28 Days Later Annihilation Ex Machina The Beach

‘ไม่มีพระเจ้าในหนังของผม’ เรื่องของมนุษย์ผู้ไร้พระเจ้าในหนังของ อเล็กซ์ การ์แลนด์

Home / bioscope / ‘ไม่มีพระเจ้าในหนังของผม’ เรื่องของมนุษย์ผู้ไร้พระเจ้าในหนังของ อเล็กซ์ การ์แลนด์

“ผมว่าทุกสิ่งที่ผมเขียนมันมาจากมุมมองแบบเอธิสต์ (atheist -อเทวนิยมหรือผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้า)  นะเพราะตัวผมเองเป็นเอธิสต์ และไม่สนใจข้อสงสัยใดๆ ที่มาจากความเชื่อทางศาสนาเลย” ครั้งหนึ่ง อเล็กซ์ การ์แลนด์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น และนั่นดูเป็นประเด็นหลักในงานที่ผ่านมาของเขาเสมอ

ชื่อของการ์แลนด์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เมื่อ แดนนี บอยล์ นักทำหนังชาวอังกฤษหยิบเอาวรรณกรรมเรื่อง The Beach ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1996 ของการ์แลนด์มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันเมื่อปี 2000 เรื่องราวของ ริชาร์ด (ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ) นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เดินทางมายังเกาะสวรรค์ในไทยที่ยา ปาร์ตี้และฟรีเซ็กซ์ให้พร้อม เมื่อความสนุกเลยเถิดไปถึงการพัวพันกับวงจรการค้ายา ความรุนแรงและการฆาตกรรม ริชาร์ดจึงต้องมองหาหนทางเอาชีวิตรอดจากเกาะแห่งนี้… หากดูเหมือนจะริบหรี่เหลือทน

การ์แลนด์เขียนหนังสือจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเองเมื่อเดินทางจากยุโรปมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย และมันได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเสพยาของผู้คนในยุคนั้นอย่างถึงพริกถึงขิง สิ่งที่น่าสนใจในงานเขียนของเขาคือการเทียบเกาะสวรรค์แห่งนั้นเป็นดินแดนในฝันหรือยูโทเปียที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นจริงได้ด้วยการเสพยา และขั้นแท่นเป็นวรรณกรรมโคตรคัลต์แห่งยุค 90 ในเวลาต่อมา (เช่นเดียวกับตัวหนังที่ก็กลายเป็นหนังคัลต์อีกเรื่องของบอยล์ไปโดยปริยาย)

และดูเหมือนว่าบอยล์จะถูกใจการ์แลนด์ไม่น้อยทีเดียว เพราะถัดจากนั้นเขาให้การ์แลนด์มาเขียนบทเป็นครั้งแรกใน 28 Days Later… (2002) หนังซอมบี้ ที่ว่าด้วยกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ได้ปลดปล่อยลิงชิมแปนซีฝูงใหญ่ที่ติดเชื้อประหลาดให้เป็นอิสระ และมันได้ออกอาละวาดโจมตีผู้คนจนเกิดการติดเชื้ออย่างมหาศาล ผู้ติดเชื้อได้กลายมาเป็นซากที่วิ่งไล่กัดฝูงชนโดยไม่เลือกหน้าและไม่อาจควบคุมได้!

“อเล็กซ์น่ะปราดเปรื่องและเป็นพวกเอธิสต์หัวรุนแรงด้วย” บอยล์กล่าวถึงการ์แลนด์ไว้เช่นนั้น และดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะชัดเจนในหนังซอมบี้ทุนสร้าง 8 ล้านเหรียญฯ เรื่องนี้ทีเดียว เพราะมันว่าด้วยการที่มนุษย์พยายามจัดการและดัดแปลงสิ่งมีชีวิตโดยปราศจากอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าหรือความเกี่ยวข้องทางความเชื่อ อันนำมาสู่ความวุ่นวายไร้ขีดสุด หากแต่ความวุ่นวายนั้นก็ไม่ได้มีทางแก้ไขหรือเกี่ยวโยงอันใดกับพระเจ้าอยู่ดี เช่นเดียวกับ Sunshine (2007) หนังลำดับถัดมาของบอยล์ที่ได้การ์แลนด์มาเขียนบทให้อีกครั้ง เล่าเรื่องของนักบินอวกาศจำนวนแปดรายที่ถูกส่งให้ไประเบิดดวงอาทิตย์ที่กำลังดับให้ลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งเพื่อเป็นเชื้อเพลิงแก่มนุษย์บนโลก “อเล็กซ์เขามีไอเดียเกี่ยวกับมนุษย์คนสุดท้ายในจักรวาล หากแต่ที่ผมสนใจคือธีมของการเข้าไปใกล้ใจกลางของสิ่งมีชีวิตต่างหาก นั่นคือระบบสุริยะ มีแค่ภาพยนตร์เท่านั้นแหละที่พาคุณไปถึงตรงนั้นได้” บอลย์อธิบาย และมันได้กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ฉายชัดความเป็นเอธิสต์ในตัวของการ์แลนด์ ในฐานะคนเขียนบทได้เป็นอย่างดี เพราะมันว่าด้วยความท้าทายของมนุษย์โลกที่อาจหาญเข้าไปแตะต้องกับใจกลางของจักรวาลอย่างดวงอาทิตย์ โดยปราศจากการเข้ามาข้องเกี่ยวของพระเจ้าอีกเช่นเคย เรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะความเป็นหรือความตายในหนังล้วนเกิดขึ้นจากมนุษย์ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับความหวังและความสิ้นหวังทั้งหมดในเรื่อง

