ABABO G/T/H GDH Homestay จิรัศยา วงษ์สุทิน ฉันทนา ทิพย์ประชาติ นคร-สวรรค์ บุณยนุช ไกรทอง พวงสร้อย อักษรสว่าง หน่าฮ่าน

สี่สาวเม้าธ์แตก ตามประสา ‘ผู้หญิงถึงผู้หญิง’ …ทำหนัง

Home / bioscope / สี่สาวเม้าธ์แตก ตามประสา ‘ผู้หญิงถึงผู้หญิง’ …ทำหนัง

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ และ พิมพ์ชนก พุกสุข

 

นี่อาจเป็นเวลาของพวกเธอ…

สี่สาวที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเธอรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ผลงานของพวกเธอกำลังออกสู่สายตาประชาชนในห้วงเวลาเดียวกันด้วย ทั้ง โรส – พวงสร้อย อักษรสว่าง ผู้กำกับ ‘นคร-สวรรค์’ หนังเรื่องแรกของเธอที่กำลังเดินสายฉายตามเทศกาลหนังนานาชาติขณะนี้, แคลร์ – จิรัศยา วงษ์สุทิน ที่หนังยาวจากการเขียนบทของเธอ Homestay เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อปลายปี, ตั๊ก – ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ซึ่งหนังเรื่องแรก ‘รัก-ไม่ปรากฏ’ ยังอยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น แต่หนังเรื่องที่สอง ‘หน่าฮ่าน’ จะได้ลัดคิวฉายก่อน และ ก๊อย – บุณยนุช ไกรทอง ผู้กำกับภาพรุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับทุกคนมาแล้ว คือ ‘รัก-ไม่ปรากฏ’ ของตั๊ก, ABABO หนังสั้นในตอนของแคลร์ และล่าสุดคือการกำกับภาพ ‘นคร-สวรรค์’ ให้พวงสร้อย-เพื่อนสนิทของเธอ

ตั๊กเคยกล่าวไว้หลังจากดูเทรเลอร์ Homestay ว่าบทพูดหนึ่งในนั้นแสดงตัวตนของแคลร์มาอย่างชัดแจ้ง นี่คงพอจะยืนยันได้ถึงการเห็นตัวตนกันและกันของพวกเธอ และพอรวมตัวกันได้ ความจอแจของวงสนทนาก็เกิดขึ้น…

 

 

นคร: พอจะเล่าได้มั้ยว่าจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์แต่ละคนเป็นอย่างไร?

โรส: จริงๆ โปรเจ็กต์มันเริ่มจากตอนที่ไปเรียนเยอรมันค่ะ พอไปเรียนโท มันก็ต้องมีโปรเจ็กต์จบ ตอนแรกก็อยากแค่ให้มันเป็นหนังสั้นเฉยๆ กลับมาถ่ายสารคดีเกี่ยวกับพ่อและแม่ แต่พอดีช่วงนั้นปี 2016 สิงคโปร์เขามีฟิล์มแล็บพอดี ซึ่งก็ต้องส่ง proposal ไป และต้องเป็น first feature film เท่านั้น แต่ตอนนั้นในมือมันเป็นแค่วิดีโอเฉยๆ เลยลองพัฒนาให้มันเป็นหนังยาวดู โดยการเขียนพาร์ตฟิกชั่นขึ้นมา แล้วก็ลองส่งไป แล้วมันก็ได้ ก็ไปเวิร์คช็อป ก็ได้ไปเจอพี่ใหม่ แล้วเราก็ได้ special mention คือไม่ได้ตังค์ แต่ก็ได้ไป pitch

