Bernardo Bertolucci Last Tango in Paris The Conformist The Dreamers The Sheltering Sky

4 หนังที่เราควรดูของ แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี (นอกเหนือจาก The Last Emperor)

Home / bioscope / 4 หนังที่เราควรดูของ แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี (นอกเหนือจาก The Last Emperor)

โดย บดินทร์ เทพรัตน์

The Last Emperor (1987) เป็นหนังเรื่องที่โด่งดังและกวาดรางวัลมาได้มากที่สุด (คว้า 9 ออสการ์และรางวัลอื่นๆ นับไม่ถ้วน) ของผู้กำกับชาวอิตาเลียนผู้ล่วงลับ แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี  (1941-2018) ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็น ‘เงา’ ที่บดบังผลงานเรื่องอื่นๆ ของชายผู้นี้ไปโดยปริยาย ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่โดดเด่นที่สุดของโลกภาพยนตร์ผู้ซึ่งผลิตผลงานออกมายาวนานตลอด 5 ทศวรรษ โดยสามารถผสมผสานเทคนิคภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ (เช่น การออกแบบงานภาพที่งดงามเปี่ยมความหมาย, การเล่นกับสี-แสง-เงา, การตัดต่อแบบไม่เรียงลำดับเวลา, ฯลฯ) ให้เข้ากับเนื้อหาที่เข้มข้นหนักแน่น (ซึ่งมักเกี่ยวพันกับการเมือง, อำนาจ, เซ็กซ์, ความรัก, ความงาม, ความแปลกแยก และความลุ่มหลง) ได้อย่างลงตัว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงมีหลายคนที่ได้ดู The Last Emperor ในโรงภาพยนตร์จอใหญ่กันไปแล้ว ซึ่งสำหรับใครที่รู้สึกติดใจจนอยากหาหนังเรื่องอื่นของเขามาดูอีก เราก็ขอแนะนำหนังเด็ดๆ อีก 4 เรื่องของเขาดังต่อไปนี้

 

1.
The Conformist (1970)

หนังเรื่องแรกที่สร้างชื่อให้แบร์โตลุชชีในระดับโลกและมีนักวิจารณ์หลายคนมองว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขา หนังดัดแปลงจากนิยายของ อัลแบร์โต โมราเวีย โดยบอกเล่าเรื่องราวของ มาร์เชลโล (ฌ็อง-หลุยส์ แตร็งติญอง) ชายผู้ทำงานให้กับรัฐบาลฟาสซิสต์ของ มุสโสลินี ในยุค 1930 เขาเดินทางไปที่ฝรั่งเศสพร้อมกับ จูเลีย (สเตฟาเนีย ซานเดรลลี) ภรรยาของเขา เพื่อปฏิบัติภารกิจสังหารศาสตราจารย์ ลูกา ควอดรี (เอนโซ ทาราสซิโอ) อดีตอาจารย์ของมาร์เชลโลที่ต่อต้านฟาสซิสต์จนกลายเป็นอาชญากรของรัฐและต้องลี้ภัยมาอยู่ฝรั่งเศส แต่ภารกิจก็เริ่มยุ่งยากเมื่อมาร์เชลโลตกหลุมรัก แอนนา (โดมินิก ซานดา) ภรรยาของศาสตราจารย์เข้าให้

นี่คือหนังที่หลายคนบอกว่าดูไม่รู้เรื่อง เนื่องจากหนังมีการตัดสลับไปมาระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคตประมาณ 4-5 ช่วงเวลา อีกทั้งยังมีแฟลชแบ็ค (Flashback) ซ้อนแฟลชแบ็ค -ซึ่งแตกต่างจากนิยายต้นฉบับที่เล่าตามลำดับเวลา- จนเป็นหนังที่เรียกร้องสมาธิจากผู้ชมสูงและควรต้องดูอีกหลายๆ รอบ (แบร์โตลุชชีกล่าวว่า การเล่าแบบไม่เรียงลำดับเวลาช่วยให้หนังมีลักษณะของ ‘วรรณกรรมแนวกระแสสำนึก’ ที่ปล่อยเรื่องราวให้ไหลไปตามความคิดของตัวละคร/ผู้เขียน) ความโดดเด่นของหนังจึงตกไปอยู่ที่สไตล์ภาพอันหวือหวาแบบ Expressionism ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเยอรมันยุค 30 ซึ่งเกิดจากฝีมือการถ่ายภาพของ วิตโตริโอ สโตราโร -ตากล้องประจำตัวของแบร์โตลุชชี- ที่มีการเล่นกับสี แสง เงา มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง การทิ้งช่องว่างในภาพ  การเลือนภาพ และการวางองค์ประกอบภาพ ซึ่งงานด้านภาพส่งผลให้บรรยากาศบ้านเมืองภายใต้การปกครองของฟาสซิสต์ที่ปรากฎในหนังออกมาเหนือจริง นอกจากนี้ งานออกแบบฉากอันงดงามของ เนโด แอซซินี ซึ่งอ้างอิงจากสถาปัตย์/การตกแต่งสไตล์อิตาเลียนยุค 30 ก็ยังมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน

