Her Joaquin Phoenix Scarlett Johansson Spike Jonze

8 ที่มา…กว่าจะเป็น Her หนังรักสุดล้ำของ สไปค์ โจนซ์

Home / bioscope / 8 ที่มา…กว่าจะเป็น Her หนังรักสุดล้ำของ สไปค์ โจนซ์

โดย เลดี้สโตนฮาร์ท

(เรียบเรียง-ปรับแก้จากบทความในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 144 / มกราคม 2014)

 

มองผาดๆ สไปค์ โจนซ์ คือไอ้หนุ่มสุดเนิร์ด จ๋องๆ หน้านิ่งๆ กิริยาขำๆ ท่าทางกวนส้น ทำตัวน่าหมั่นไส้ แต่ชีวิตของโจนซ์ก็น่าหมั่นไส้จริงๆ ดั๊วะ! เขาโดดเข้าวงการแนวๆ มาตั้งแต่อายุ 16 อะไรคูลๆ โจนซ์ทำมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ, บรรณาธิการนิตยสาร, ผู้กำกับเอ็มวี-รายการทีวี-โฆษณา-หนังสั้น-แอนิเมชั่น, นักแสดง หรือนักต่อสู้เพื่อประเด็นทางสังคม แถมยังเคยมีเมียสวย(ที่คูลไม่แพ้กัน)ชื่อ โซเฟีย คอปโปลา (ผกก. Lost in Translation, The Beguiled) ที่แม้จะอยู่กินกันแค่ 4 ปีก็เถอะ

แต่อย่าคิดว่าคนทำหนัง ‘ฝินๆ’ (ฝัน+ศิลป์) แบบโจนซ์จะเก่งแต่ทำตัวเท่ เขาไม่ได้ขายความเก๋ แต่เขามี ‘ของ’ มิได้สมองกลวง ไม่เชื่อลองขุดหนังเก่าๆ ของเขามาดูสิ ไม่ยากหรอก เพราะตลอด 20 ปีมานี้ เขาทำหนังโรง (ที่ล้วนถูกยกย่องว่าสามารถทำให้ ‘เรื่องที่ไม่น่าสร้างเป็นหนังได้ กลับกลายเป็นหนังดีขึ้นมาได้’) แค่ 4 เรื่อง คือ Being John Malkovich (1999), Adaptation. (2002), Where the Wild Things Are (2009) และ Her (2013) – ซึ่งทั้งหมดบอกกับเราว่า เขาไม่ใช่คนธรรมดาเลย!

ฮัวคิน ฟีนิกซ์ (ซ้าย) ขณะถูกกำกับโดย สไปค์ โจนซ์ (ขวา)

“เดี๋ยวนี้ ระบบโต้ตอบอัตโนมัติในคอมพิวเตอร์ (ประมาณโปรแกรมสิริในสมาร์ตโฟน) ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนว่ามันจะคุยกับเรารู้เรื่อง แต่พอผ่านไปสัก 30 วินาที คุณก็จะรู้ตัวว่ามันเป็นแค่ลูกเล่นจากเครื่องคอมพ์ฯ ที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับสิ่งที่เจื้อยแจ้วออกมา …แล้วจะเป็นยังไงต่อนะ ถ้าเราสานสัมพันธ์กับมันได้มากกว่านั้น?” โจนซ์เผยไอเดียตั้งต้นของ Her หนังรักสุดล้ำของเขา

Her ให้ภาพอนาคตในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เล่าเรื่องของ ธีโอดอร์ (ฮัวคิน ฟีนิกซ์) ชายผู้มีอาชีพรับจ้างเขียนจดหมายรัก แต่ตัวเขาเองกลับไม่สมหวังในรัก เพราะเพิ่งเลิกรากับแฟนสาวที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เขาจึงเริ่มความสัทพันธ์ครั้งใหม่กับโปรแกรมโต้ตอบในคอมพิวเตอร์ผู้มีนามว่า ซาแมนธา ที่มาแต่ ‘เสียง’ จากอุปกรณ์ขนาดพกพา (ให้เสียงโดย สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน) แล้วธีโอดอร์ก็ได้พบว่า ‘เธอ’ คือนางในฝันที่เขาตามหามาแสนนาน…