ตั๊ก: เหมือน certificate

โรส: ใช่ เราก็แค่เอามากอดไว้ ซึ่งยังไงโปรเจ็กต์นี้มันก็ต้องมีแหละ แต่มันจะออกมาในรูปแบบไหน แล้วคุยกับพี่ใหม่ (อโนชา สุวิชากรพงศ์) แกก็ถามว่าทำมั้ย ลองเขียนบท แล้วก็มาได้ทุนโปรดักชั่นจาก Purin Pictures แล้วแม่ก็เสียพอดี ช่วงที่กำลังแคสติ้งเลย ก่อนนี้มันก็เป็นช่วงที่แม่เข้าโรงพยาบาล เราก็คุยกับทุกคนว่า เอ๊ะ หรือเราจะหยุดดีมั้ยวะ สรุปว่าหยุด เพราะทำไม่ไหว ก็กลับเยอรมันไป ตอนนั้นก็ไม่ได้เขียนต่อ แต่เรามีวิดีโอที่เราเคยถ่ายพ่อกับแม่มาแล้ว จนมีรุ่นน้องมาชวนว่าตอนนี้มี Bangkok Art Book Fair นะ อยากเขียนหนังสือมั้ย ก็เลยทำ แล้วพอทำก็ได้เขียนเรื่องสั้น และรวมเล่มเป็น There ซึ่งมันมี ‘นคร-สวรรค์’ อยู่ในนั้น มันก็เป็นครั้งแรกที่เราได้กลับไปนึกถึงแม่ หลังจากกลับมาไทยเราไม่ได้มีเวลาเศร้า แล้วเรื่องสั้นนี้มันทำให้เราได้กลับไปทบทวนความรู้สึกนี้จริงๆ ก็เลยคุยกับพี่ใหม่ว่าตอนเขียนแล้วมันรู้สึก เราลองเปลี่ยนมาทางนี้กันมั้ย

แคลร์: Homestay เป็นโปรเจ็กต์ที่เราทำหลังเรียนจบเลย พอเรียนจบปุ๊บ ทำ กางจอ แล้ว พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) กับ พี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ก็มาดู ซึ่งก่อนนี้เราเคยฝึกงานที่จีทีเอชมาตั้งแต่ปี 3 แล้ว จากนั้นพี่ๆ ก็ชวนเราเข้าไปทำงาน ซึ่งมันมีโปรเจ็กต์นี้มานานแล้ว ตอนนั้น พี่สิน (ยงยุทธ ทองกองทุน) อ่านหนังสือ Colorful (นิยายญี่ปุ่นที่เป็นแรงบันดาลใจของ Homestay) แล้วชอบ แกอยากทำมานานแล้ว ตั้งแต่ แน็ก (ชาลี ไตรรัตน์) ยังเด็กๆ แต่บทยังไม่ถูกใจโปรดิวเซอร์ด้วยแหละ ซึ่งลิขสิทธิ์ขอยากมากด้วย จนมันจวนจะหมดสิทธิแล้ว มันเลยต้องทำแล้ว และถึงเวลาที่เราเข้าไปพอดี เลยให้เราลองปรับเป็นภาษาไทย แต่ตอนนั้นพี่สินไม่ว่าง เพราะแกไปทำโรงละคร KAAN ก็เลยให้คนเขียนบททำกันเอง เราทำไปประมาณปีครึ่ง พี่สินก็ไม่ว่าง ก็เลยเอา พี่โอ๋ (ภาคภูมิ วงษ์ภูมิ) เข้ามาแทน พอพี่โอ๋เข้ามา ไดเร็กชั่นมันเลยเปลี่ยน ไอ้ปีครึ่งที่ผ่านมามันก็ต้องลากยาวไปอีกปีครึ่ง เบ็ดเสร็จก็เป็นสามปี สรุปว่าตั้งแต่เรียนจบมาก็ทำแต่อันนี้เลย (หัวเราะ) แต่มันดีนะ เราได้โฟกัส ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะมาก

ก๊อย บุณยนุช, แคลร์ จิรัศยา, โรส พวงสร้อย และ ตั๊ก ฉันทนา
นคร: มีช่วงไหนที่ท้อจนอยากทำอย่างอื่นแล้วมั่งมั้ย?

แคลร์: มันท้อเพราะว่ามันเปลี่ยนเรื่องมาเยอะมาก น่าจะสิบกว่ารอบได้กว่าจะมาจบในเวอร์ชั่นที่ทำ แต่เราคุยกับพี่เก้ง-พี่วรรณมาตั้งแต่แรกแล้วว่าเราจะไม่ทิ้งมันไปไหน สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จ เออ มันก็เป็นการต่อสู้กับตัวเองด้วยแหละว่าจะต้องทำให้เสร็จ