นอกเหนือจากเรื่องเทคนิค ประเด็นในหนังยังมีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของ หนึ่ง, การตีแผ่ตัวละครอย่างเข้มข้น เนื่องจากมาร์เชลโลเป็น ‘ตัวละครสีเทา’ ที่มีความน่าสนใจ เพราะในวัยหนุ่มเขาเป็นโฮโมเซ็กชวลและเคยฆ่าคน พอโตขึ้นมาเขาพยายามลบอดีตและทำตัวเป็น ‘คนปกติ’ ในสังคมให้มากที่สุด ทั้งการเข้าร่วมพรรคฟาสซิสต์ซึ่งครองอำนาจในตอนนั้น การแต่งงานมีครอบครัว การถีบตัวเองทางชนชั้นและทำตามขนบที่สังคมเห็นว่าดีงาม แม้สิ่งนั้นจะเป็นการหลอกตัวเองและผลักดันให้เขาทำเรื่องเลวร้ายมากขึ้น และสอง, ประเด็นทางการเมือง โดยหนังแสดงให้เห็นถึงบ้านเมืองตั้งแต่ยุคที่ฟาสซิสต์เรืองอำนาจจนถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งมีผู้คนตกเป็นเหยื่อของระบบนี้มากมาย ไม่เว้นแม้แต่มาร์เชลโลเอง (แบร์โตลุชชีมีแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และมักจะใส่มุมมองทางการเมืองลงไปในหนังเสมอ)

หนังประสบความสำเร็จอย่างมากโดยได้ชิงออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยม และเป็นหนึ่งในหนังอาร์ตที่ทำเงินสูงสุดในปีนั้น มันเป็นหนังที่ช่วยสร้างกระแสความฮิตให้หนังยุโรปในยุค 60-70 อีกทั้งยังส่งอิทธิพลต่อคนทำหนังยุคหลังอีกเป็นจำนวนมาก ทั้ง มาร์ติน สกอร์เซซี, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, พี่น้องโคเอน, ไมเคิล มานน์, พอล ชเรเดอร์ ฯลฯ

 

2.
Last Tango in Paris (1972)

ถือเป็นหนังที่อื้อฉาวที่สุดในชีวิตของแบร์โตลุชชี และยังเป็นหนึ่งในหนังเรื่องอื้อฉาวที่สุดของโลกภาพยนตร์ ทั้งจากฉากเซ็กซ์และความรุนแรงทางเพศทั้งที่ปรากฏทั้งบนจอและปรากฏในเบื้องหลังการสร้าง-ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงตอนนี้

หนังเล่าเรื่องราวของ พอล (มาร์ลอน แบรนโด) ชายชาวอเมริกันที่เพิ่งสูญเสียคนรักไปจากการฆ่าตัวตาย เขาหนีความโศกเศร้ามาอยู่ที่ปารีสจนได้พบกับ จีน (มาเรีย ชไนเดอร์) ทั้งคู่ลักลอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกันแบบซาโดมาโซคิสต์ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทั้งคู่จะไม่บอกชื่อและเรื่องราวส่วนตัวให้อีกฝ่ายทราบ พอลใช้ความสัมพันธ์ทางเพศครั้งนี้เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกผิดและหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริง กระทั่งต่อมา พอลเกิดความผูกพันจนอยากรู้ข้อมูลของอีกฝ่าย ทำให้สถานการณ์ต้องกลับลงเอยในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

