Annie Hall Blue Jasmine Hannah and Her Sisters Match Point Woody Allen

“ผมขโมยมันมาจากบทหนังที่ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ!” : เขียนบทหนังขำขื่นชีวิตแบบ วูดี อัลเลน

Home / bioscope / “ผมขโมยมันมาจากบทหนังที่ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ!” : เขียนบทหนังขำขื่นชีวิตแบบ วูดี อัลเลน

แม้จะผ่านข่าวคราวอื้อฉาวเรื่องผู้หญิงมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าหากพิจารณากันในแง่ของผลงานแล้ว วูดี อัลเลน ยังคงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังแถวหน้าของฮอลลีวูดมาตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะลีลาเฉพาะตัวในการเขียนบทหนังแนวดราม่าคอมิดี้(และปนแฟนตาซีในบางครั้ง)ของเขาที่ทำให้ผู้ชมทั้ง ‘ขำ’ และ ‘ขื่น’ กับเรื่องราวชีวิตอันแสนยุ่งเหยิงของตัวละครตรงหน้าไปได้พร้อมๆ กัน นับจาก Annie Hall (1977), The Purple Rose of Cairo (1985), Hannah and Her Sisters (1986), Bullets over Broadway (1994), Match Point (2005), Midnight in Paris (2011), Blue Jasmine (2013) มาจนถึงผลงานล่าสุดที่ออกฉายอย่าง Wonder Wheel (2017) สิริรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 70 เรื่อง! …เราจึงอดไม่ได้ที่จะพาคุณไปสอดส่องว่า กว่าที่อัลเลนจะเขียนบทหนังของตนให้ออกมาโดนใจผู้ชมหลายคนได้นั้น เขาครุ่นคิดถึงอะไรอยู่ในกะโหลกใบน้อยๆ ของเขาบ้าง?

Sleeper

ด้วยความที่อัลเลนเป็นเด็กยิวที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวเคร่งระเบียบที่บรูคลินช่วงยุค 30-40 เขาจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวตนและชีวิตของตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่ทำให้เขาหลุดพ้นจากชีวิตอันเคร่งเครียดของที่บ้านได้ก็คือหนังของ ชาร์ลี แชปลิน และ บ็อบ โฮป ก่อนหันไปหารายได้พร้อมฝึกทักษะด้วยการเขียนมุกตลกลงในหนังสือพิมพ์และรายการวิทยุ ซึ่งได้ช่วยให้เขาต่อยอดไปสู่การเป็นคนเขียนบทและคอมิเดี้ยนให้รายการโทรทัศน์ได้ในช่วงเฟื่องฟูของวงการยุค 50 จนสุดท้ายได้เริ่มก้าวเข้ามาเขียนบทหนังเป็นเรื่องแรก นั่นคือ What’s New Pussycat? (1965) ก่อนจะเขียนบทให้ตัวเองได้กำกับใน What’s Up, Tiger Lily? (1966) จนได้เข้าชิงรางวัลจาก Writer Guild of America (WGA) และมีผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงในวงการหนังมากขึ้นตามลำดับ ทั้ง Play It Again, Sam (1969), Sleeper (1973) และ Love and Death (1975) – ซึ่งหนังที่กล่าวถึงในสองเรื่องหลังนี่เองที่ทำให้เขาเริ่มค้นพบและเข้าถึง ‘สไตล์’ ในแบบของตัวเองมากขึ้น

Annie Hall

ทว่าผลงานที่แจ้งเกิดอัลเลนอย่างแท้จริงก็เห็นจะได้แก่ Annie Hall -หนังโรแมนติกคอมิดี้ว่าด้วยชายหนุ่ม (อัลเลนแสดงเองจนได้ชิงออสการ์!) ที่พยายามค้นหาคำตอบว่าทำไมเขากับแฟนเก่าที่เข้ากับเขาได้ (ไดแอน คีตัน ที่ชนะออสการ์นำหญิงจากบทนี้) ถึงเลิกร้างกันไป โดยใช้เทคนิคการเล่าเรื่องสุดพิศดารมากมาย (เช่น การใช้เสียงบรรยายจิกกัด-ที่ถือเป็นหนึ่งในสไตล์อันโด่งดังของเขา, การขึ้นซับไตเติ้ล ‘ความในใจ’ ที่ขัดกับบทสนทนาขณะนั้น, การที่ตัวละครหันมาพูดคุยกับคนดู, ฯลฯ)– ที่ส่งให้เขาชนะรางวัลออสการ์ทั้งในสาขาบทออริจินอลยอดเยี่ยม (ร่วมกับ มาร์แชลล์ บริคแมน) และผู้กำกับยอดเยี่ยมมาได้จากการเข้าชิงครั้งแรก ซึ่งการเล่าเรื่องชีวิตบัดซบที่ตั้งคำถามถึงความหมายของ ‘ตัวตน ความรัก เซ็กซ์ ศาสนา และศิลปะ’ ในบทหนังเรื่องนี้ก็ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเขาในเวลาต่อมา (นอกจากนี้ Annie Hall ยังเคยถูกโหวตจากโพลล์ของ WGA เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ให้เป็นอันดับหนึ่งใน ‘101 บทหนังที่ตลกที่สุด’ อีกด้วย – โดยในลิสต์นี้ยังมีบทหนังของอัลเลนติดโผอยู่ถึง 6 เรื่องด้วยกัน!) ก่อนที่จะคว้าออสการ์ในสาขาบทออริจินอลมาอีกสองตัวจาก Hannah and Her Sisters และ Midnight in Paris จากการเข้าชิงในสาขานี้ทั้งหมด 16 ครั้ง! (ไม่นับรวมการเข้าชิงจากสาขานักแสดงนำชาย 1 ครั้ง และผู้กำกับอีก 7 ครั้ง)