ตั๊ก: ส่วนของเรา ช่วงที่เรียนจบมาก็ทำงานตามปกติ แล้วก็ทำหนังสั้นตามเรื่องตามราว จนได้เจอพี่ๆ หลายๆ คน เหมือนเป็นการก่อร่างสร้างแพชชั่น ก็เลยเริ่มเขียนบท แล้วก็ไปปรึกษารุ่นพี่ที่รู้จักว่าอยากทำอันนี้ ตอนแรกก็ว่าจะทำเป็นหนังสั้นสัก 30-40 นาที (หัวเราะ) ก็ลองขอทุนกระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้มาส่วนหนึ่ง มีเงินส่วนตัวบ้างนิดหน่อย และก็ชวนพี่ก๊อย เหมือนจะเป็น feature film เรื่องแรกของพี่ก๊อยด้วย อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำเป็นหนังสั้น ทำไปทำมามันไม่สั้นว่ะ แล้ว พี่ชลิดา (เอื้อบำรุงจิต) เขาก็แนะนำว่าที่สิงคโปร์มีโครงการ Objectifs Film Residency ลองส่งไปดูมั้ยเผื่อช่วยพัฒนาโปรเจ็กต์ต่อได้ในอนาคต เราก็ไปเข้าโครงการกับเขาได้สองเดือน กลับมาก็ถ่ายเพิ่มนิดๆ หน่อยๆ ระหว่างนั้น เราก็มีงานออกกองจนมี พี่อ้วน BIOSCOPE (นคร โพธิ์ไพโรจน์ – หนึ่งในผู้สัมภาษณ์) ก็อินบ็อกซ์มา จำบทสนทนาไม่ได้แต่พี่อ้วนก็ชวนว่า “ทำหนังกันมั้ย” คือหนังเรื่องแรกเราพูดถึงศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อของคนอีสาน เกี่ยวกับเรื่องผีปอบ ซึ่งเขาก็คงแอบรู้แหละว่าเรากำลังทำอะไร ประกอบกับว่าเราเองก็เป็นคนอีสานด้วย แล้วช่วงนั้นมันมีหนังอีสานที่กำลังดังมากคือ ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ซึ่งนายทุนเขาก็เป็นคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนั้นด้วย เขาก็อยากได้หนังอีสานที่ทำให้คนอีสานดู ก็เลยได้มาชวนเรา เราก็เลยตัดสินใจโดยที่ไม่คิดอะไรเลย เพราะเราอยากทำหนังอยู่แล้ว มันน่าจะทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ปี ตอนนั้นเฟลมากเพราะหนังมันไม่เสร็จซักที ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน

 

นคร: ไม่ปรึกษาแคลร์ล่ะ (หัวเราะ)

ตั๊ก: ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเรื่องแรกไม่เสร็จ แต่เรื่องที่สองมันเสร็จก่อน มันคงบำบัดเราเนอะ

โรส: ตอนนี้เรื่องแรกก็ยังไม่เสร็จ?

ตั๊ก: มันเกือบมากๆ น่าจะ 99.99% อีก 0.01% ก็จะทำให้มันยังไม่เสร็จต่อไป แต่ได้ดูเรื่องที่สองก่อนแน่นอน

นคร: แล้วอย่างก๊อย เคยทำงานกับทุกคน?

ก๊อย: ใช่  

โรส: ได้เวลาเช็คบิล (หัวเราะ)

แคลร์: เธอต้องเล่าของพี่โรสก่อน เพราะเธอสองคนโตมาด้วยกันไง

ก๊อย: ก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่จุฬาฯ เรียนฟิล์มด้วยกัน เวลาทำงานก็จะทำด้วยกัน ถ้าถามถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ ก็ ‘กางจอ’ นั่นแหละ ตอนนั้นคือ Swimming Pool

โรส: ใช่ อันนั้นเป็นเรื่องแรกของก๊อยเลย

แคลร์: อันนั้นเป็นเรื่องแรกของพี่ก๊อยเหรอ

ก๊อย: ก็ถ้าไม่นับพวกทำหนังส่งอาจารย์นะ

โรส: แต่ว่าตอนเรียน คนที่เป็นตากล้องมันก็น้อย

ก๊อย: ไม่มีเลย

โรส: ตอนที่เรียน ในภาคเราก็จะมีสิบกว่าคน ส่วนใหญ่ก็จะกำกับ

ก๊อย: ไม่ ไม่เห็นอยากทำเลย

(หัวเราะทั้งวง)

โรส: เออ ไม่มีใครอยากทำอะไรทั้งนั้น แต่นั่นแหละตอนนั้นก็จะเป็นที่รู้กันว่าก๊อยจะมาทางการถ่าย อาจจะชัดสุดในรุ่นเลยมั้ง

ก๊อย: ไม่ มันเหมือนไม่มีใครทำอ่ะ (น้ำเสียงน้อยใจ)

(หัวเราะ)

โรส: ทำไมเศร้าอ่ะ

ก๊อย: แต่เหมือนหนังโรสจะเป็นใบเบิกทางทางอาชีพพอสมควรเลยค่ะ

 

