Alice's Adventures in Wonderland Charlotte's Web The Chronicles of Narnia The Lion the Witch and the Wardrobe Where the Wild Things Are Winnie the Pooh ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก แมงมุมเพื่อนรัก

ชวนดู-อ่านวรรณกรรมเด็กที่ถูกสร้างเป็นหนัง สร้างพลังและความอบอุ่นในหัวใจ

Home / bioscope / ชวนดู-อ่านวรรณกรรมเด็กที่ถูกสร้างเป็นหนัง สร้างพลังและความอบอุ่นในหัวใจ

กระแสอันอบอุ่นที่ต้อนรับการเข้าฉายของ How to Train Your Dragon: The Hidden World (2019, ดีน เดอบลอยส์) ซึ่งตัวแอนิเมชั่นดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเด็กชื่อเดียวกันตั้งแต่ภาคแรกที่ออกฉาย แก่นแกนหลักของเรื่องคือมิตรภาพและการข้ามพ้นวัยของเด็กชาย ฮิคคัพ และมังกรเขี้ยวกุด และด้วยการนำเสนออย่างซื่อตรงและจริงใจ ก็ไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นแอนิเมชั่นในดวงใจของใครหลายคน

และวรรณกรรมเด็กได้กลายมาเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่คนทำหนังนิยมดัดแปลงมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์มากที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นเพราะเรื่องราวชวนอบอุ่นหัวใจ ประเด็นที่เล่ามักสัมผัสความรู้สึกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหนืออื่นใดคือมันเป็นแหล่งบ่มเพาะจินตนาการอันเจิดจ้าในม่านตากลมโตของเด็กที่ถ่ายทอดจากหน้ากระดาษมาสู่แผ่นฟิล์ม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเติบโตอย่างสมวัย

นี่คือหนังและแอนิเมชั่นที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมเด็ก ที่คุณอาจจะเคยอ่านผ่านตา หรือเคยดูมาเมื่อนานแล้ว ซึ่งในวาระนี้ เราจึงอยากชวนคุณกลับไปอ่านแล้วย้อนไปดูหนังกันอีกสักหน

 

หนังสือ – Charlotte’s Web เขียนโดย อี บี ไวต์
หนัง – Charlotte’s Web (2006, แกรี ไวนิค)

วรรณกรรมในดวงใจของใครหลายๆ คนที่ชวนให้เราร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลทุกครั้งที่หวนกลับไปอ่าน เรื่องราวของ ‘ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก’ เพราะมันคือหนึ่งในงานเขียนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของมิตรภาพและความตายให้แก่เด็กๆ อย่างอบอุ่นและงดงาม โดยเล่าถึง วิลเบอร์ ลูกหมูที่ถูกขายส่งฟาร์มเพื่อนำไปเชือดเป็นอาหาร ที่ฟาร์มแห่งนั้น เจ้าลูกหมูพบเพื่อนฝูงมากมาย ทั้งห่านที่เปรียบเสมือนแม่ของเขา หนูมือขโมยขี้หงุดหงิด รวมไปถึง ชาร์ล็อตต์ แมงมุมที่ชักใยอยู่ในฟาร์ม ที่คอยชักใยเป็นศัพท์คำต่างๆ จนให้วิลเบอร์โด่งดังในฐานะหมูวิเศษและไม่ถูกฆ่าทิ้ง มิตรภาพของทั้งสองงอกงามในฟาร์มเล็กๆ แห่งนั้น นำมาสู่ฉากจบอันแสนทรงพลังและสะเทือนใจไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นหนังสือหรือภาพยนตร์เองก็ตาม

ภาพวาดโดย กราธ วิลเลียมส์

สิ่งที่ทำให้ ‘แมงมุมเพื่อนรัก’ ครองใจผู้อ่านมาได้หลายยุคหลายสมัยคือการเล่าเรื่องอันแสนอบอุ่นและจริงใจ ตัวละครไร้เดียงสาอย่างวิลเบอร์กลายเป็นภาพแทนของเด็กๆ ที่กำลังเติบโต ภายใต้การดูแลของชาร์ล็อตต์ผู้ชาญฉลาดและมากประสบการณ์กว่า ที่สอนให้วิลเบิร์ตรู้ถึงการเติบโตและความเจ็บปวดของการจากไปในฐานะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ตัวหนังเองประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดย Charlotte’s Web เป็นหนังร่วมทุนสร้างสามสัญชาติ (สหรัฐอเมริกา-เยอรมนี-ออสเตรเลีย) ที่ขนนักแสดงเบอร์ใหญ่มาให้เสียงเหล่าสารพัดสัตว์ในฟาร์มน้อยๆ แห่งนั้น (จูเลีย โรเบิร์ตส์ ให้เสียงเป็นชาร์ล็อตต์) หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 144.9 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมากกว่าทุนสร้างเกือบเท่าตัว และแน่นอนว่ามันยังทรงพลังมากพอจะทำให้เราน้ำตาไหลทุกครั้งที่เปิดดูไม่ว่าจะในช่วงวัยเท่าใด