สิ่งที่ทำให้หนังได้รับการพูดถึงอย่างมากได้แก่ฉากนู้ดแบบเต็มตัวและฉากเซ็กซ์แบบ SM ที่หวือหวาโจ่งแจ้ง (จนทำให้ผู้ชมหลายคนเข้าใจผิดว่านักแสดงมีเซ็กซ์กันจริงๆ!) จนทำให้หนังได้เรต X ในอเมริกา, โดนแบนในอิตาลี (ศาลสั่งให้ทำลายฟิล์มหนังจนหมด ส่วนแบร์โตลุชชีต้องคดีอาญา) และโดนแบน/โดนสั่งให้ตัดบางฉากทิ้งในอีกหลายๆ ประเทศ …ทว่านอกจากเซ็กซ์แล้ว หนังยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ความรู้สึกผิด, การไถ่บาป, อำนาจระหว่างชายกับหญิง ฯลฯ โดยจะเห็นว่าในตอนแรก ตัวเอกพยายามใช้เซ็กซ์เป็นเครื่องมือในการหลบหนีสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของตัวเอง, ความเศร้า, ความรู้สึกผิด, ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ฯลฯ แต่กลับกลายเป็นว่ามันทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากมากขึ้น

ฉากที่อื้อฉาวที่สุดในหนัง ได้แก่ตอนที่แบรนโด (ซึ่งตอนนั้นอายุ 48 ปี) มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับชไนเดอร์ (อายุ 19 ปี) โดยใช้ ‘เนย’ เป็นตัวหล่อลื่น ซึ่งเบื้องหลังการถ่ายทำก็อื้อฉาวเช่นกัน สืบเนื่องจากการที่แบร์โตลุชชีเปิดเผยว่า เขากับแบรนโดวางแผนถ่ายทำฉากนั้นโดยไม่ได้บอกชไนเดอร์ให้รู้ล่วงหน้าว่าจะใช้เนย ซึ่งสร้างความตกใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก เธอได้ให้สัมภาษณ์ในปี 2007 ว่ามันเป็นการเหยียดหยามเธอและทำให้เธอเหมือนถูกข่มขืนหน่อยๆ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจิตใจเธอมาโดยตลอด และเธอก็ไม่เคยได้รับคำขอโทษจากทั้งคู่เลย (ภายหลังเธอยังได้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในวงการบันเทิงด้วย) ประเด็นนี้กลายเป็นกระแสอีกครั้งในยุค #MeToo เมื่อคลิปให้สัมภาษณ์ของแบร์โตลุชชีในปี 2013 เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์และมีบทความเขียนถึงมากมายจนเกิดกระแสให้แบนหนังเรื่องนี้ไปเสีย

สำหรับเสียงตอบรับของคนดูนั้นมีการแบ่งออกเป็น 2 ฟาก คือ ชอบ-ไม่ชอบอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือหนังมีเทคนิคงานสร้างที่โดดเด่น เช่น ฝีมือการกำกับของแบร์โตลุชชี, การแสดงแบบอิมโพรไวส์ของแบรนโด, การกำกับภาพของวิตโตริโอ สโตราโร (การใช้สีและแสงในหนังได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดของ ฟรานซิส เบคอน), ดนตรีประกอบของ กาโต บาร์เบียรี (เป็นดนตรีแจ๊ซซ์ที่เน้นเสียงแซ็กโซโฟน ซึ่งเสี่ยงต่อความซ้ำซาก แต่กลับออกมาลงตัว) – โดยหนังยังได้เข้าชิงออสการ์ 2 รางวัลด้วยกัน คือ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นหนังเรต X และได้รับเสียงวิจารณ์แบบสุดขั้ว แต่มันกลับกลายเป็นหนัง ‘โคตรฮิต’ ในยุคนั้น โดยทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของปี (มากกว่าหนัง เจมส์ บอนด์ อย่าง Live and Let Die เสียอีก!) ซึ่งหากปรับค่าเงินแล้วหนังจะทำรายได้เทียบเท่า 186 ล้านเหรียญในปัจจุบัน (ลองนึกภาพหนังเอ็กซ์ที่ทำรายได้เกือบเท่าหนังมาร์เวล) เช่นเดียวกับในฝรั่งเศสที่ผู้ชมเยอะจนการรอคิวซื้อตั๋ว 2 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องธรรมดา (เนื่องจากมีคนจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่หนังโดนแบนแห่กันมาดูหนังฉบับ ‘ไม่ตัด’ ที่นี่)

ปัจจุบัน Last Tango in Paris ถูกมองว่าเป็นหนังที่ผลักดันการนำเสนอเรื่องเพศบนจอให้ไปไกลขึ้นกว่าเดิม (ร่วมกับหนังอย่าง Deep Throat และ Midnight Cowboy) ซึ่งการใช้เซ็กซืเป็นโมทีฟ (Motif) ดำเนินเรื่องและสื่อถึงความรู้สึกตัวละครนั้น ได้ส่งอิทธิพลต่อหนังยุคหลังหลายเรื่อง (เช่น L’Ennui, Damage, Basic Instinct เป็นต้น) และถึงแม้การหยิบหนังเรื่องนี้มาดูในปัจจุบัน จะพบว่ามีหลายอย่างที่อาจเชยไปแล้ว แต่ก็ยังเห็นได้ถึงพลังและความกล้าหาญของศิลปินที่ปรากฏชัดอยู่ในนั้น ทำให้มันเป็นหนังที่ควรดูไม่ว่าจะลงเอยด้วยความรู้สึกชอบหรือชังมันก็ตาม

 

3.
The Sheltering Sky (1990)

หลังประสบความสำเร็จอย่างมากจาก The Last Emperor สามปีต่อมา แบร์โตลุชชีก็กลับมาพร้อมกับ The Sheltering Sky ซึ่งรวบรวมทีมงานหลักๆ จากหนังเรื่องที่แล้วมาเกือบครบ (โปรดิวเซอร์, ผู้เขียนบท, ผู้กำกับภาพ, คนทำดนตรีประกอบ ฯลฯ)  โดยหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในปี 1949 ของ พอล โบว์ลส์ ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในร้อยนิยายภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 1923-2005 จากนิตยสาร Time (มีแปลไทยในชื่อ ‘ใต้เวิ้งฟ้า’ โดยสำนักพิมพ์มติชน)

หนังเล่าเรื่องราวของ พอร์ต โมเรสบี (จอห์น มัลโควิช) และ คิต (เดบรา วิงเกอร์) คู่รักจากนิวยอร์คที่เดินทางไปทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ เพื่อหลีกหนีสังคมที่กำลังบอบช้ำจากสภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่สองและเพื่อสานสัมพันธ์คู่รักให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยมี ทุนเนอร์ (แคมป์เบลล์ สก็อตต์) เพื่อนสนิทของพวกเขาร่วมเดินทางไปด้วย แต่การเดินทางกลับลงเอยด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึง ทั้งความผิดพลาด ความแปลกแยก การนอกใจ และอันตรายต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตและมุมมองความเชื่อของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

มันเป็นหนังในกลุ่มที่แบร์โตลุชชีเรียกว่า Oriental Trilogy ร่วมกับ The Last Emperor และ Little Buddha (1993) โดยจุดเด่นของ The Sheltering Sky อยู่ที่ความเป็นหนังเอพิกดราม่าที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ – ซึ่งเป็นหนังในแบบที่ไม่มีใครสร้างอีกแล้วในยุคนี้ บวกกับเทคนิคงานสร้างที่สุดยอด (ทั้งการถ่ายภาพ, การแสดง, ดนตรีประกอบโดย ริวอิจิ ซากาโมโตะ) ถึงแม้หนังจะไม่ได้มีประเด็นการเมืองเข้มข้นเท่าหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา แต่หนังก็แสดงให้เห็นถึง ‘ความเป็นอเมริกันที่หันหลังให้กับโลก’ และ ‘ความแปลกแยกและว่างเปล่าของชีวิต’ ได้อย่างน่าสนใจและชวนให้คิดต่อ

และแม้จะมีหลายคนที่รู้สึกผิดหวังกับตัวหนัง ด้วยความที่หนังเนิบช้าเกินไปจนชวนหลับ อีกทั้งยังนำเสนอเนื้อหาแบบผิวเผินไม่ลึกซึ้งเท่าในหนังสือ (โดยหนึ่งในผู้ที่ไม่ชอบหนังก็คือเจ้าของบทประพันธ์อย่างโบว์ลส์นี่เองที่บอกว่า “เพราะมันไม่ควรถูกสร้างเป็นหนังไงครับ ทุกสิ่งในหนังเรื่องนี้เลยดูแย่ไปหมด” แถมยังเคยเขียนไว้ในคำนำหนังสือฉบับพิมพ์ใหม่ว่า “ยิ่งพูดถึงเวอร์ชั่นหนังให้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”) รวมถึงตัวเลขรายได้สุดท้ายที่ออกมาก็ถือว่าล้มเหลว (ทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญฯ แต่ทำเงินไปเพียง 2 ล้านเหรียญฯ) …แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นหนังของแบร์โตลุชชีที่ควรค่าแก่การรับชมอีกเรื่องหนึ่งอยู่ดี

 

4.
The Dreamers (2003)

ถึงแม้แบร์โตลุชชีจะทำหนังเรื่องนี้ตอนมีอายุเกินเลข 60 ไปแล้ว แต่ตัวหนังที่ออกมาก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขายังคงมีไฟและหนังของเขายังคงท้าทายผู้ชมไม่แพ้หนังที่เขาสร้างตอนหนุ่มๆ โดยมีนักวิจารณ์จัดหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในกลุ่มไตรภาคแห่งความแปลกแยก (Isolation) ของเขา ร่วมกับหนังอย่าง Stealing Beauty (1996) และ Besieged (1998)