นคร: ในมุมก๊อยแล้ว ตอนโรสทำ Swimming Pool กับ ‘นคร-สวรรค์’ ต่างกันเยอะมั้ย

ก๊อย: ในแง่ความเป็นเพื่อนมันไม่ต่าง แต่ด้วยความที่มันไปอยู่เยอรมัน พอกลับมาเราก็ต้องจูนกันพอสมควร เพราะมันก็ไปเจออะไรมาเยอะ เลยเหมือนต้องค้นหาสิ่งนั้นระหว่างทางที่ไม่ได้เจอกัน

โรส: แล้วตอนที่โรสไป ก๊อยก็ทำงานเยอะแล้วเหมือนกัน ในเชิงประสบการณ์โรสอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ ในแง่ความเป็นผู่กำกับมันก็แค่เรื่องที่สอง แต่ก๊อยเหมือนได้ไปเจอผู้กำกับมากมายมาแล้ว

นคร: แล้วของแคลร์ล่ะ

ก๊อย: ทำกรุ๊ปโอ (ตอน OK, Friend จาก ABABO) ค่ะ

แคลร์: มันน่ากลัวนะ (หัวเราะ) เพราะว่าหลังจาก ‘วันนั้นของเดือน’ เราไม่ได้กำกับหนังเลย

ก๊อย: ซึ่งเราเป็นคนเปิดซิงอะไรพวกนี้เยอะมากอ่ะ (หัวเราะ)

 

นคร: แคลร์มาชวนยังไง

ก๊อย: รู้จักแคลร์มาก่อนอยู่แล้ว เพราะเป็นรุ่นน้องโรงเรียน

แคลร์: ใช่ๆ เป็นรุ่นน้องที่ศึกษานารี แต่ไม่ได้รู้จักกันนะ

 

นคร: แคลร์อยากได้อะไรจากก๊อย

แคลร์: พี่ก๊อยจะถามแคลร์ตลอด ว่าแคลร์อยากได้อะไร แล้วแคลร์จะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองอยากได้อะไร

(หัวเราะทั้งวง)

ตั๊ก: อ้าว แล้วทำไงอ่ะ

ก๊อย: เหมือเราต้องเล่นเกมสิบคำถามตลอด อันนี้ใช่มั้ย ไม่ใช่ แล้วอันนี้ใช่มั้ย ค้นไปเรื่อยๆ

ตั๊ก: มีโมเมนต์นี้กันมั่งมั้ย เช่น ตากล้องมาถามผู้ช่วยว่าอยากได้อะไร ผู้ช่วยก็หันมาถามเรา แต่เราเงียบไป สุดท้ายตากล้องก็ อืม แล้วเดินไปเลย

(ฮาทั้งวง)

แคลร์: แต่เราก็เปิดๆ หนังที่ชอบให้ดูนะ หนังแบบนี้ๆ เปิดแล้วก็ไม่ค่อยพูดกันนะ

 

นคร: ให้ไปคิดเอง?

แคลร์: นั่นสิ ก็เปิดๆๆ เยอะมาก แล้วให้พี่ก๊อยไปคิดต่อ แล้วกลับมาถ่าย มันก็ได้เองนะ

 

นคร: ได้เอง! แล้วก๊อยโอเคป่าว (หัวเราะ)

ก๊อย: ก็โอเค

ตั๊ก: แค่โอเคเหรอ

(เหยยยยยย)

ก๊อย: ดีค่ะ (ยิ้ม)

(แหมมมมม)

นคร: แล้วกับตั๊กล่ะ

ตั๊ก: ก็มาจาก Swimming Pool นี่แหละ เราก็จำชื่อเอาไว้ว่า บุณยนุช ไกรทอง แล้วทีนี้ พี่ป้อง (ไพรัช คุ้มวัน – ผกก. ‘สยามสแควร์’) เขาก็คุยโทรศัพท์ตลอดเลยเรื่องภาพ เรามารู้ทีหลังว่าคือ พี่บุณยนุช ไกรทอง คือพี่ป้องเขากำกับภาพ Mary is Happy แล้ว ได้สุพรรณหงส์แล้ว ยังโทรฯ คุยกับคนนี้อยู่เลย และได้ยินมาว่าถ่ายดีด้วย นิสัยดีด้วย (หัวเราะ) เราเลยไปบอกพี่โปรดิวเซอร์ พี่ จินนะ คงมา ว่าเราชอบพี่บุณยนุช ไกรทอง แต่ตอนนั้นตั๊กก็ไม่รู้ว่าพี่ก๊อยโด่งดังแค่ไหน ซึ่งดีมากเพราะว่านางเอกเราไซส์มินิ พระเอกเราก็ไม่ได้สูง พอผู้กำกับภาพเป็นผู้หญิงก็จะสูงเท่าๆ กัน

