจ๊ะ โดยเฉพาะการตีความแบบตะวันตกจ๋าโดยปราศจากการทำความเข้าใจสัญญะและความเป็นตะวันออกอันเป็นต้นดำเนิดของเรื่องราว หนังที่ถูกดัดแปลงจากมังงะโดยฮอลลีวูดจึง ‘ไปไม่สุด’ อย่างน่าเสียดาย เพราะไม่ใช่หนังดัดแปลงทุกเรื่องจะสามารถไต่ระดับการตีความได้ค่อนข้างครอบคลุมกลุ่มคนดูทั้งชาวเอเชียและชาวยุโรปแบบที่หนัง Edge of Tomorrow ทำได้ หากแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ น้ำเสียงการเล่าเรื่อง หรืออัตลักษณ์ตัวละคร เรื่องเล่าบางประการที่มันอาจจะลงตัวเมื่ออยู่ในโลกของมังงะ หากแต่เมื่อขยับขยายพื้นที่ออกนอกอาณาเขตแดนอาทิตย์อุทัยแล้ว มันก็ได้กลายเป็นความประดักประเดิดไปจนถึงความคัลต์ต่างๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าหนังที่ดัดแปลงจากมังงะนั้นจะลงเอยที่ความล้มเหลวเสียหมด เพราะมีหลายคนเสนอว่าหากสตูดิโอสามารถดึงแกนกลางของเรื่องที่มัดใจกลุ่มคนดูได้จริงๆ อย่างที่ Ghost in the Shell หรือ Edge of Tomorrow ทำได้ มันก็จะกลายเป็นหนังทำเงินที่น่าจับตาไม่น้อยเลยทีเดียว

ทั้งนี้นอกเหนือจาก Akira แล้ว ยังมี Naruto ที่ถูกค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Lionsgate ซื้อลิขสิทธิ์ไปเพื่อดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีก ซึ่งน่าจับตาว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไรในอนาคตกันนะ