Gladiator Joaquin Phoenix joker ฮัวคิน ฟีนิกซ์

เปราะบางและชั่วร้าย ตัวละครอ่อนไหวภายใต้โฉมหน้าของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

Home / bioscope / เปราะบางและชั่วร้าย ตัวละครอ่อนไหวภายใต้โฉมหน้าของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

ตัวละคร โจ๊คเกอร์ วายรายตลอดกาลจากจักรวาลดีซีดูจะเป็นบทบาทที่สร้างแรงสะเทือนเสมอทุกครั้งที่มีการประกาศสร้างเป็นภาพยนตร์ และล่าสุด Joker (2019) ภายใต้การกำกับของ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ และการเขียนบทของ สก็อตต์ ซิลเวอร์ (จาก 8 Mile, The Fighter) มันก็ได้กลายเป็นที่จับตามองในทันทีที่ถูกประกาศสร้าง หนำซ้ำ โจ๊คเกอร์ยังรับบทโดย ฮัวคิน ฟีนิกซ์ นักแสดงที่นานทีปีหนจะรับงานบล็อกบัสเตอร์

“ผมแค่อยากทำอะไรที่มันเปี่ยมด้วยความหมาย สร้างประสบการณ์ให้ตัวเอง” เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น เรียบง่ายและกันเอง ซึ่งหากกวาดตามองภาพรวมบทบาทที่เขาเคยแสดงมาตลอดนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นจริงดังที่เขาว่า เพราะตัวละครที่เขาสวมร่างนั้น หากไม่เพี้ยนสุดขีดคลั่ง ก็มีแนวโน้มจะเป็นบุคคลซับซ้อน -อาจไม่มากไม่น้อยไปกว่าเขาซึ่งครั้งหนึ่งเคยหายหน้าไปจากอุตสาหกรรมฮอลลีวูดด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในวงจรของมัน

“ก่อนนี้ผมเคยคิดว่าผมเป็นพวกเจ้าสำราญ เป็นนักแสดงในลอสแองเจลิสที่อยากหาเวลาดีๆ ให้ตัวเอง แต่กลับไม่ได้เกี่ยวโยงกับสังคมโลกในแบบที่ใจอยาก ตอนนั้นผมเซ่อมาก เที่ยวเตร่ไปทั่ว ดื่มหนัก พยายามกวนตีนคนอื่น ไปสิงอยู่ตามผับเน่าๆ อะไรทำนองนั้น”

หลังจากเข้าวงการมาตั้งแต่เด็กด้วยวัยเพียงแปดขวบ ตามหลังพี่ชายอย่าง ริเวอร์ และฟีนิกซ์คนน้องก็รับงานแสดงเล็กๆ น้อยๆ ในหนังฉายทางโทรทัศน์หรือซีรีส์ หากดูเหมือนว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหายหน้าไปจากการแสดงนานอยู่พักใหญ่คือการจากไปอย่างกระทันหันของพี่ชาย 30 ตุลาคมปี 1993 ริเวอร์ล้มคว่ำลงหน้าผับขณะที่ฮัวคิน -ในวัย 19 ปี- โทรศัพท์เรียก 911 รายงานว่าพี่ชายของเขากำลังชัก ก่อนจะพบว่า หลังจากนั้น แม้จะไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ริเวอร์ก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

เหตุการณ์นั้นสร้างแรงสะเทือนมหาศาลให้เขา กระทั่งในตอนนี้ หลายปีผ่านมา ฮัวคิน ฟีนิกซ์ก็หลีกเลี่ยงจะเล่าถึงโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น หากก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามันส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างใหญ่หลวง เขาปฏิเสธรับงานแสดงอีกพักใหญ่ จนการมาถึงของ To Die For (1995, กัส แวน แซงต์) ที่แจ้งเกิดเด็กหนุ่มในวงกว้าง ก่อนหน้าการมาถึงของ Gladiator (2000, ริดลีย์ สก็อตต์) ที่ส่งฟีนิกซ์ชิงสมทบชายเวทีออสการ์เป็นครั้งแรกจากบท ก็อมมอดุส บุตรชายตาขาวของจักรพรรดิซีซาร์ (ริชาร์ด แฮร์ริส) ที่ทำให้คนดูทั้งประเทศทั้งเกลียดและกลัวชายผู้แสวงหาอำนาจนี้อย่างสุดใจ

“นักแสดงคนอื่นๆ พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวละครตัวเองในหนัง แต่ก็อมมอดุสเปลี่ยนไปแค่คิดเดียวเท่านั้นแหละครับ” ฟีนิกซ์เล่า “สิ่งที่ยากคือต้องพยายามแสดงตรงนี้ออกมาให้ได้ แต่ก็นะ มันเป็นหน้าที่ของนักแสดงอยู่แล้วที่ต้องทำ

“สก็อตต์ใช้กล้องอยู่ห้าตัวในการถ่ายทำ มอนิเตอร์อีกห้าเครื่อง นักแสดงสมทบอีกเป็นร้อย แล้วเขาต้องดูเองทุกอย่างเลยนะ” เขาว่า “เขาเคยเดินมาบอกผมว่า ‘ไอ้ที่แสดงเมื่อกี้เจ๋งดี ขออีกรอบนะ’ แล้วผมจะสงสัยตลอดเลยว่า ‘คุณแม่งเห็นได้ไงวะ'”

และบทนี้ -แม้จะพลาดการคว้ารางวัลออสการ์มา- ก็ส่งให้เขากลายเป็นนักแสดงมากฝีมือน่าจับตาทันที อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้ จอห์นนี แคช นักดนตรีมือฉมังสนใจเจ้าหนุ่มนัยน์ตาสีดำท่าทางเอาเรื่องคนนี้ทันที และเมื่อมีการประกาศสร้างหนังจากชีวประวัติของแคช แคชจึงไม่ลังเลที่จะเลือกเอาฟีนิกซ์มารับบทเป็นตัวเขาใน Walk the Line (2005, เจมส์ แมนโกลด์) แม้ฟีนิกซ์จะตัวเล็กกว่าแคชเกือบฟุตก็ตามที หากแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา (อย่างไรก็ตาม แคชเสียชีวิตก่อนที่หนังจะออกฉายสองปี) และบทนี้ได้ส่งฟีนิกซ์ชิงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ หากแต่พ่ายให้ ฟิลิป์ ซีมัวร์ ฮ็อฟฟ์แมน จาก Capote (2005, เบนเน็ตต์ มิลเลอร์)

ตามมาด้วยหนังเซอร์แตกสุดขีดที่กำกับโดยเพื่อนรักของฟีนิกซ์อย่าง เคซีย์ แอฟเฟล็ค I’m Still Here (2010) หนังสารคดีเทียมเสียดสีอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอย่างแสบไส้ เล่าถึงชีวิตของนักแสดงดังระดับโลกนาม ฮัวคิน ฟีนิกซ์ (รับบทโดย ฮัวคิน ฟีนิกซ์… เอ่อ) เกิดเบื่อหน่ายการแสดงและชื่อเสียงขึ้นมา จึงผันตัวไปเป็นแร็ปเปอร์! โดยมีผู้กำกับหน้ามึนอย่างเคซีย์ แอฟเฟล็ค (รับบทโดย… เคย์ซี แอฟเฟล็ค –ไม่น่าแปลกใจเลยเนอะ) ตามเก็บฟุตเตจช่วงเวลาที่ฟีนิกซ์กำลังจะเปลี่ยนอาชีพและถอนตัวจากชื่อเสียงอันแสนรุมเร้าหากแต่ความวายป่วงของหนังคือการที่สื่อมวลชนและคนดูแยกแยะไม่ออกในระยะแรกว่ามันคือเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง เพราะอีตาฟีนิกซ์ดันโพล่งให้สื่อมวลชนฟังจริงๆ ว่าจะเลิกงานแสดงไปเป็นแร็ปเปอร์แล้วจ้า จนเกิดข่าวลือว่าเขาจะเลิกแสดงจริงๆ อยู่พักใหญ่ แล้วจึงเป็น ธีโอดอร์ ชายโดดเดี่ยวในโลกอนาคตที่แสงสีแดงส้มเจิดจ้าใน Her (2013, สไปค์ โจนซ์) ซึ่งฟีนิกซ์ขับความโดดเดี่ยวของชายวัยกลางคนที่แตกสลายจากการใช้ชีวิตคู่ รวบรวมกำลังสานสัมพันธ์ครั้งใหม่อีกหนกับปัญญาประดิษฐ์