โรส: เฮ้ย ข้อดีว่ะ (หัวเราะ)

ตั๊ก: ใช่ เพราะมันเป็นแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่อง ถ้าเป็นตากล้องผู้ชายหรือตัวสูงกว่าน่าจะลำบากสุดๆ

 

นคร: แล้วถ้าเทียบกับอีกสองคน

ก๊อย: ก็… สไตล์ต่างกันเนอะ (หัวเราะ) ทำกับใครก็สนุกหมดแหละค่ะ น้องๆ ก็เก่งกันทุกคนอ่ะนะคะ

(โอ้โห)

ก๊อย: อยู่เป็นแหละ

ตั๊ก: โคตรจะไม่ใช่

นคร: ก่อนจะมาคุยกันวันนี้ ตั๊กบอกว่า ดูเทรเลอร์ Homestay แล้วบอกว่าไดอะล็อกนี้ แคลร์เขียน

แคลร์: อันไหนวะ

ตั๊ก: “ก็มินไม่เคยขอ”

แคลร์: (ยิ้ม) เออ รู้ได้ไงวะ (หัวเราะ)

โรส: ทำไมเดาได้อ่ะ

แคลร์: สวยเนอะ (หัวเราะ)

ตั๊ก: ไม่รู้อ่ะ คุยกันบ่อยมั้ง แล้วเวลาเราดูหนังเขามันก็จะมีอะไรอย่างนี้อยู่ เราจะจำไดอะล็อกในหนังเขาได้ ทีนี้พอเราเห็นใน Homestay แล้วรู้ว่าเขาเขียน ไดอะล็อกแบบนี้ไม่มีใครเขียนนอกจากมึง ไม่รู้ดิ ดูสาว

แคลร์: แล้วดูตัวกูดิ แม่งเอ๊ย

โรส: มีใครเขียนมั่งอ่ะในทีม

แคลร์: มีพี่โอ๋ มีแคลร์ มี นท (อภิโชค จันทรเสน), พี่เป็ด (ทศพล ทิพย์ทินกร) แล้วก็ พี่เอกสิทธิ์ (ไทยรัตน์)

โรส: สาวคนเดียวเลยดิ

แคลร์: เออ ใช่ เหมือนเราเป็นผู้หญิงคนเดียวด้วยแหละ ก็เลยต้องรับหน้าที่เป็นเฌอปราง (ฮา)

 

นคร: เราลองพูดได้มั้ยว่าอะไรเป็นเอกลักษณ์ของงานแต่ละคน

แคลร์: สำหรับเรา พี่โรสก็จะ… (หัวเราะ)

โรส: เอาแล้วไง

แคลร์: ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำ พอพูดถึงพี่โรสก็จะนึกถึงคำนี้ ชอบงานเขาทุกอันเลย ทั้งเขียนหนังสือ ทั้งทำหนัง จริงๆ พี่โรสเป็นหนึ่งใน inspiration ของเรา

โรส: โหย

แคลร์: เหมือนเราโตมาเขาก็ทำหนังแล้ว ได้ดูหนังเขา เป็นผู้กำกับหญิงที่เล่าเรื่องผู้หญิง เราก็คงหยิบยืมอะไรในตัวเขามาอยู่ในงานของเราด้วยแหละ โดยที่เราไม่รู้ตัวนะ พอคิดกลับไป เออมันคงมี

โรส: (หัวเราะ)

แคลร์: ส่วนตั๊ก เรารู้สึกมันเป็นเรื่องของวัยรุ่นกับการเมือง พอโตขึ้นก็เห็นมาทำหนังเกี่ยวกับภาคอีสาน เราอยากดูงานตั๊กแบบนี้มากๆ มันน่าจะเป็นตัวตนเขา ดูจากในเฟซบุ๊คแล้วก็จะเห็นตั๊กโพสรูปแม่ รูปที่บ้านของตั๊กที่อีสาน เราว่ามันน่าสนใจ เราอิจฉานะ เพราะเราเป็นคนกรุงเทพฯ ก็จะไม่มีอะไรแบบนี้เข้ามาในชีวิต

