Lav Diaz The Woman Who Left

The Woman Who Left : หายใจในเรือนจำชื่อ ‘ชีวิต’

Home / bioscope / The Woman Who Left : หายใจในเรือนจำชื่อ ‘ชีวิต’

โดย ปราชญ์ เต็มวิทยาธรณ์

(เรียบเรียง-ปรับแก้จากบทความในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 177 / ตุลาคม 2016)

 

คำแนะนำเบื้องต้นต่อ ลาฟ ดิอาซ คงเกินจำเป็นเสียแล้วสำหรับผู้อ่านที่ติดตาม BIOSCOPE อย่างใกล้ชิด แต่จะไม่กล่าวถึงก็ไม่ได้ เพราะปี 2016 เคยได้ถูกยอดผู้กำกับฟิลิปปินส์รายนี้ยึดครองอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี ในขณะที่ผลงานของเขายังคงโดดเด่น ท้าทาย เข้มข้น และไม่ประนีประนอม (โดยเฉพาะเรื่องความยาว) เขากลับพาหนังสามเรื่องคว้ารางวัลใหญ่จากสามเทศกาลในปีเดียวกัน! …เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่เบอร์ลินด้วยรางวัล Alfred Bauer Prize กับหนังยาว 8 ชั่วโมง A Lullaby to the Sorrowful Mystery ต่อด้วยรางวัลยอดเยี่ยมที่ Oberhausen (หนึ่งในเทศกาลหนังสั้นสำคัญที่สุดของโลก) กับงานที่เป็นเสมือนถ้อยแถลงต่อผลการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ช่วงนั้นอย่าง The Day Before the End และปิดปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยรางวัลสิงโตทองคำจากเวนิซกับ The Woman Who Left (อนึ่ง ผลงานล่าสุดกว่านั้นของเขาคือ Season of the Devil ซึ่งเข้าชิงหมีทองคำที่เบอร์ลินไปเมื่อปี 2018)

หนังถูกปูพรมฉายต้อนรับความสำเร็จไปทั่วประเทศฟิลิปปินส์ในปีนั้น โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของหนังคือการคืนจอของ ชาโร ซานโตส คอนชิโอ นักแสดงหญิงระดับตำนานของประเทศที่ห่างการแสดงไปกว่ายี่สิบปี และกลับมาเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หลังลงจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสถานีโทรทัศน์ ABS-CBN (ดิอาซพบเธอที่เบอร์ลิน ก่อนที่ทั้งคู่จะตกปากรับคำร่วมงานกัน)

“คุณจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าฟิล์มนัวร์ก็ไม่ผิดหรอก ทำไมถึงจะเรียกไม่ได้ล่ะ?” ดิอาซตอบผู้สื่อข่าวชาวเยอรมัน “นอกจากจะเป็นฟิล์มนัวร์แล้ว ยังเป็นหนังดราม่าล้างแค้นแบบที่ใครต่อใครรู้จักจากฮอลลีวูดอีกด้วย ผมเองก็ชื่นชอบหนังกลุ่มนั้นอยู่พอตัว ก็เลยอยากหยิบยืมองค์ประกอบบริสุทธิ์ของตระกูลหนังพวกนั้นมาใช้ ทั้งความตึงเครียดและความลึกลับ” แต่ถึงจะอ้างอิงหนังฮอลลีวูดในบทสัมภาษณ์, ได้รับคำยืนยันจากนักวิจารณ์ว่านี่คือหนังที่คนดู ‘เข้าถึงง่าย’ ที่สุดเรื่องหนึ่งของดิอาซ และมีความยาวเพียง 226 นาที (ไม่ถึง 4 ชั่วโมง) ซึ่งสั้นกว่าที่ประชาคมภาพยนตร์โลกคุ้นชินเมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขา หนังเรื่องนี้ก็ยังถือว่าคงจิตวิญญาณ ‘หนังลาฟ’ ไว้ได้อย่างทรงพลัง – ก้อง ฤทธิ์ดี เขียนไว้ในบทวิจารณ์ได้อย่างน่าติดตามว่า “15 นาทีสุดท้ายของเรื่องคือหนึ่งในช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดบนจอภาพยนตร์ประจำปีนี้ และอาจรวมถึงหลายปีก่อนหน้า”

ศูนย์กลางของเรื่องคือ โฮราเชีย อดีตครูหญิงที่ดิอาซระบุว่าการดำรงอยู่ของเธอนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการถูกจองจำ ทว่าก็ชวนคิดเช่นกันว่า สภาพถูกจองจำดังกล่าวเป็นเฉพาะกับเธอหรือพวกเราทุกคนกันแน่ เธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในความผิดที่ไม่ได้ก่อ กระทั่งสามสิบปีต่อมาอิสรภาพอันเหนือความคาดหมายก็มาถึง เมื่อเพื่อนสนิทร่วมห้องขังสารภาพว่าอำพรางคดีใส่ความเธอร่วมกับคนรักเก่าชื่อ โรดริโก (ยากที่จะไม่เชื่อมโยงชื่อนี้กับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบันซึ่งดิอาซตั้งคำถามกับเขามาตั้งแต่ก่อนชนะเลือกตั้ง รวมถึงหนังเริ่มต้นถ่ายทำเมื่อเดือนพฤษภาคม สดๆ ร้อนๆ หลังการนับคะแนนเลือกตั้งเสร็จสิ้น) เธอพบลูกสาวแต่ผัวตายและลูกชายหายสาบสูญ สานสัมพันธ์ฉันมิตรกับโสเภณีข้ามเพศในดินแดนใหม่ เป็นนักบุญของคนยากไร้ด้อยโอกาสด้วยความเกื้อกูลในเวลากลางวัน และเมื่อตะวันตกดินกลายเป็นเงามืดแห่งความแค้น ออกตามหาชายผู้เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์สามทศวรรษของเธอพร้อมความสับสนซับซ้อนในจิตใจ

อิสรภาพและความขมขื่นของโฮราเชียเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ปี 1997 – ไม่เพียงแต่เป็นอีกฟิลิปปินส์จากที่เธอเคยรู้จักก่อนเข้าคุก ทว่ายังเต็มไปด้วยสถานการณ์โกลาหลที่กัดเซาะเจ็บปวดไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในภูมิภาค และสภาพไร้ขื่อแปของประเทศฟิลิปปินส์ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงแห่งการอุ้มหายของทวีปเอเชีย (ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญต่อเป้าหมายของเธอ-ชายผู้สังกัดในอีกชนชั้นหนึ่ง) ทว่าสำหรับดิอาซแล้วปีที่เกิดเหตุการณ์ในหนังสำคัญยิ่งกว่านั้น “1997 ถือเป็นปีที่ซับซ้อนและมืดหม่นมากของประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ เธอ(โฮราเชีย)ถูกกำกับด้วยพลังงานมหาศาลของสภาพสังคมรอบตัว การลักพาและฆาตกรรมเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติในประเทศ และในระดับโลกก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดุเดือดไม่ใช่เล่น” เขาเชื่อมโยง “ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องเชื้อสายฟิลิปปินส์ที่ฆ่า จิอันนี เวอร์ซาเช ตามมาด้วยการตายของเจ้าหญิง ไดอานา กับแม่ชี เทเรซา และปิดท้ายด้วยอังกฤษส่งเกาะฮ่องกงคืนให้จีนที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวง ทุกอย่างซ้อนไขว้กันเหมือนกิ่งไม้ที่กลายเป็นรังนก ราวกับกำลังต่อเนื่องเชื่อมเข้าสู่เส้นเรื่องเดียวกัน”

คำตอบของความเชื่อมโยงดังกล่าวอาจอยู่ที่แรงบันดาลใจของดิอาซ-เช่นเดียวกับหนังหลายเรื่องก่อนหน้านี้ที่ดัดแปลงอย่างอิสระหรือได้รับอิทธิพลตกทอดจากวรรณกรรมหรือภาพยนตร์รัสเซีย ชะตาชีวิตของโฮราเชียคืออีกภาคหนึ่งของเรื่องสั้น God Sees the Truth, But Waits (1872) ของ ลีโอ ตอลสตอย ซึ่งเขาระบุว่าจำรายละเอียดใดๆ ในเรื่องไม่ได้แล้ว “เหลือเพียงแก่นหลักของสาระในหนังสือเท่านั้น” คุกหรือสถานที่คุมขังคืออุปลักษณ์ของคำสาปแห่งการมีชีวิต และในทางกลับกัน ชีวิตก็คืออุปลักษณ์ของเรือนจำไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด “เรื่องราวในหนังนั้นเรียบง่าย และในขณะเดียวกัน ซับซ้อนอย่างยิ่ง” ดิอาซกล่าวก่อนอธิบายต่อถึงสิ่งที่ยึดโยงหนังทุกเรื่องของเขาเข้าไว้ด้วยกัน ภาพยนตร์สำหรับเขาคืออีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะใช้นำเสนออภิปรัชญา และคำถามสำคัญอันเกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ของมนุษย์

ตอลสตอยเล่าเรื่องของนักโทษที่ได้รับอิสรภาพและเดินตามเป้าหมายใหม่ของชีวิตด้วยแรงแค้นเช่นกัน ทว่าการปลดปล่อยความแค้นเคืองในใจตัวละครหลักที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องสั้นต้นฉบับนั้นกลับไม่ใช่จุดจบหรือคลี่คลายของหนัง เพราะเรื่องราวชีวิตของโฮราเชียนั้นยังคงถูกทับถมต่อไป และเปิดพื้นที่ให้ความสูญเสียกับความสิ้นหวังเข้ายึดครองอย่างไม่รู้จบสิ้น “เพราะมันคือเรื่องราวของความทุกข์ทรมานแห่งชีวิต การดำรงอยู่ของมนุษย์เรานั้นเปราะบาง และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เราต่างไม่รู้อะไรเลย” ดิอาซเผย “ไม่มีใครในหมู่พวกเราเลยที่เข้าใจชีวิต นี่คือสิ่งที่เรื่องสั้นของตอลสตอยสะกดใจผมเมื่อครั้งที่ได้อ่าน นี่คือความจริงที่สำคัญที่สุดของการดำรงอยู่ ไม่เช่นนั้น บางคนในหมู่มนุษย์อย่างเราคงรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยง เหตุและผลของสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าคือการต้องยอมตามและจำนนต่อความส่งเดชที่กระทำต่อชีวิตของเรา

 

ชมหนังเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ของ ลาฟ ดิอาซ ได้ที่ Sine ni Lav Diaz โดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ FILMVIRUS ได้ในวันที่ 15-17 ก.พ. 62 ดูรายละเอียด ที่นี่