Irrational Man (2015, วูดี อัลเลน) ฟีนิกซ์รับบทเป็น เอบ อาจารย์ภาควิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัย เขาหมกมุ่นอยู่กับการสำรวจเนื้อตัวความคิดของตัวเอง ยึดมั่นในหลัก existentialism หรือเชื่อว่าสิ่งเดียวที่ดำรงและดำเนินไปคือมนุษย์ การกระทำและการตัดสินใจใดๆ ย่อมเป็นผลมาจากมนุษย์ แต่กลับประสบปัญหาหลักในชีวิตคือการไม่มีแรงบันดาลใจจนเอ็บใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้างสุดขีด แม้แต่การลุกขึ้นไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยก็กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย จนเมื่อเขาเจอกับ จิลล์ (เอ็มมา สโตน) นักศึกษาสาวที่กระตุ้นให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาและตั้งคำถามต่อศีลธรรมในใจของตัวเองเสียจนนำไปสู่การกระทำสุดอุกอาจ! ที่แน่ล่ะว่าคนดูอย่างเราๆ นั้นทั้งเข้าอกเข้าใจภาวะเฉยชาต่อการใช้ชีวิตของเอ็บ แต่ขณะเดียวกัน เราก็รังเกียจพฤติกรรมการหาทางออกให้ปัญหาของเขาแบบเสียเหลือเกิน!

“พวกข้าวของที่ต้องใช้ในฉาก ส่วนมากเป็นเอกสาร หนังสือปรัชญาที่ผมไม่เข้าใจสักกะนิด” เขาให้สัมภาษณ์ขำๆ “ผมไม่แม้กระทั่งพยายามจะอ่าน Critique of Pure Reason ของ อิมมานูเอล คานต์ (นักปรัชญาชาวเยอรมัน) เสียด้วยซ้ำไป มากสุดแค่ไปเจออาจารย์วิชาปรัชญาเพื่อทำการบ้าน (ก่อนแสดงหนัง) เขายังบอกเลยว่าอย่าไปอะไรมาก ตัวเขายังอ่านประโยคแรกของหนังสือไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่ะ”

ฟีนิกซ์หายไปอีกสองปี และกลับมาอย่างท็อปฟอร์มใน You Were Never Really Here (2018, ลินน์ แรมซีย์) หนังที่หลายคนเสียดายเมื่อมันไม่ติดโผชิงออสการ์กับใครเขา ทั้งที่ตัวหนังดูจะมีศักยภาพที่ดีพอ โดยฟีนิกซ์รับบทเป็น โจ ทหารผ่านศึกที่สภาพจิตใจบอบช้ำจากความโหดร้ายของสงคราม ได้รับมอบหมายให้ตามตัวหญิงสาวนางหนึ่งที่ถูกลักพาตัวไป หากแต่งานที่เรียบง่ายเริ่มทวีความเดือดดาลขึ้นเมื่อโจพบว่า อะไรต่อมิอะไรเริ่มไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด

อย่างไรก็ตาม Joker คือหนังน่าจับตาลำดับถัดไปของเขา ซึ่งน่าสนใจว่า เขาจะดึงเอาความบ้าคลั่ง เปราะบางและเดือดดาลของโจ๊คเกอร์ออกมาในรูปแบบใด