Midnight in Paris

อัลเลนเผยว่าเขาบันทึกไอเดียเก็บไว้จากทุกสถานที่ที่เขาไปและจากทุกสถานการณ์ที่เขาพบเจอเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเรื่องเล่าในหนังทั้งหลายเหล่านี้ และยังบอกด้วยว่า ในการที่จะเลือกว่า ‘ตัวละคร’ หรือ ‘พล็อต’ จะมีบทบาทในการเขียนบทของเขามากกว่ากัน มักขึ้นอยู่กับ ‘ไอเดียเริ่มแรก’ ของเรื่องที่เขาจะเล่านั่นเอง “บางครั้งคุณมีเรื่องเล่าที่มีพล็อตชัดมากๆ อย่าง Midnight in Paris ซึ่งผมครุ่นคิดในหัวขึ้นมาว่า ‘มีผู้ชายคนนี้ยืนรออะไรบางอย่างอยู่ตรงหัวมุมถนนในยามค่ำคืน จู่ๆ ก็มีรถมาจอดแล้วมีคนบอกให้เขาขึ้นไป และนั่นก็ทำให้เขาย้อนเวลากลับไปยังปารีสในยุค 1920’” เขาว่า “แล้วผมถึงค่อยคิดให้หนักอีกว่า ‘ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่ตกหลุมรักปารีส และก็ยังเป็นคนที่ชอบคิดถึงอดีต คิดถึงว่าโลกอดีตนั่นหอมหวานอย่างไร’ ซึ่งผมก็ปั้นมันขึ้นมาจากไอเดียที่ว่านี้แหละ

“หรืออย่างตอนเขียน Blue Jasmine ภรรยาผมเล่าให้ฟังถึงแม่บ้านคนนึงที่รวยมากในฝั่ง Upper East และสามีของเธอก็ถูกจับจากการฉ้อโกงจนเธอต้องเสียเงินทั้งหมดไป – แค่นี้ผมก็มีตัวละครให้เริ่มเรื่องได้แล้ว เธอคือคนที่ชอบช้อปร้านดังๆ และได้แต่สิ่งที่ดีที่สุด จนเธอต้องกลายเป็นคนที่มีตังค์เลยซักแดง ทุกอย่างจึงล่มสลายลง ซึ่งเรื่องเล่านี้มันเติบโตมาจากตัวละคร เพราะสิ่งแรกที่ทำให้ผมสนใจที่จะเขียนมันก็คือตัวละครตัวนี้ มันจึงขึ้นอยู่กับว่าอะไรกันแน่ที่จุดประกายให้คุณคิดถึงมันตั้งแต่แรกเริ่ม

Blue Jasmine
Hannah and Her Sisters

และสิ่งที่ทำให้เขากลายมาเป็นหนึ่งในนักเขียนบทผู้เก่งฉกาจในศตวรรษนี้ ก็อาจเป็นผลมาจากคำสอนของ แดนนี ไซมอน แห่งแวดวงทีวีผู้เคยชี้แนะเขาในช่วงวัยรุ่นที่เพิ่งเข้าวงการบันเทิงมาใหม่ๆ ว่า ‘จงอย่ากลัว เพราะมันจะยากเสมอตอนเริ่มต้นเขียนมัน’ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต่อติดกับเรื่องเล่าของตัวเองได้แล้ว มันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งถัดมาที่เขียนเอง โดยอัลเลนยังชี้แนะเพิ่มเติมว่า หากคุณอยากเขียนหนังในแนวทางไหน คุณก็ต้องเขียนมันออกมาโดยอ้างอิงจากพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นหรือประโยคที่ถูกพูดออกมาภายใต้สถานการณ์เหล่านั้นให้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และก็อย่าลืมนึกถึง ‘ตอนจบ’ เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มเขียน เพราะการเขียนบทไปเรื่อยๆ โดยปราศจากการกำหนดตอนจบเอาไว้ในใจจะทำให้คุณเคว้ง หาทางลงไม่เจอ หรือแม้กระทั่งหลงลืมไปแล้วว่าต้องการเขียนบทหนังเรื่องนี้เพื่อบอกเล่าอะไรกันแน่? “ผมจะไม่เริ่มต้นเขียนจนกว่าจะมีตอนจบที่ชัดเจน” เขายืนยัน