และเมื่อการ์แลนด์มาระเบิดพลังกำกับเองเป็นครั้งแรกใน Ex Machina (2014) ที่สะท้อนภาพของการเป็นคนไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

คาเล็บ (ดอมเนลล์ กลีสัน) โปรแกรมเมอร์หนุ่มได้รับมอบหมายให้ไปสนทนากับหุ่นยนต์สาวชื่อ เอวา (อลิเซีย วิกันเดอร์) เพื่อดูว่าหุ่นยนต์ AI เหล่านี้มีความรู้สึกใกล้เคียงกับมนุษย์มากน้อยแค่ไหน หรือความคิดพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่ตั้งโปรแกรมไว้หรือยัง และในยุคที่สังคมเรากำลังตื่้นตัวและรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ Ex Machina ก็เป็นอีกเรื่องที่บอกเรื่องนี้ผ่านความเป็นหนังไซ-ไฟ เมื่อหุ่น AI ถูกสร้างมาให้เป็นเพศหญิงเพื่อเข้ารับการทดสอบจากเพศชายที่มีฐานะเป็นผู้สร้าง ขณะที่เพศหญิงถูกกำหนดให้เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมมาแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิคิดหรือออกความเห็นได้เกินกว่าระบบที่ตั้งไว้ ไม่ว่ามันจะถูกสร้างมาให้เหมือนมนุษย์มากเพียงใดก็ตาม

ดังนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว Ex Machina จึงเป็นภาพสะท้อนของการที่มนุษย์วางตัวอยู่ในสถานะผู้สร้างซึ่งทัดเทียมกับผู้เป็นเจ้าในศาสนา และหากว่าพล็อตเรื่องเช่นนี้ตกอยู่ในมือผู้กำกับที่เชื่อมั่นในพระเจ้า มันอาจนำมาสู่เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ที่บังอาจวางตัวทัดเทียมกับพระผู้สร้าง (แบบที่เราอาจเห็นได้จาก The Mist, 2007) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังของการ์แลนด์เรื่องนี้คือสภาวะการไตร่ตรองสถานะของหุ่นยนต์ที่รู้สึกได้อย่างเสมือนจริงเสียมากกว่า

และการ์แลนด์มาระเบิดฟอร์มครั้งใหญ่ใน Annihilation (2018) ที่ดัดแปลงอย่างหลวมๆ มาจาก The Southern Reach เรื่องสั้นสามตอนของ เจฟฟ์ แวนเดอร์เมียร์ ว่าด้วย ลีนา นักชีววิทยาสาวผู้นำทีมสำรวจหญิงล้วนออกค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของเธอที่เคยหายตัวไปในเขตหายนะภัยอย่าง Area X ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันแปลกประหลาดสุดพิศวง

ม่านสีรุ้ง สัตว์หน้าตาประหลาด การกลายพันธุ์ กระทั่งการ ‘กำเนิดใหม่’ ของมนุษย์ที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของพระเจ้าโดยสิ้นเชิงคือแก่นแกนหลักทั้งในงานวรรณกรรมและในหนังของการ์แลนด์ หากแต่สิ่งที่ดึงดูดการ์แลนด์เสมอมาคือเรื่องราวที่ว่าด้วย “ธรรมชาติของการทำลายตัวเอง” เขาเล่า “มันคือคนห้าคนที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่อัตถิภาวนิยมแบบปิดและใหญ่โต และทุกคนมีแนวโน้มที่จะทำลายตัวเองในที่สุด แต่คำถามคือ มีแค่ห้าคนนั้นเท่านั้นหรือที่จะทำลายตัวเอง หรือเราทุกคนล้วนแล้วมีแนวโน้มจะทำลายตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แทบไม่มีใครฆ่าตัวตายแต่ทุกคนทำลายตัวเอง ผมสนใจเรื่องนี้ก็ตอนที่รู้ว่าคนรอบตัวหลายคนมีแรงกระตุ้นเรื่องแบบนี้ มันคือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างการก่อสร้างและการทำลาย มันคือเรื่องของเอธิสต์ ระบบความเชื่อของผมคือ เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง วิวัฒนาการคือกระบวนการของการกลายพันธุ์ และนั่นฟังดูเข้าเค้าไปเลย”