โรส: เอาจริงๆ งานของสองคนนี้เห็นเยอะกว่าของเราอีกนะ เหมือนตอนที่ก๊อยบอกว่าใบเบิกทางคือ Swimming Pool แล้วเราก็ไปทำผู้ช่วย ไปทำอะไรที่ไม่ได้จริงจังอะไร ระหว่างนั้นแคลร์ก็มี ‘วันนั้นของเดือน’ มีก่อนวันนั้นของเดือนอีกด้วยใช่มั้ย แล้วพอดูหนังแคลร์ก็เหมือนที่ตั๊กพูดว่าไดอะล็อกแบบนี้ก็มีแต่แคลร์นี่แหละ ที่จริงไม่ได้ stereotype ว่าแคลร์จะต้องเขียนแต่หนังแบบนี้ แต่แคลร์น่าจะเข้าใจวิธีการหรือความสัมพันธ์บางอย่างที่มันเป็นของแคลร์ ในแบบที่คนอื่นน่าจะเขียนไม่ได้ ซึ่งโรสเองยังรู้สึกว่ามีความจึ๊กกะดึ๋ยบ้าง แต่แคลร์มันจะมี…

ตั๊ก: ความเนียนบางอย่าง

โรส: เออ ความเนียน หรือความ friendzone ที่เราฟังแล้วนึกถึงโมเมนต์คุยกับเพื่อน ส่วนตั๊ก เราน่าจะเจอกันครั้งแรกในเฟซบุ๊ค

ตั๊ก: เหมือนเราจะเป็นคนชอบเจ๊าะแจ๊ะแหละตอนเด็กๆ

โรส: น่าจะตอน Swimmimg Pool ป่ะ

ตั๊ก: 36 (พวงสร้อยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ) ค่ะ คือตั๊กไปดูรอบแรกที่หอศิลป์ฯ ซึ่งเรารู้จักหลายๆ คนที่งานนั้น

โรส: คือเราจะเห็นทั้งแคลร์และตั๊กควบคู่กัน ซึ่งตั๊กก็จะผ่านอะไรมาหนักนะสำหรับเรา ไม่ได้หมายความว่าต้องหาผลประโยชน์จากมัน แต่น่าจะเป็นคนที่มีเรื่องที่อยากเล่า แล้วคิดว่าควรที่จะต้องมีคนฟัง

ตั๊ก: เอาในแง่ความประทับใจดีกว่า เพราะจริงๆ ตั๊กไม่ได้อินกับสิ่งที่เขาพูด แต่ตั๊กเข้าใจ ก็เลยคิดว่าเขาเก่งจังเลย ถ้าเราได้คุยกับคนเหล่านี้ชีวิตต้องดีแน่เลย เมื่อก่อนตั๊กคิดว่าตัวเองนิสัยไม่ดี การดูงานคนอื่นมันก็เป็น turning point สำหรับเรา เหมือนทำให้เราได้มานั่งทบทวนตัวเอง งานของทุกคนมันมีผลกับเราและตัวตนเราเยอะเหมือนกัน

นคร: มันมีวิธีไหนมั้ยในการที่จะถ่ายทอดตัวตนเราออกมา (นิ่งคิด) หรือมันไม่ต้องพยายามเลย

แคลร์: เออ

ตั๊ก: เราจะชอบเอาตัวเองเข้าไปแทนตัวละคร เช่น ถ้าพูดประโยคนี้มา เราจะตอบแบบนี้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แบบที่คนอื่นคิด แต่มันมี

โรส: โรสไม่ได้เป็นไดเร็กเตอร์ที่มีภาพในหัวชัดอะไรขนาดนั้น แต่คิดว่าการเขียนมันเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในการสื่อสาร ไม่ได้คิดว่าจะต้องให้ใครอ่านด้วย ซึ่งงานเราก็มาจากสิ่งนั้น จะเป็นเรื่องสั้น หรือหนัง เราเป็นคนชอบเขียน แล้วพอเราอยู่ในบทบาทที่จะต้องเอาภาพออกมา ก็เลือกมาจากการเขียน ซึ่งในความเป็นจริงคนอาจจะไม่ได้พูดแบบในหนังโรสก็ได้ แต่สิ่งที่เขียน หรือสิ่งที่พูด บางทีคนอาจจะไม่ได้ฟัง อย่าง ‘นคร-สวรรค์’ เมื่อตอนก่อนไปฉายครั้งแรกที่ปูซานก็เครียดมาก ยังคุยกับก๊อยเลยว่านี่เราพูดเรื่องตัวเองขนาดนี้เลยเหรอวะ คนต้องมานั่งดูพ่อพูด แม่พูด ทำไมคนอื่นเขาต้องมาฟังชีวิตครอบครัวนี้วะ แต่มันก็ย้อนไปจุดเริ่มต้นของการเขียนแหละว่า เราไม่ได้สนใจคนฟัง ไม่ใช่ไม่แคร์นะ แต่มันเริ่มจากการเขียนเพื่อตัวเราเอง ฟังก็อาจจะอี๋ แต่มันก็ออกมาเป็นเราที่สุด