นอกจากนี้ ความสำเร็จในการเขียนบทส่วนใหญ่ของเขาก็ยังน่าจะรวมไปถึงการที่อัลเลนเป็น ‘คนบ้าดูหนัง’ เขาจึงมักหยิบยืมสิ่งที่เขาชอบจากผลงานของผู้กำกับในดวงใจมาใส่ในบทหนังของตัวเองเสมอ ยกตัวอย่างเช่น การหยิบยืมภาวะ/ปัญหาของตัวละครในหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ที่สอดพ้องกับตัวเขามาปรับใช้ในหนังของตนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการหมกมุ่นเรื่องความตาย, การมีอยู่และหายไปของพระเจ้า รวมถึงการตั้งคำถามกับการมีชีวิตอยู่ เป็นต้น “ผมขโมยมันมาจากบทหนังที่ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ ผมหมายถึงผมขโมยมันมาจากทั้งเบิร์กแมน, กรูโช (มาร์กซ์), แชปลิน, (บัสเตอร์) คีตัน, มาร์ธา เกรแฮม, (เฟเดอริโก) เฟลลินี …ผมนี่แหละที่เป็นไอ้หัวขโมยไร้ยางอายโดยแท้!”

Match Point

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จมากมายจากการเขียนบทที่อัลเลนได้รับมาตลอดหลายสิบปีไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าใครคนอื่น เพราะเขายังคงเป็นอัลเลนผู้ที่ใส่ใจกับการลองผิดลองถูกขณะเขียนบทและกำกับหนังอยู่เรื่อยมา เขาจึงมีหนังที่ทั้งสำเร็จและล้มเหลวในแง่รายได้และคำวิจารณ์สลับสับเปลี่ยนกันอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจ โดยเฉพาะเมื่อมีคนถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากเขาต้องย้อนกลับไปดูหนังเรื่องเก่าๆ ของตัวเอง “ผมก็คงต้องจิตตกแน่ๆ อยู่แล้ว” อัลเลนโอดครวญแบบติดตลก “เพราะถ้าได้ดู ผมคงคิดว่า ‘พระเจ้า เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แล้วทำไมเราถึงทำแบบนั้นวะ ทำไมถึงให้กล้องตั้งอยู่ตรงนั้น’ หรือไม่ก็ ‘ไม่นะ เราน่าจะคิดมุกที่ดีกว่านี้ให้เธอได้นี่หว่า’ – คือมันคงไม่มีอะไรมากไปกว่าความเสียจริตแน่ๆ แหละนะ”

แต่ถึงอย่างนั้น อัลเลนก็ยังใจดีให้คำแนะนำแก่บรรดานัก(อยาก)เขียนบททั้งหลายเอาไว้ว่า “คุณแค่ต้องเขียนมันออกมา ไม่ใช่เอาแต่นึกถึงมัน ร่างแผนการ ผัดวันประกันพรุ่ง รอให้เจอช่วงเวลาหรือสถานการณ์ที่แสนเพอร์เฟ็กต์ในการเขียน – คุณทำแบบนั้นไม่ได้เลย คุณแค่ต้องไปอยู่ตรงนั้น นั่งลง แล้วเริ่มต้นเขียน คุณก็จะได้บางอย่างกลับคืนมาเอง” จากนั้นจึงเขียนแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันออกมาดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ -แม้ว่าสิ่งนั้นจะถูกพัฒนาจนต่างไปจากสิ่งที่คิดไว้ในคราวแรกโดยสิ้นเชิงเลยก็ตาม- ภายใต้วินัยการเขียนอันเคร่งครัดที่นักเขียนบทพึงมี “หลังจากทำกิจวัตรประจำวันและกินอาหารเช้าเสร็จ ผมมักจะนอนลงบนเตียงกับกระดาษและดินสอหรือปากกาแล้วลงมือเขียนบทอยู่สองชั่วโมง แล้วถึงค่อยอาบน้ำ กลับมาเขียนอีกสองชั่วโมงแล้วค่อยพักกินมื้อเที่ยง จากนั้นก็เขียนไปอีกตลอดช่วงบ่าย ผมเขียนได้ตลอดเวลานั่นแหละ ผมรักการเขียนจะตายไป” เขาว่า “นี่ถ้าไม่ติดว่าผมต้องทำหนังไปด้วย ผมคงเขียนบทได้ปีละ 4 เรื่องแบบหมูๆ ไปแล้วเนี่ย!”