หนังสือ – The Lion, The Witch and The Wardrobe เขียนโดย ซี เอส ลิวอิส
หนัง – The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005, แอนดรูว อดัมสัน)

ภาพโดย พอลลีน บายเนส

หนังสือชุด ‘ตำนานแห่งนาร์เนีย’ ของลิวอิสตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1950 และมันได้รับความนิยมในวงกว้างทันทีที่ออกสู่สายตาสาธารณะ เรื่องราวของสี่พี่น้องพรีเวนซี่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองจนต้องหลบหนีจากลอนดอนมาอยู่ในบ้านพักแถบชนบทของศาสตราจารย์ชรา ก่อนที่ ลูซี น้องเล็กคนสุดท้องจะพบว่าหลังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ในบ้านนั้นเป็นทางเชื่อมต่อไปยังอาณาจักรนาเนียซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ เธอพบเจอกับ คุณทัมนัส จากเผ่าฟอนที่แสนเป็นมิตร ทั้งยังบอกว่าอาณาจักรนี้ถูกปกครองโดยแม่มดขาวผู้ร้ายกาจ กระทั่งในเวลาต่อมา พี่น้องคนอื่นๆ ของลูซีตามเข้ามาในอาณาจักรนี้ มีเพียง เอ็ดมุนด์ น้องชายคนรองที่สวามิภักดิ์ต่อนางแม่มด ก่อนจะกลับตัวและเข้าร่วมฝั่งเดียวกับพี่น้อง ที่นำทัพโดยสิงโตนามอัสลาน

‘อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน ราชสีห์ แม่มด กับตู้พิศวง’ คือชื่อภาพยนตร์ภาคแรกที่สร้างออกมาในปี 2005 ด้วยทุน 180 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่ามากมายมหาศาล แต่ก็น่าชื่นใจที่มันกวาดรายได้ไป 745 ล้านเหรียญฯ พร้อมโกยคำชมจากเหล่านักอ่านตัวน้อยที่ต่างประทับใจกับโลกนาร์เนียที่หนังถ่ายทอดมาอย่างละเอียดราวกับออกมาจากจินตนาการคนอ่าน ทั้งยังถ่ายทอดเรื่องของมิตรภาพ ความกล้าหาญอันเป็นธีมหลักของเรื่องได้อย่างงดงามหมดจด

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างสูง หากแต่ครั้งหนึ่งหนังสือก็เคยถูกให้ความเห็นว่าดูราวกับเป็นวรรณกรรมเผยแพร่ศาสนาคริสต์ และแม้ตัวลิวอิสจะไม่เคยออกมากล่าวเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากแต่หลายคนก็มองเห็นธีมศาสนาของเรื่องราวอย่างชัดแจ้งด้วยการแทนภาพของอัสลานกับพระเยซู

หนังสือ – Winnie The Pooh เขียนโดย เอ เอ ไมลน์
หนัง – The Many Adventures of Winnie the Pooh (1977, จอห์น ลูนส์เบรี กับ วูล์ฟกัง ไรเธอร์แมน) / Winnie the Pooh (2011, สตีเฟน เจ แอนเดอร์สัน กับ ดอน ฮาลล์) / Christopher Robin (2018, มาร์ค ฟอร์สเตอร์)

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านายลืมเรื่องราวเกี่ยวกับฉัน”
“เจ้าหมีโง่” คริสโตเฟอร์ โรบิน รับปาก วินนี เดอะ พูห์ เจ้าหมีรักของเขา “ฉันไม่มีทางลืมนายหรอก ฉันสัญญา”