แคลร์: ตอนเด็กๆ เราจะคิดว่าเรื่องที่เราทำมันส่วนตัวมากๆ เป็นเรื่องที่เราเคยเจอ และคิดว่าทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์แบบเรา แต่พอโตขึ้นเราก็จะเริ่มคิดคล้ายๆ พี่โรสคือ คนอื่นเขาจะอยากมาดูแค่ชีวิตเรามั้ย เพราะว่าหนังเรามันจะพูดถึงอะไรที่มันเล็กมากๆ ไม่ได้มีประเด็นอะไรที่มันซีเรียสจริงจัง ก็มานั่งคิดว่า หรือเราจะต้องทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้นวะ จะต้องคิดเยอะขึ้นมั้ย จะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าใครจะอยากดู หรือว่ามันควรจะให้คนได้ดูมั้ยด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็เลยอยู่ในช่วงสับสนกับตัวเอง

 

นคร: ก๊อยล่ะ มีการใส่ตัวเองเข้าไปในงานมั่งมั้ย

ตั๊ก, แคลร์, โรส (พร้อมกัน): มี (หัวเราะ)

ก๊อย: มันเหมือนเวลาเขาเขียนอะไรออกมา แล้วเราเห็นว่าเป็นยังไง ก็จะไปควบคุมเขาอีกต่อนึง (หัวเราะ)

โรส: จริงๆ แล้วคนที่เป็นไดเร็กเตอร์นั้น… (หัวเราะ)

ก๊อย: เช่นเราเห็นเป็นแบบนี้ เราก็จะไปถาม แกว่าใช่ป่าววะ ใช่เนอะ

ตั๊ก: เป็นป่ะ เวลาเรากำกับแล้วคิดอะไรไม่ออก แล้วตากล้องจะเดินมาถามว่าอย่างนี้ป่ะ โอเคเราเห็นด้วย พอเรามานั่งหน้ามอนิเตอร์ก็จะรู้สึกว่า เราโง่เกินไปป่าววะ (หัวเราะ)

โรส: ก๊อยจะเป็นคนที่เข้าใจ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเป็นเพื่อนกัน แต่ตอนเป็นบทมันจะมีสเปซบางอย่างที่เราไม่ได้เขียน เช่น เราไม่ได้บอกว่าจะถ่ายฝุ่นยังไง เราใช้คำว่าบรรยากาศในห้อง ซึ่งมันต้องมีคนแปรมันออกมา จริงๆ มันก็คือหน้าที่ผู้กำกับแหละว่าจะเอาอะไร แต่บางทีมันนอกเหนือจากศาสตร์ที่เรามองเห็น ซึ่งมันก็ต้องมีตากล้องที่จะต้องเห็นทั้งแทนเราและเห็นของเขาเอง มันก็เป็นงานที่เขาจะไม่สามารถโซโล่ได้คนเดียว หรือเราโซโล่คนเดียว

‘นคร-สวรรค์’
พิมพ์ชนก: ความเป็นผู้กำกับภาพจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจผู้กำกับมากแค่ไหน

ก๊อย: ก็ถึงต้องมีโมเมนต์สิบคำถามไงคะ (หัวเราะ) ไม่ตอบก็ลากมา เหมือนต้องค่อยๆ ตะล่อมไปว่าสรุปเขาเห็นภาพเป็นยังไงจะได้จูนกันได้ ให้เราแฮปปี้ด้วย และเขาก็แฮปปี้ด้วย