หนังดัดแปลงมาจาก The Holy Innocents นิยายในปี1988 ของ กิลเบิร์ต อแดร์ โดยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปารีสปี 1968 ซึ่งกำลังคุกรุ่นจากเหตุการณ์การประท้วงของนักศึกษา แม็ตธิว (ไมเคิล พิตต์) เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวสหรัฐฯ ที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ดูหนังในโรงซีเนมาเธก (ซึ่งเน้นฉายหนังคลาสสิกและหนังอาร์ต) เขาได้พบกับพี่น้องฝาแฝดต่างเพศชาวฝรั่งเศสอย่าง อิซาแบลล์ (อีวา กรีน) และ เธโอ (หลุยส์ การ์เรล) ที่คลั่งไคล้หนังเหมือนกันจนได้สานต่อเป็นมิตรภาพและใช้เวลาอยู่ด้วยกันในบ้านของฝาแฝดเป็นส่วนใหญ่ ความสัมพันธ์ของพวกเขานำไปสู่เซ็กซ์ ความรัก และความขัดแย้งที่ไม่อาจลงเอย

แบร์โตลุชชีผสมผสานประเด็นอย่างเซ็กซ์ ความรัก วัยรุ่น การเมือง และภาพยนตร์ไว้ในหนังเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว โดยจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่หลายคนนึกถึงคือฉากนู้ดเต็มตัวและฉากเซ็กซ์อันโจ๋งครึ่ม จนหนังได้เรต NC-17 (ถือเป็นหนังที่จัดจำหน่ายโดยสตูดิโอไม่กี่เรื่องในยุคหลังที่ได้เรตนี้) ซึ่งในบทประพันธ์และในบทหนังตอนแรกจะมีฉากเซ็กซ์ระหว่างพี่น้องอย่างอิซาแบลล์-ธีโอ และเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกันอย่างเธโอ-แม็ตธิวด้วย แต่ตอนถ่ายทำจริงกลับถูกตัดออกเนื่องจากแบร์โตลุชชีมองว่า ควรใส่ไว้เป็นนัยๆ ให้ผู้ชมคิดต่อเองก็พอแล้ว

หนังยังแสดงให้เห็นถึงภาพของวัยรุ่นในช่วง 60 ซึ่งพบเจอกับความไม่น่าพอใจหลายอย่างในสังคมจนต้องลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงเพราะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น อเมริกา-การประท้วงสงครามเวียดนาม, ฝรั่งเศส-การประท้วงพฤษภา 1968 เป็นต้น – ซึ่งการประท้วงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในสังคมหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ นอกจากนั้น หนังได้แสดงให้เห็นถึงภาพของวัยรุ่นในแง่มุมของความคลั่งไคล้ในรัก รวมถึงการค้นหาตัวตนและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนอีกด้วย

The Dreamers ยังเป็น ‘หนังสำหรับคนรักหนัง’ ด้วยความที่บทสนทนาของตัวละครมักข้องเกี่ยวกับหนัง อีกทั้งยังมีการใส่องค์ประกอบที่คารวะหนังเก่าๆ ทั้งหนังคลาสสิคในยุค 30 อย่าง Queen Christine, Freaks, Scarface, Blonde Venus และหนัง French New Wave อย่าง Breathless, Pierrot Le Fou, The 400 Blows, A Band of Outsiders นอกจากนั้น หนังยังใส่ประเด็นการเมืองอย่างเรื่องการประท้วง ความรุนแรง การขัดแย้งทางอุดมการณ์ การหลีกหนีโลกแห่งความจริง และการสร้างโลกในอุดมคติ ทำให้ The Dreamers ไม่ได้เป็นหนังที่มีดีแค่ฉากเซ็กซ์ แต่ยังมีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมกลับไปคิดต่อได้อีกในหลายๆ ประเด็น

อนึ่ง หนังเรื่องอื่นๆ ของแบร์โตลุชชีที่เราอยากแนะนำให้ได้ดูเช่นกัน ได้แก่ Before the Revolution (1964), Partner (1968), The Spider’s Stratagem (1970), 1900 (1976), Luna (1979), The Tragedy of a Ridiculous Man (1981), Little Buddha, Stealing Beauty, Besieged และ Me and You (2012) อันเป็นผลงานไว้ลายเรื่องสุดท้ายของแบร์โตลุชชี