พูห์ เจ้าหมีตัวเหลืองในเสื้อยืดสีแดงสด กับมือที่มักเปรอะไปด้วยน้ำผึ้งเสมอ คือหนึ่งในตัวละครที่แสนอบอุ่น มองโลกในแง่บวก และเป็นที่รักมากที่สุดตัวละครหนึ่งในวรรณกรรมเรื่อง Winnie-the-Pooh ของ เอ เอ มิลน์ นักเขียนชาวอังกฤษนับตั้งแต่เล่มแรกในปี 1926 เป็นต้นมา (แม้พูห์ปรากฏตัวจริงๆ ครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนหน้านั้นในหนังสือ When We Were Very Young ก็ตาม) เพราะไม่เพียงแต่มันจะน่ารักและเปี่ยมอารมณ์ขันเท่านั้น แต่มันยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความงดงามและบริสุทธิ์ในวัยเด็กอีกด้วย เรื่องราวของ Winnie-the-Pooh นั้นดำเนินอยู่ในป่าแอชดาวน์ (หรือก็คือ ‘ป่าร้อยเอเคอร์’) เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพูห์กับคริสโตเฟอร์ โรบิน เด็กชายผู้เป็นเพื่อนรักของมัน (และในชีวิตจริงก็เป็นลูกชายของมิลน์อีกด้วย) กับบรรดามิตรสหาย ทั้งเจ้าหมูตัวน้อย พิกเล็ต, เสือผู้ร่าเริง ทิกเกอร์ และคุณลาใจดี อียอร์

ภาพโดย อี เอช ชีพาร์ด

Winnie-the-Pooh นับเป็นหนึ่งในวรรณกรรมสำหรับเด็กที่ครองใจผู้อ่านมาทั่วโลก และมันได้ถูกดัดแปลงเป็นแอนิเมชั่นและภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ทั้งเล่าเรื่องของพูห์เองหรือแม้แต่เพื่อนฝูงที่แตกหน่อออกมาเป็นภาคแยกมากมาย สาเหตุหนึ่งที่มันประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามขนาดนี้อาจเพราะไมลน์สรรสร้างตัวละครเหล่านี้ด้วยสายตาที่เข้าอกเข้าใจเด็ก แม้ว่าเบื้องหลังนั้นจะน่าเศร้ามากก็ตามทีเพราะไมลส์ ผู้เป็นอดีตนายทหารจากสงครามโลกและเจ็บปวดจากภาพหลอนของการต่อสู้ สังเกตว่าโรบิน ลูกชายที่เขาไม่ได้วางตัวสนิทด้วยนัก คุยกับตุ๊กตาแก้เหงาระหว่างอยู่ในบ้าน ไมลน์จึงนำเอาความโดดเดี่ยวและจินตนาการความฝันของเด็กมาร้อยเรียงจนกลายเป็นเรื่องของเด็กชายผมบลอนด์กับตุ๊กตาหมีที่คอยปลอบประโลมเขาในห้วงยามที่เปราะบาง จึงไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นวรรณกรรมที่โอบอุ้มหัวใจคนอ่านด้วยในที่สุด

Christopher Robin คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดัดแปลงเรื่องราวของเจ้าพูห์และผองเพื่อน ที่ออกจากป่าร้อยเอเคอร์มากอบกู้จิตวิญญาณที่แตกสลายของโรบินวัยผู้ใหญ่ (รับบทโดย ยวน แม็กเกรเกอร์) ซึ่งไม่ใช่แค่โรบินหรอกที่เจ้าพูห์ปลอบประโลม แต่ก็เป็นคนดูอย่างเราๆ เหมือนกันที่ต้องน้ำตาซึมเมื่อหวนย้อนกลับไปมองความทรงจำและจินตนาการในวัยเด็กที่หล่นหายไประหว่างทางโดยที่เราเองไม่รู้ตัว

หนังสือ – Where the Wild Things Are เขียนโดย มัวไรซ์ เซ็นแดค
หนัง – Where the Wild Things Are (2009, สไปค์ โจนซ์)

“ฉันมีโล่กำบังความเศร้า และมันใหญ่พอจะคุ้มกันเราทุกคน”

แม็กซ์เป็นเด็กชายธรรมดา แต่คืนนั้นเขา -ในชุดหมาป่า- ดื้อมากและแผลงฤทธิ์ใส่แม่จนถูกทำโทษให้ขึ้นห้องโดยไม่ได้กินมื้อเย็น แม็กซ์โกรธมาก ห้องนอนของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นป่า แม็กซ์พายเรือขึ้นเกาะ เขาพบเจอเพื่อนๆ หน้าตาประหลาดมากมายที่ยกย่องให้เขาเป็นเจ้าแห่งป่า หากแล้วแม็กซ์กลับรู้สึกโดดเดี่ยวจนตัดสินใจจะกลับบ้าน และพบว่าแม่ทำซุปร้อนๆ ไว้รอเขาอยู่