ตั๊ก: มันมีอันนึงที่ตั๊กประทับใจมาก ในหนังเรื่องแรก เหมือนพี่ก๊อยจะรู้ว่าเราเป็นคนสอดรู้สอดเห็น (หัวเราะ) ซีนนึงมันอยู่นอกเหนือบรีฟ เราก็บอกพี่ก๊อยว่าเดี๋ยวพี่ก๊อยจะต้องเดินตามนางเอกเข้าไปในบ้าน แล้วนางเอกก็จะไปเจออะไรที่ประตูแล้วมันก็จะทิ้ง แล้วพี่ก๊อยเดินตามนางเอกเข้าไปเลยนะ พอถึงเวลาพี่ก๊อยก็เดินตามนางเอกไป พอนางเอกทิ้งพี่ก๊อยแม่งแพนรับของที่นางเอกมันทิ้งเองเลย แล้วค่อยกลับมาถ่ายนางเอกต่อ เราดูอยู่ก็คุณพระ! คือเราไม่ได้ตั้งใจจะให้เห็นว่าอันนั้นคืออะไร เหมือนเราลืม เรานึกไม่ถึง แต่พี่ก๊อยแพนรับ เขาคงรู้ว่าเราเป็นคนขี้เสือกแหละ

 

นคร: ก๊อยคิดอย่างนั้นจริงมั้ย?

ก๊อย: ไม่แน่ใจ คิดว่าน่าจะเป็นออโต้ไพล็อตจากร่างกาย เราก็คงอยากเสือกเองด้วยแหละ (หัวเราะ)

 

พิมพ์ชนก: คิดว่าเพศสภาพของคนทำมันสามารถส่งกลิ่นออกมาในงานได้มั้ย

ตั๊ก: เบลา ทาร์ (ปรมาจารย์หนังเนิบช้าจากฮังการี) ก็มีความเป็นผู้หญิง ตอนแรกได้ยินชื่อนึกว่าเป็นผู้หญิง ตัวหนังก็โศกเศร้าเป็นผู้หญิงเลย แต่ปรากฏว่าเขาเป็นผู้ชาย

โรส: มันแล้วแต่ว่าเขาทำหนังอะไรด้วยป่าววะ อ่ะ ด้านร่างกายมันก็เรื่องนึง แต่ว่าในหนึ่งคนก็จะมีความชายหญิงในร่างกาย บางทีก็มีด้านเซนสิทิฟ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเกย์ เขาอาจจะอินกับความสัมพันธ์เป็นพิเศษ เพราะผู้หญิงที่เขาเจอมาเป็นแบบนี้ หรือความชอบส่วนตัว สุดท้ายมันก็อาจจะบอกได้แหละว่าเรื่องนี้ใครทำ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเพศไหน

แคลร์: เหมือน แคธรีน บิเกโลว์ ทำหนังสงคราม

โรส: หรือตากล้องล่ะ ผู้กำกับผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันมั้ย

ก๊อย: จริงๆ ไม่ค่อยต่างนะ เวลาดูงานเราดูไม่ออกหรอกว่านี่งานผู้ชายหรือผู้หญิง แต่เรื่องการทำงานมันขึ้นอยู่กับบุคลิกของแต่ละคนมากกว่า อย่างผู้ชายบางคนถ้ามีบุคลิกเรียบร้อย เวลาบรีฟเขาก็จะอ่อนโยน

โรส: แต่ก๊อยจะอยู่ในฝั่งผู้ชายมากกว่า อย่างเรายังมีปฏิสัมพันธ์กันเองบ้าง แต่ก๊อยจะอยู่ในฝั่งกล้องและไฟ นี่ก็อาจจะปะทะในเชิง physical อย่างจริงจังมากกว่า แต่ไม่รู้สิสุดท้ายเราก็มีผู้ช่วยที่เป็นผู้หญิง อาจจะผ่อนคลายกับผู้ช่วยที่เป็นผู้หญิงมากกว่า

แคลร์: ตอนกองกรุ๊ปโอเรา ทีมงานแม่งมีแต่ผู้หญิงเว้ย ทั้งผู้ช่วย ตากล้อง โปรดิวเซอร์ คอสตูม

ตั๊ก: เราตั้งใจป่าว

แคลร์: มันก็มีความตั้งใจนิดๆ ตรงที่เราก็อยากทำงานกับผู้หญิง แต่ผู้หญิงเหล่านั้นก็มีคุณสมบัติที่เราอยากร่วมงานด้วยอยู่แล้ว

ก๊อย: บางตำแหน่งมันหาไม่ได้ด้วยแหละ เช่น ไฟ เสียง

ตั๊ก: ใช่ มันเป็นเรื่องร่างกาย ต้องแบกของเป็นสิบกิโลทั้งวัน แล้วทีมไฟนี่เดินไม่ได้นะพี่ ต้องวิ่ง

โรส: มันก็ต้องมีการบาลานซ์กัน

ก๊อย: ใช่ เหมือนหยิน-หยางน่ะ