“สิบปีก่อน ผมลองแช็ตกับโปรแกรมโต้ตอบอัจฉริยะออนไลน์ มันเหมือนได้เล่นขำกับใครก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ ผมก็คิดว่าถ้าในอนาคตมันถูกแก้ไขให้ดีขึ้นกว่านี้ล่ะ …เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็สะดวกขึ้นแยะ แล้วอีกสิบปีข้างหน้าจะขนาดไหน? ว่าแต่ผมจะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบนี้ยังไงดีในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย? ยากนะ…แต่น่าสนใจมาก” แล้วจากจุดนั้น โจนซ์ก็พัฒนาความคิดต่อด้วยวิธีเหล่านี้ :

Her
1) เขียนบทเอง

โจนซ์ไม่เคยเขียนบทหนังยาวให้ตัวเองเลยสักเรื่อง มือเขียนบทที่เขาปลื้มปริ่มจนใช้งานไป 2 เรื่องซ้อนก็คือ ชาร์ลี คอฟแมน (Being John Malkovich – กลุ่มคนเพี้ยนแย่งกันสิงสมองของ จอห์น มัลโควิช กับ Adaptation. – นักเขียนบทท้อแท้กับการดัดแปลงนิยาย จนเกิดเรื่องนุงนังระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง) ซึ่งทำให้คอฟแมนได้ชิงออสการ์ทั้งคู่ (กับอีกหนึ่งคือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind หนังปี 2004 ทีเขาเขียนให้ มิเชล กงดรี และคว้าออสการ์ไปได้สำเร็จ)

ความซับซ้อนเก๋ไก๋ของบทคอฟแมนทำให้โจนซ์มักโดนปรามาสว่า “หนังดีได้ก็เพราะบทคนอื่น” Her จึงเป็นหนังยาวเรื่องแรกที่เขาเขียนบทเอง “ตอนชาร์ลีกำกับ Synecdoche, New York (2008) ผมได้เห็นความมุ่งมั่นของเขาที่พยายามจะใส่ความรู้สึกส่วนตัวในช่วงเวลานั้นลงไปด้วย พอมาทำ Her ผมก็เลยอยากลองเขียนบทเองบ้าง อยากสำรวจว่าตัวเองมีมุมมองต่อความสัมพันธ์รูปแบบนี้ยังไง รวมถึงมุมมองเรื่องเทคโนโลยีที่คนมักเห็นเป็นสิ่งชั่วร้าย

ผลงานบันดาลใจโจนซ์
2) 2563

มันคือชื่อภาพถ่ายฝีมือ ทอดด์ ฮิโด (ศิลปินผู้ถูกกล่าวขวัญว่า ‘แฝงอารมณ์อ้างว้างไว้ในบรรยากาศสูญสลาย’) เป็นภาพหญิงผมบลอนด์สลวย ยืนหันหลังกลางแดดอุ่นที่มีฉากหลังเหมือนต้นฤดูหนาว โจนซ์บอกว่า “เธอเหมือนจะจับต้องได้ แต่ก็เหมือนจะไม่มีอยู่จริง” ภาพนี้เองคือต้นแบบของซาแมนธา มันแขวนอยู่บนผนังที่เป็นทั้งห้องกินข้าวและห้องประชุมในบ้านโจนซ์ ตอนร่างโครงเรื่อง เขาเขียนไอเดียย่อๆ แปะไว้บนภาพนี้ แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่อีกทุกครั้งที่มีไอเดียแจ่มๆ ผุดขึ้น จนเมื่อคิดพล็อตเสร็จ เขาก็เขียนคำโตๆ ลงไปว่า Her

Crimes and Misdemeanors
3) Crimes and Misdemeanors (1989)

หนังของ วูดี อัลเลน ว่าด้วยสามีวางแผนฆ่าเมียน้อย ซึ่งโจนซ์ฉกวิธีเล่าเรื่องมาเต็มๆ “หนังเรื่องนี้ตบตาคนดูให้ลุ้นตามตลอดเวลา ผมอยากให้ Her หลอกล่อคนดูได้แบบนั้นบ้าง” แม้พล็อตจะไม่เหมือนกันเลย แต่ในหนังอัลเลนมีหลายครั้งที่ตัวเอกตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งเป็นได้ทั้งภาพจำจากอดีตหรือภาพฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับ Her ที่ตัวละครขิองฟีนิกซ์ตกอยู่ในห้วงคำนึงถึงคนรักเก่า แล้วจินตนาการถึงความรักแบบที่ใฝ่ฝันอยู่ตลอดเวลา (ภายหลังอัลเลนกำกับหนังพล็อตเดียวกันนี้อีกเรื่องคือ Match Point โดยบทสำคัญของเรื่องนั้นแสดงโดย สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน)