เซ็นแดคใช้คำศัพท์เพียง 338 คำเท่านั้นในการบรรยายหนังสือภาพเรื่องนี้ หากแต่มันได้กลายเป็นวรรณกรรมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลงรักแทบจะในทันทีที่ได้อ่าน และไปไกลถึงขั้นถูกบรรจุอยู่ในสื่อการเรียนการสอนสำหรับวรรณกรรมเด็กด้วย เพราะมันถ่ายทอดความต้องการเป็นที่รัก ความโดดเดี่ยวและโลกอันอ้างว้างของเด็กได้อย่างทรงพลัง และเมื่อมันตกไปอยู่ในมือของโจนซ์ เขาก็ได้ดัดแปลงให้มันกลายเป็นหนังเด็กชีวิตเดือดขึ้นมาอีกระดับ หากแต่ก็ยังขูดลอกเอาความเปราะบางของแม็กซ์ออกมาได้ดีจนหลายคนต้องหลั่งน้ำตา แม็กซ์ (แม็กซ์ เรคอร์ดส์) อาศัยอยู่กับแม่และพี่สาว เขาไม่มีเพื่อนเล่น จะเล่นกับพี่ก็ไม่ได้เพราะอายุห่างกันเกิน ค่ำนั้นแม่พาเพื่อนแปลกหน้ามาดินเนอร์ที่บ้าน แม็กซ์จึงออกอาละวาดจนแม่ทำโทษให้เขาขึ้นห้องโดยไม่ได้กินอาหาร แม็กซ์วิ่งออกมาจากบ้าน กระโดดขึ้นเรือลำน้อยและพายขึ้นเกาะเล็กๆ ที่มีสัตว์ประหลาดมากมาย -ที่ยกตำแหน่งราชาให้เขา- อาศัยอยู่เต็มไปหมด

ภาพโดย เซ็นแดค

แม้ว่าหนังจะขาดทุน แต่มันก็ยังนับเป็นหนังดีที่หลายคนรัก โดยเฉพาะเมื่อมันพูดถึงความอ้างว้างของเด็ก การเผชิญข้อเท็จจริงแสนเจ็บปวด (ครูที่โรงเรียนที่เล่าว่า วันหนึ่งดวงอาทิตย์จะดับสลาย) บวกรวมกับงานดนตรีที่ได้ คาเร็น โอ ฟร้อนต์แมนสาววง Yeah Yeah Yeahs มาทำดนตรีประกอบให้ ทั้งยังได้เพลง Wake Up ของวง Arcade Fire มาประกอบในเรื่องอีกต่างหาก ซึ่งท่อนที่ว่า ‘If the children don’t grow up. Our bodies get bigger but our hearts get torn up’ นั้นก็เป็นท่อนที่หลายคนให้ความเห็นว่าช่างเข้ากันกับหนังเสียจริงๆ

หนังสือ – Alice’s Adventures in Wonderland เขียนโดย เลวิส คาร์รอลล์
หนัง – หลายเวอร์ชั่นมาก

การผจญภัยของสาวน้อยซุกซนที่ตกลงไปในดินแดนมหัศจรรย์จนพบเจอกับคุณกระต่ายประหลาด บ้านพิศวง หุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกและสิงโตที่พยายามจะกล้าหาญ เรื่องราวแสนจะตื่นตาตื่นใจประกอบกับรูปภาพสวยงามที่วาดโดย จอห์น เทนเนล ยิ่งทำให้หนังสือเด็กชุดนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ดดยสิ่งที่จับใจคนอ่านทุกยุคทุกสมัยคือการที่มันนำเรื่องราวการข้ามพ้นวัยของเด็กผสมผสานกันกับเรื่องราวแสนตระการตา ทั้งมิตรภาพ ความซื่อสัตย์และการค้นหาตัวตนของเหล่าตัวละครในเรื่อง มันถูกดัดแปลงเป็นหนังเงียบครั้งแรกในปี 1903 (!!) โดยคนทำหนังชาวอังกฤษ หากแต่เวอร์ชั่นที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ Alice in Wonderland (1951) แอนิเมชั่นจากการดัดแปลงของดิสนีย์ที่ให้เราเพลิดเพลินไปกับภาพและเพลงประกอบแสนไพเราะ

และในยุคหลังๆ มานี้ เรื่องราวของอลิซและผองเพื่อนก็ยังทรงอิทธิพลไม่เสื่อมคลาย เพราะในเวลาต่อมา -หลังจากผ่านการดัดแปลงมาหลายเวอร์ชั่น- Alice in Wonderland (2010, ทิม เบอร์ตัน) ก็ออกสู่สายตาคนดูหนังทั้งโลก ด้วยการได้นักแสดงคู่บุญทั้ง จอห์นนี เด็ปป์ และ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ มารับบทเป็นตัวละครหลักในเรื่องที่ผ่านการตีความใหม่ หนังประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการกวาดเงินไปทั้งสิ้นหนึ่งพันล้านเหรียญฯ!