Her
4) ฮัวคิน ฟีนิกซ์

ตอนเขียนบท โจนซ์สมมติถึงตัวเองในวัย 50 (ตอน Her ออกฉาย เขาอายุ 44) แต่ก็คิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าบทธีโอดอร์หนุ่มกว่านั้น พอเขียนเสร็จในปี 2011 เขาก็แจ้นเอาไปให้ฟีนิกซ์อ่าน ทั้งคู่รู้จักกันตอนฟีนิกซ์มาทดสอบบทใน Adaptation. ที่ครั้งนั้นฟีนิกซ์ตอบกลับมาอย่างจริงใจว่า “คุณไม่อยากให้ผมแสดงบทนี้หรอก” แต่คราวนี้ ฟีนิกซ์ให้คำตอบหลังจากอ่าน Her เสร็จว่า “ผมทึ่งนะ”

โจนซ์เล่าว่า “ฟีนิกซ์เป็นเหมือนดอปเปลแกงเกอร์ (doppelganger) อีกร่างหนึ่งหรือไม่ก็เป็นด้านมืดของผม เรามีบทบาทหลากหลายคล้ายกัน (ฟีนิกซ์เคยกำกับเอ็มวี, โปรดิวซ์หนังกับรายการทีวีอีกเพียบ และเป็นนักรณรงค์เหมือนโจนซ์) ตอนซ้อมบทถ้าเขาติดขัดตรงไหน ผมจะรู้เลยว่าตรงนั้นผมเขียนบทไม่ลึกพอ” ( อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีนิกซ์ ที่นี่ )

โจฮันส์สัน (กับตัวละครสามี) ใน Lost in Translation
5) สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน

เดิมผู้ให้เสียงซาแมนธาคือ นักแสดงสาว ซาแมนธา มอร์ตัน (In America; Morvern Callar; Synecdoche, New York) โดยทีมงานทำคอกให้เธอหลบอยู่ตลอดการถ่ายทำแล้วให้ตัวละครทั้งคู่รับ-ส่งบทกัน โดยไม่ต้องเจอหน้ากันเลยเพื่อจะดึงความรู้สึกถวิลหาออกมา แต่หลังจากปิดกล้องไป 6 เดือน โจนซ์กลับพบว่า “หนังไปไม่ถึงความรู้สึกที่ตั้งใจไว้ มอร์ตันแสดงเยี่ยมมาก แต่ทำให้ซาแมนธากลายเป็นเหมือนผี ความสัมพันธ์เลื่อนลอยเกินกว่าที่ชายคนหนึ่งจะทุ่มเทใจให้” เขาจึงเปลี่ยนมาให้โจฮันส์สันพากย์บทนี้ใหม่ด้วยเหตุผลว่า “เธอสาวกว่า ยั่วใจกว่า โหยหากว่า” ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การพากย์ทับซ่อมเสียงเดิม แต่เป็นการรื้อเปลี่ยนบุคลิกซาแมนธาใหม่ทั้งหมด เสียงของโจฮันส์สันมีอาการกระวนกระวาย สั่นเครือ แสดงสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ทำให้ดราม่าข้นขึ้นกว่าเดิม และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูจะจริงจังขึ้นด้วยเพราะมีอีกหลายฉากที่ฟีนิกซ์ต้องพากย์ใหม่เช่นกันเพื่อปรับอารมณ์ให้สอดรับกับความรู้สึกที่โจฮันส์สันส่งเพิ่มมา

นิตยสาร Esquire มอบตำแหน่งสาวเซ็กซี่แห่งปีให้โจฮันส์สันในปีนั้น ซึ่งยิ่งย้ำชัดว่าเธอเหมาะกับบทสาวในฝันสำหรับชายขี้เหงา …แต่ไม่เท่านั้น อีกเหตุผลที่นักข่าวคาดเดากันก็คือ เธอเคยแสดง Lost in Translation ที่กำกับโดยโซเฟีย คอปโปลา ภรรยาเก่าของโจนซ์ ซึ่งคราวนั้นก็ลือกันว่าเธอเขียนบท จอห์น (สามีของโจฮันส์สันในเรื่อง) ขึ้นจากตัวโจนซ์ จึงเป็นไปได้ว่า Her คือความในใจที่โจนซ์อยากส่งถึงเธอบ้าง ( อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโจฮันส์สัน ที่นี่ )

Her
6) รำลึกอดีต-คลายเหงา

ในหนัง ซาแมนธาสถิตอยู่ในอุปกรณ์ไฮเทคที่หน้าตาถอดแบบหน้าตาจากไฟแช็คยุคอาร์ตเดโคซึ่งบรรจุบุหรี่ไว้ในตัวกล่องได้ และกางออกมาได้เหมือนกรอบรูป รูปลักษณ์ของ ‘เธอ’ จึงให้ความรู้สึกหวนอดีต (แบบกรอบรูป) ผสมกับเพื่อนคลายเหงา (แบบบุหรี่)

Her
7) โลกอนาคต

แทนที่ Her จะดูหดหู่ใจแบบหนังดิสโทเปียซึ่งทำกันเกร่อในช่วงนั้น โจนซ์กลับขียนให้มันมีเทคโนโลยีมากมายที่สนองตัณหามนุษย์ครบครันราวสวรรค์ยูโทเปีย ด้วยเหตุผลว่า “อนาคตคือภาพฝันที่คนส่วนใหญ่ปรารถนา แต่แม้ยุคนั้นจะมีทุกอย่างครบ คนเราก็ยังรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างอยู่ดี” เขาเจาะจงให้เรื่องเกิดขึ้นในแอลเอเพราะ “แอลเอมีแต่บ้านสวยๆ มีทะเล มีภูเขา มันคือสถานที่ในอุดมคติ แล้วจะเจ๋งแค่ไหนถ้าแอลเอในอนาคตดียิ่งกว่าตอนนี้ มีเทคโนโลยีใช้ง่าย ดีไซน์เรียบหรู”

แต่สิ่งที่แปลกเพี้ยนไปกว่าแอลเอของจริงก็คือ ฉากจำพวกตึกระฟ้าทรงล้ำๆ และย่านดาวน์ทาวน์เก๋ๆ นั้น โจนซ์เก็บภาพมาจากเมืองจีนแทน “ผมอยากให้มันเป็นเหมือนที่ที่เรารู้สึกดีที่ได้มาอยู่ด้วยกัน” เขาอธิบาย – ซึ่งเป็นดังการทำนายอนาคตด้วยว่า ในอนาคตอันสุขสงบ วัฒนธรรมจีนจะปรองดองกับอเมริกาหลังจากขับเคี่ยวกันมาช้านาน “ผมอยากให้โลกของผมเป็นไปในทางที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้นจริง …แต่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย”

8) ให้ผู้กำกับอื่นตัดต่อ

หลังเสียเวลาตัดต่อไป 14 เดือนและได้หนังร่างแรกยาวย้วยถึงสองชั่วโมงครึ่ง โจนซ์ก็ตัดสินใจโยนไปให้ สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ ช่วยตัดแก้ โดยบอกว่า “เขาเป็นผู้กำกับที่เก่งที่สุด ตัดต่อเร็วที่สุด และอายุรุ่นเดียวกับผมด้วย เขาใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงก็ตัดมันให้เหลือชั่วโมงครึ่งได้แล้ว” (!)

อย่างไรก็ดี สุดท้าย Her ก็ยาวเกือบสองชั่วโมงเพราะโจนซ์แซมบางภาพเข้าไปเพิ่ม “บางภาพคนอื่นอาจว่าไม่จำเป็น แต่มันสำคัญมาก บางครั้งก็เพื่อสื่อความหมาย หรือเพื่อทอดอารมณ์สู่คัตต่อไป” เช่น มีคัตหนึ่งเป็นเฟรมที่ไม่มีนักแสดงอยู่เลย เห็นแต่ละอองฝุ่นล่องลอยอย่างอ้างว้าง ซึ่งบอกอารมณ์ว้าเหว่ได้จับใจโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเยิ่นเย้อ

 

BIOSCOPE Theatre
เชิญชม Her (2013, สไปค์ โจนซ์)
วันเสาร์ที่ 16 ก.พ.นี้ ฟรีๆ ตลอด 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre